x

Reasons To Read

- ทำเรื่องขอแยกทางกันมาร่วม 20 เดือน Brexit จะประสบผลหรือไม่ ปราการด่านสุดท้ายคืออะไร?

- อังกฤษได้อะไร เสียอะไรจาก Brexit และไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร

 

23 มิถุนายน 2016 ช่วงที่กระแสแห่งความหวาดวิตกเรื่องจำนวนผู้อพยพทะลักเข้าสู่ยุโรป และภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายประเทศ ทำให้ชาวอังกฤษ กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ไม่พอใจกับการที่ต้องใช้เงินภาษีของพวกเขาไปช่วยเหลือ หรือที่เรียกว่า ‘Bail Out’ ประเทศสมาชิกที่แทบจะล้มละลาย จึงเรียกร้องให้ทำประชามติเพื่อหยั่งเสียงว่าชาวอังกฤษยังอยาก อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับสหภาพยุโรปหรือไม่ และผลปรากฏว่าฝ่ายที่ต้องการ ถอนตัวเฉือนชนะไป ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องวางแผนเพื่อการถอนตัวจากสหภาพยุโรป หลังก่อร่างสร้างตัวด้วยกันมาตั้งแต่ปี 1973

ระดมสมองทำแผนแยกตัวกันมาสองปี ท่ามกลางดรามามากมายทั้งจากกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ไม่อยากแยกตัวจากอียู กับฝั่งสหภาพยุโรปที่บอกว่าถ้าออกไปแล้วก็อย่าหวังจะได้กลับมาร่วมเรียง เคียงหมอนกันอีก ในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าอังกฤษจะถอนตัวจากสหภาพยุโรปอย่าง เป็นทางการ ในวันที่ 29 มีนาคม 2019 

จบแบบไม่รุนแรง แยกทางแต่ยังเป็นเพื่อนกัน 

20 เดือนหลังการเจรจาข้อตกลงถอนตัวแบบที่เรียกกันว่าเป็น Soft Brexit หรือจะพูดง่ายๆ ก็คงเทียบได้กับการเลิกราหย่าร้างแบบจบกันด้วยดี ไม่ถึงกับฟ้องแบ่งสมบัติ หรือมองหน้ากันไม่ติด เพราะจะยังไงก็ยังเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ดังนั้น เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ผู้นำชาติสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ ก็ให้การรับรองแผนการถอนตัวจากอียูของรัฐบาลอังกฤษด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบอึมครึม ระหว่างร่วมประชุมกันที่กรุงบรัสเซลส์​ ประเทศเบลเยียม 

เมย์บอกว่า นี่เป็นแผนการที่ดีที่สุด และเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น และชาวอังกฤษทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ Brexit ต่างก็ยอมรับข้อตกลงที่ว่านี้ ซึ่งต่างก็ไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อยาวนาน ไปกว่านี้แล้ว  

โดยย่อ ข้อตกลงนี้มีเรื่องหลักๆ อยู่สามประการ คือ 

  • ยุติข้อตกลงการเคลื่อนย้ายเสรีในกลุ่มอียูกับอังกฤษในทันที 
  • ปกป้องบูรณภาพ (ความครบถ้วนสมบูรณ์) แห่งดินแดนภายใต้รัฐธรรมนูญอังกฤษ 
  • การกลับมาใช้กฎหมายที่จัดทำขึ้นในประเทศ ร่างขึ้นโดยนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ตีความและบังคับใช้โดยศาลอังกฤษ 

ทางฝั่งอียูเองก็ให้การรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ คือเอกสารทางกฎหมายว่าด้วยการถอนตัวของอังกฤษ เนื้อหาครอบคลุมเรื่อง ‘การแบ่งสินสมรส’ 39,000 ล้านปอนด์, สิทธิพลเมือง และมาตรการคงพรมแดนไอร์แลนด์เหนือให้ยังเปิดอยู่ หากว่าการเจรจาการค้าล่าช้า ส่วนอีกฉบับคือปฏิญญาการเมือง ซึ่งจะเป็นแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียูหลัง Brexit เช่น เรื่องการค้าและความมั่นคงระหว่างกัน (ดูเพิ่มเติมที่ https://www.bbc.com/news/uk-46334649)

