x

Reasons to Read

  • จริงหรือที่ระบบการศึกษาไทยคือตัวจำกัดความหลากหลายของเด็ก ทำให้เรื่องทุกอย่างเป็นวิชาการ แบ่งโลกในตำรากับโลกความเป็นจริงออกจากกัน
  • เว็บไซต์ Spaceth.co คือเว็บไซต์ดาราศาสตร์ที่ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่วัย 13-20 ปีเท่านั้น ทำให้เรื่องวิชาการเข้าใจง่าย จนคว้ารางวัล Best New Blog มาครอง

 

ว่ากันว่าเด็กไทยถูกตีกรอบให้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของระบบการศึกษาที่ไม่รองรับความหลากหลายในเรื่องที่เด็กถนัดหรือสนใจ แถมยังเปลี่ยนความรู้ในตำราให้กลายเป็นเรื่องวิชาการและเข้าถึงยาก โลกความเป็นจริงและโลกในตำราถูกแยกออกจากกัน ทั้งที่จริงสามารถถ่ายทอดเนื้อหาให้ออกมาน่าสนใจและเข้าใจง่ายได้ 

เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล สองผู้ก่อตั้งและดูแลเว็บไซต์ Spaceth.co ที่หยิบเรื่องดาราศาสตร์มาเล่าให้ฟังได้อย่างน่าสนใจและเข้าถึงง่าย เพื่อทำให้คนทั่วไปรู้ว่าอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัวและสนุกได้ไม่น่าเบื่อเหมือนในหนังสือเรียน ทั้งสองคนตัดสินใจก่อตั้งเว็บไซต์หลังเจอกันในค่าย Junior Webmaster Camp และภายในเวลาเพียง 6 เดือนก็คว้ารางวัล Best New Blog มาครองด้วยฝีมือของทีมงานในวัยเรียนทั้งหมด ปัจจุบัน Spaceth.co มีทีมงานทั้งหมด 11 คน โดยมีช่วงอายุอยู่ที่ 13-20 ปีเท่านั้น

GM : จุดเริ่มต้นความสนใจเรื่องดาราศาสตร์

เติ้ล : ผมเติบโตในยุคที่พ่อแม่ออกไปทำงานข้างนอก เราจะถูกทิ้งไว้กับหนังสือและสารคดีต่างๆ พอได้ศึกษาเรื่องอวกาศก็ได้รู้ว่าอันที่จริงแล้วดาราศาสตร์เป็นเรื่องน่าสนใจ เลยเริ่มศึกษา การคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ซึ่งทำให้โลกพัฒนาจนเกิดองค์ความรู้มากมาย เราเลยอยากนำเรื่องพวกนี้มาเล่าให้คนทั่วไปได้ฟัง เพื่อให้เขารู้ว่ามันสำคัญและไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อเลย

กร : ส่วนผมเริ่มจากตอนที่อายุได้สัก 3-4 ปี ตอนนั้นกำลังนั่งรถแล้วเห็นดวงจันทร์ก็เกิดสงสัยว่าทำไมมันจึงลอยตามรถมา และตอนอายุ 6 ปี ช่วงนั้นมีข่าวเรื่องดาวพลูโตถูกตัดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ จึงเริ่มสนใจและศึกษาเรื่องดาราศาสตร์อย่างจริงจัง จนกระทั่งอายุ 13 ปีก็ไปลงแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ ตอนระบบสุริยะ 

GM : ทำไมจึงตัดสินใจก่อตั้งเว็บไซต์ Spaceth.co

กร : ปัจจุบันเรามีเว็บไซต์วิชาการอยู่เยอะ แต่ยังไม่มีเว็บไซต์ที่เป็น Creative Content เกี่ยวกับเรื่องอวกาศในประเทศไทยเลย จึงคิดว่าเราสามารถเข้าไปอยู่ในจุดนั้นได้ ทำให้คนรู้ว่าเรื่องของอวกาศไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอเปิดอ่านจากหนังสือเรียนที่น่าเบื่อ เรามองว่าความรู้เกี่ยวกับอวกาศสามารถทำให้เป็นเรื่องน่าสนุกได้และมันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเรานะ 