ปราการด่านสุดท้าย ความคิดของคนในบ้าน

ถึงจะผ่านด่านผู้นำสหภาพยุโรปได้แล้ว ร่างข้อตกลงที่ว่านี้ ยังต้องผ่านด่านสำคัญด่านสุดท้าย ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าความพยายามตลอด 20 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มเจรจา Brexit จะประสบผลหรือไม่ ก็คือการลงมติในรัฐสภาของอังกฤษ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ซึ่งใช่ว่าจะผ่านด่านนี้ง่ายๆ 

หัวหน้าพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้านตอนนี้ ประกาศว่าจะไม่รับรองข้อตกลงนี้ และจะหาแนวร่วมคัดค้าน ขณะที่อดีตหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมก็มองว่าข้อตกลงนี้ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชน ที่โหวตให้ออกจากอียูต้องการ ส่วนพรรคที่อยากอยู่ในอียู ก็มองว่าข้อตกลงนี้ทำให้อังกฤษออกห่างจากอียูมากเกินไป น่าจะยังร่วมอยู่ในตลาดเดียว หรือในสหภาพแรงงานยุโรป แต่หัวหน้าพรรคสหภาพประชาธิปไตยกลับมองว่า ไหนๆ จะถอนตัวออกมาแล้ว ทำไมยังเปิดทางให้แคว้นอื่นๆ ของสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์เหนือ ยังผูกติดกับโครงสร้างของอียู 

อังกฤษได้อะไร เสียอะไรจาก Brexit?

คำถามเบื้องต้นตอนนี้คือ ถ้าร่างฯ ดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะเกิดอะไรกับอังกฤษ คำตอบมีสามทางคือ ออกจากอียูแบบไม่มีข้อตกลงอะไรเลย, พยายามเจรจาใหม่ และรัฐบาลล่ม เลือกตั้งใหม่ 

แต่ถ้าข้อตกลงนี้ผ่าน ก็คือเดินหน้า Brexit ได้ตามแผนที่วางไว้ อังกฤษได้อิสรภาพในการออกกฎหมายต่างๆ ของตัวเอง ไม่ต้องอิงกับอียู ได้สิทธิในการควบคุมพรมแดน ได้โอกาสสานสัมพันธ์ หาตลาดค้าขายใหม่ๆ ขยายอิทธิพลแบบที่เคยเกรียงไกรในอดีต เงินภาษีได้ไปลงกับการพัฒนาประเทศแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องแบ่งไปช่วยเพื่อนสมาชิก 

แต่อีกทางหนึ่งก็มีการประเมินโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของอังกฤษว่า หลัง Brexit อังกฤษอาจต้องสูญเสียเงินปีละแสนล้านปอนด์ ภายในปี 2030 ขณะที่จีดีพี จะต่ำกว่าการที่อังกฤษยังคงอยู่ในอียูถึงร้อยละ 4 เพราะอุปสรรคด้านการค้าและภาคบริการนั่นเอง 

แล้วไทยมีเอี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ไหม?  

เริ่มแรกก็มีความกังวลกันว่าการถอนตัวของอังกฤษออกจากอียูจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกหรือไม่ แต่เมื่อชัดเจนแล้วว่าเป็นการ ‘จบกันด้วยดี’ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็เลยไม่หนักมาก (ดูแล้วตอนนี้สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน น่าจะสาหัสกว่ามาก) ในแง่ของไทย ผศ.ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า นี่เป็นโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอังกฤษ ด้วยการทำข้อตกลงแบบทวิภาคี ดันมูลค่าการส่งออก จากปัจจุบันที่ระดับ 1.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ไปเป็น 3% เพราะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของอังกฤษนั้นจะไม่เข้มงวดเท่าอียู พร้อมกันนี้ก็ควรเตรียมการเจรจาเปิดการค้าเสรีกับอียูไว้ และเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้ง