เติ้ล : คนมักจะมองว่าอวกาศเป็นเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่สิ่งที่เราสื่อสารไปในเว็บไซต์คือเราไม่ได้เล่าแค่ว่าเกิดการค้นพบ แต่เราจะพูดว่าสิ่งที่ค้นพบจะส่งผลต่อชีวิตของเราในอนาคตอย่างไร หรือสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ก็เป็นผลพวงมาจากการศึกษาเรื่องของวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เลเซอร์ โปรแกรมอัลกอรึทึม หรือกล้องดิจิตอล ต่างก็ถูกพัฒนามาจากเทคโนโลยีด้านอวกาศ

GM : สิ่งที่อยากทำในอนาคตและเป้าหมายสูงสุด

เติ้ล : เราอยากเป็น publisher ที่เมื่อคนนึกถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยก็จะนึกถึงเว็บไซต์ของเรา สิ่งที่เราอยากทำคือพยายามทำให้เรื่องของวิทยาศาสตร์ได้มีพื้นที่ในสังคมไทยมากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เลยคาดว่าในอีกสัก 4-5 ปีข้างหน้า อยากให้วิทยาศาสตร์หรือเรื่องเกี่ยวกับอวกาศที่สำคัญมากๆ ต่อชีวิตเราได้มีพื้นที่บนสื่อมากขึ้น เลยเริ่มต้นด้วยการทำ Spaceth.co และวางแผนไว้ว่าในอนาคตจะมีเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของวิทยาศาสตร์เพิ่มเข้ามาด้วย อย่างคณิตศาสตร์หรือชีววิทยา

GM : เท่ากับว่าตั้งใจทำเว็บในฐานะสื่อหรือเปล่า

เติ้ล : เราไม่ได้อยากเป็นสื่อหรือสำนักข่าว เราเป็นแค่คนกลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันทำคอนเทนต์ เราอยากเป็น Publisher ด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า 

กร : สิ่งที่เราพยายามทำก็คือกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในสังคมว่าตอนนี้กำลังมีประเด็นอะไรกันอยู่ มันจะส่งผลต่อชีวิตอย่างไรในอนาคต ทำให้คนรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

GM : งานวิจัยไทยน้อยกว่าต่างประเทศเป็นข้อเสียเปรียบหรือเปล่า

เติ้ล : ที่จริงงานวิจัยไทยมีเยอะมากมาย แต่มาตายตรงวิธีการตีความหรือทำให้เป็นประเด็น อย่างเช่นพอมีเครื่องขูดมะพร้าว สื่อก็จะหยิบมาลงเพราะรู้ว่าเครื่องขูดมะพร้าวมีประโยชน์ต่อเกษตรกร ขณะเดียวกันถ้าเรามีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องฟิสิกส์ควอนตัมขั้นสูงมาก นักข่าวก็จะไม่หยิบมาลงเพราะรู้ว่าคนไม่เข้าใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสังคม ภาพที่สังคมมองวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องวิชาการ ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต ซึ่งอันนี้เป็นอุปสรรคมากกว่า

ข้อมูลที่เรานำมาเล่าก็มาจากแหล่งข่าวเดียวกับสำนักข่าวอื่นๆ โดยเมื่อเกิดการค้นพบขึ้น สิ่งที่สำนักข่าวทั่วไปทำได้ดีก็คือเข้าถึงคนได้จำนวนมาก แต่อาจหยิบข้อมูลมาเล่าได้ไม่น่าสนใจ ทำให้คนอ่านไม่เห็นความสำคัญของการค้นพบนั้น ต่างกับเราที่นำข่าววิทยาศาสตร์มาเล่าเหมือนเพื่อนคุยกันมากกว่า เรามีกลุ่มเป้าหมายของเราคือกลุ่มที่สนใจและกลุ่มที่ยังไม่รู้สึกสนใจแต่ก็รับได้ เราก็จะเล่าให้คนกลุ่มเหล่านี้ฟังด้วยวิธีที่น่าสนใจมากขึ้น

“การศึกษาไทยคือตัวทำลายความคิดสร้างสรรค์มาก 
เพราะเมื่อจับทุกอย่างลงหนังสือจะกลายเป็นเรื่องวิชาการหมด” 

 

GM : ถ้าดาราศาสตร์เข้าถึงง่ายขึ้น เด็กไทยจะสนใจดาราศาสตร์มากขึ้น?

กร : ผมมองว่าเด็กไทยไม่ได้ไม่ชอบดาราศาสตร์ เพราะหลายคนมีความชอบในวัยเด็กว่าถ้าไม่ชอบดาราศาสตร์ก็จะชอบเรื่องไดโนเสาร์ แต่ความชอบของเขาหายไประหว่างทาง จากประสบการณ์ตรงคือตอนเด็กเราชอบดาราศาสตร์มาก แต่พอเข้ามาในระบบการศึกษามันกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ต้องท่องจำชื่อดาว กลุ่มดาว ท่องสูตร เพื่อไปใช้ในห้องสอบแล้วก็คืนครู กลายเป็นว่าดาราศาสตร์คือเรื่องยากๆ ที่อยู่ในหนังสือเรียน ผมเลยคิดว่าเด็กไทยไม่ได้ไม่ชอบดาราศาสตร์ แต่ไม่ชอบวิธีการที่ดาราศาสตร์ถูกถ่ายทอดออกมามากกว่า

และสิ่งหนึ่งที่ดีใจที่สุดตั้งแต่ทำเว็บมาก็คือ มีคนบอกเราว่าขอบคุณเว็บนี้มากที่ทำให้เรากลับมาชอบดาราศาสตร์อีกครั้ง เราเคยเกลียดมันเพราะครูสอนไม่เข้าใจ แต่พอกลับมาอ่านอีกครั้งเราก็กลับมาชอบมันเหมือนเดิม 

เติ้ล : และพอปิดหนังสือก็กลายเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องทำให้โลกในหนังสือเรียนกับโลกความเป็นจริงที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่เป็นคนละโลกกัน นี่คือสิ่งที่การศึกษาไทยทำแล้วเรารู้สึกว่ามันไม่โอเค

GM : สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจออกจากระบบ และข้อจำกัดของระบบการศึกษาไทย

กร : ข้อจำกัดที่ชัดเจนเลยคือเราต้องเก่งวิชาการอย่างเดียว เราต้องอ่านหนังสือ เรียนพิเศษหามรุ่งหามค่ำเพื่อสอบให้ได้เกรดดีๆ แล้วก็ต้องแข่งกับเพื่อนอีกหลายคนที่เรียนพิเศษเหมือนเรา อ่านหนังสือเก็บเกรดหนักกว่าเรา กลายเป็นว่าชีวิตของเขาคือเรียน เรียนพิเศษ ทำการบ้าน ติว นอน แล้วก็วนอยู่แบบนี้ซ้ำๆ ชีวิตของเขาไม่ได้ทำอะไรที่เด็กควรจะทำ ทั้งที่วัยนี้คือวัยที่มีความสุขที่สุด คือวัยที่เราควรได้ลองอะไรใหม่ๆ ได้เปิดโลก ได้ลองทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้เรียนรู้ตัวเองว่าในชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปีเราควรทำอะไรกับชีวิต แต่กลายเป็นว่าเราถูกจำกัดอยู่ในกรอบว่าเราต้องทำเกรดให้ดี เราต้องตั้งใจเรียนวิชาพวกนี้ ส่วนเรื่องอื่นยังไม่ถึงเวลาของเรา เพราะแบบนี้เลยตัดสินใจว่าเราพอแล้ว และออกจากระบบนี้

GM : เวทีแสดงความสามารถในประเทศเรา คิดว่าผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนมากแค่ไหน 

เติ้ล : ประเทศไทยเป็นประเทศที่บ้าประกวด เราประกวดกันทุกอย่าง ทั้งวิชาการหรือเรื่องมารยาท แล้วเราก็จะสงสัยว่าการมีมารยาทต้องเอามาประกวดกันด้วยเหรอ เรามองว่าเวทีแสดงความสามารถของเด็กไทยมันเป็นแค่การประกวดอะไรที่เหมือนๆ กัน เขาไม่ให้พื้นที่ในความแตกต่าง ทั้งที่ทักษะของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อย่างเราทำเว็บไซต์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ถามว่ามีการประกวดทำเว็บฯ วิทยาศาสตร์ไหมก็ไม่มี กลายเป็นว่าแค่เรื่องความสามารถของเด็กไทยยังถูกตีกรอบเลยว่าคุณต้องร้องเพลง เต้นรำ หรือแข่งกีฬา ดังนั้น เวทีแสดงความสามารถนั้นมี แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญต่อความหลากหลายด้านความสามารถเท่าที่ควรมากกว่า

GM : คิดว่าเว็บไซต์ของเราจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมไหม

ติ้ล : สิ่งที่เราทำให้คนเห็นตอนนี้มี 2 อย่าง อย่างแรกคือเรื่องของอวกาศไม่ใช่เรื่องทางวิชาการเพียงอย่างเดียว เราทำให้มันสนุกได้ อีกประเด็นคือเราทำให้สังคมเห็นว่าการที่เด็กกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันเพื่อทำอะไรสักอย่างนั้นเป็นไปได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือคุณต้องเรียนให้จบก่อน อย่างทีมเว็บไซต์พวกเราที่อายุน้อยสุดคือ 13 ปี มากสุดคือ 20 ปี แต่ก็มารวมตัวกันทำเว็บระดับฟูลสเกลได้ สามารถรับลูกค้า มี Business Model มีรายได้ มีพาร์ตเนอร์

กร : จะเรียกว่าเป็นความสำเร็จก็ได้นะ เพราะเราสามารถทำเว็บไซต์ในระดับที่ผู้ใหญทั่วไปทำขึ้นมาได้ ทั้งที่เราเป็นเด็กวัยเรียน ต้องปลีกเวลา เอาเวลาว่างมาทำ

เติ้ล : ทักษะไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ มันขึ้นอยู่กับวิธีการมองโลกหรือคิดประเด็นมากกว่า อายุเป็นเพียงแค่สิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดระดับชั้นของความอาวุโสแค่นั้นเอง

GM : คิดว่าจะใช้เว็บบอกอะไรแก่สังคมไหม

เติ้ล : เราพยายามทำหลายบทบาทอย่างที่สื่อควรจะทำ ทั้งการให้ข้อเท็จจริงและอื่นๆ อย่างช่วงข่าวเรื่องถ้ำหลวงเราก็พยายามให้ข้อเท็จจริงแก่สังคม และช่วงเลือกตั้งก็กำลังวางแผนกันว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง อาจเป็นการนำนโยบายมาเล่าหรือเปรียบเทียบ หรืออาจให้ความรู้คน

GM : การเมืองและดาราศาสตร์

กร : อยากยกคำพูดของ เอ็ดการ์ มิตเชล ที่เดินทางไปดวงจันทร์กับภารกิจยานอะพอลโล 14 ที่พูดไว้ว่า เมื่อคุณอยู่ที่ดวงจันทร์และมองกลับมายังโลก มันก็เป็นแค่จุดเล็กๆ สีน้ำเงิน เรื่องความวุ่นวายทางการเมือง เรื่องการแก่งแย่งชิงอำนาจกันมันก็แค่เรื่องนิดเดียว จนอยากลากนักการเมืองให้มาดูโลกจากมุมนี้ด้วยซ้ำ

เติ้ล : คาร์ล เซแกน นักดาราศาสตร์ที่เก่งมากคนหนึ่งบอกกับนาซ่าว่า ยานวอยเอเจอร์ (Voyager) ที่กำลังเดินทางออกนอกระบบสุริยะ หากไปไกลกว่านี้จะหันกลับมาไม่เห็นโลกแล้ว เลยให้ยานหันหลังกลับมาถ่ายภาพโลกไว้ เราจึงเห็นโลกเป็นจุดจุดหนึ่งในทะเลดาว แล้วคาร์ลก็นำรูปนี้ไปใช้บรรยายและบอกว่าเห็นจุดเล็กๆ นั่นไหม 

จุดนั้นคือจุดที่มนุษย์ทุกคนเกิดขึ้น ทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรม ความวุ่นวายต่างๆ มันรวมอยู่ที่จุดเดียว แต่มนุษย์กลับคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ อยากครอบครองทุกอย่าง ทั้งที่เป็นแค่สิ่งมีชีวิตบนจุดเล็กๆ แค่นั้นเอง แล้วทำไมเราถึงยังมีสงคราม มีความขัดแย้ง ทั้งที่หากมองดูรอบตัว นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใครช่วยพวกเราได้เลย