x

Reasons to Read

- เรื่องราวประวัติศาสตร์ของเหล้าที่เกี่ยวพันกับศาสนาและพระเป็นผู้ทำ

- เหล้าแบรนด์ดังหลายแบรนด์ที่ผสมเป็นค็อกเทลทุกวันนี้ รู้กันไหมว่ามีอะไรบ้าง?

‘สิ่งมึนเมา’ ส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาในยุคโบราณ 

จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีในสังคมยุคโบราณ สิ่งมึนเมาถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา เทพเจ้ากรีกนามไดโอนิซุส (Dionysus) คือเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์และไวน์ แต่สำหรับหลายๆ สังคมเหล้าถือเป็นสิ่งต้องห้ามซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องจากศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์นิกายมอร์มอนก็ห้ามศาสนิกชนดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงศาสนาอิสลาม เป็นต้น และสำหรับศีล 5 ที่คนไทยส่วนใหญ่ยึดถือก็มีข้อให้ละเว้นอยู่ด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องการเมืองเรื่องผลประโยชน์ก็ส่งผลให้รัฐไทยกำหนดนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้และมองว่าการดื่มสุรานั้นมีแต่แง่มุมไม่ดี ซึ่งต่างจากสังคมตะวันตกบางแห่งที่เป็นเรื่องของอารยะและวัฒนธรรมดื่มกิน 

ในส่วนของศาสนาพุทธนิกายเถรวาทไม่ได้ห้ามการดื่มสุราในฆราวาสอย่างชัดเจน (จะทำหรือไม่ทำก็ได้) แต่เนื่องจากโอสถสมัยก่อนก็มีการผสมเหล้าเข้าไปต้มหุง ซึ่งพระก็เหมือนเรา ต้องมีอาพาธกันบ้าง วินัยปิฎกจึงมีรายละเอียดเรื่องของการฉันให้ชัดเจนว่าสุราแบบไหนฉันได้-ไม่ได้ ในขณะที่หลายๆ ศาสนามีข้อชี้แจงเรื่องการดื่มหรือห้ามอย่างชัดเจน คาทอลิก นิกายคริสต์เก่าแก่ ซึ่งมีหลายสำนักสงฆ์ที่สามารถหมักหรือกลั่นแอลกอฮอล์เอง เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าเหล้าเหล่านี้มีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาโรคได้หรือเพื่อใช้ในพิธีการเฉลิมฉลอง

เมื่อนักบวชขายเหล้ามี้ดให้กับชาวบ้าน

อย่างที่หลายท่านอาจจะทราบกันอยู่แล้วว่า พระบางเครือในนิกายคาทอลิกหมักและกลั่นไวน์ เบียร์ และสปิริตกัน แต่ในบทความนี้เราจะเน้นเฉพาะแค่การกลั่นสปิริตเท่านั้น ไม่เน้นแอลกอฮอล์ชนิดอื่น 

ขอเริ่มด้วยเหล้ามี้ด (Mead) ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่คิดค้นขึ้นโดยพระในศาสนานี้ หากคิดค้นขึ้นและมีรากมาจากจีนเมื่อ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเดินทางมากับคณะพ่อค้าชาวจีนผ่านเส้นทางสายไหมเข้ามายังยุโรป นักโบราณคดีพบภาชนะโบราณที่เป็นหลักฐานว่าเหล้าชนิดนี้ถูกหมักและดื่มโดยพวกไวกิ้ง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชาวไวกิ้งเข้ามาในเกาะบริเตนและเหล้ามี้ดถูกส่งต่อ ในยุคกลางพระในถิ่นทุรกันดารของอังกฤษหมักหมักเหล้ามี้ดในใต้ถุนวัด ซึ่งบางทีพระก็ขายเหล้ามี้ดให้กับชาวบ้านเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการทำนุบำรุงสำนักและส่งให้กับวาติกัน 

  

ส่วนผสมหลักของเหล้ามี้ดก็คือน้ำผึ้งซึ่งถูกนำไปหมักกับน้ำและยีสต์ ส่วนเรื่องแต่งรสและกลิ่นก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่และสวนของสำนักสงฆ์ว่าปลูกพืชอะไรขึ้น ซึ่งเหล้ามี้ดของสำนักสงฆ์บางที่อาจจะมีกลิ่นและรสชาติออกไปทางฟรุตตี้หรือบางที่อาจจะออกไปทางเครื่องเทศ ซึ่งปัจจุบันโบสถ์ไม่ได้ทำเหล้ามี้ดกันอย่างสมัยก่อน เนื่องจากศานาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่ได้เป็นศาสนาหลักของเกาะอังกฤษตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ซึ่งทำเรื่องขอแยกตัวออกจากศาสนจักร ตั้งนิกาย Church of England เพื่อให้ได้แต่งงานกับมเหสีองค์ที่สอง นั่นคือ แอนน์ โบลีน แต่การทำเหล้าชนิดนี้ในโบสถ์ก็ยังมีอยู่หากมักถูกใช้ภายในครัวของโบสถ์มากกว่าจะนำออกขายแบบในยุคกลางซึ่งความนิยมของมี้ดก็ไม่ได้ตายไป เพราะสามารถพบเหล้าชนิดนี้ตามท้องตลาดจากโรงกลั่นที่มีฆราวาสเป็นเจ้าของ

แต่นอกจากเหล้ามี้ดแล้วก็มีพวกเอลิกเซอร์ (Elixir) หรือลิคัวร์ (Liqueur) ตั้งแต่ยุคกลาง พระในศาสนจักรมักชอบเล่นแร่แปรธาตุเพื่อทดลองทำยารักษาโรคให้กับชาวบ้าน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ค่อยๆ เปลี่ยนก็ทำให้สรรพคุณทางยามีความสำคัญน้อยลง และได้กลายมาเป็นเครื่องดื่มเชิงสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่สนองตอบต่อรสนิยมอันเฉพาะของแต่ละคน ซึ่งโรงกลั่นของพระเหล่านี้หรือสูตรของเหล้าเหล่านี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป และกลายมาเป็นส่วนผสมในค็อกเทลที่หลายๆ คนดื่มจวบจนปัจจุบันนี้

พระในคณะคาร์ธูเซียน (Carthusian) ที่ตั้งสำนักอยู่บนภูเขาชาร์ทรูซ (Chartreuse) ในประเทศฝรั่งเศสได้รับหนังสือคู่มือจากขุนพล François-Annibal d'Estrées ในปี ค.ศ. 1605 โดยตัวเหล้ามีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 130 ชนิด จนมาถึงปี ค.ศ. 1737 พระรูปหนึ่งนามว่า Jérôme Maubec ก็สามารถปลดล็อกสูตรทำเอลิกเซอร์ตัวนี้ได้สำเร็จ และในปี 1764 ก็เป็นปีที่ ชาร์ทรูซสีเขียว (Green Chartreuse) ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเป็นการปรับแต่งสูตรของ Maubec ให้ได้รสชาติที่ดื่มง่ายขึ้น และจากนั้นทางสำนักสงฆ์ก็ทำชาร์ทรูซสีเหลือง (Yellow Chartreuse) ในปี 1838 เนื่องจากจากตัวสีเขียวอาจจะมีรสชาติที่ยังแรงเกินไปสำหรับหลายๆ คน ตัวสีเหลืองจะออกรสที่หวานกว่าและมีกลิ่นเชิงอะโรมามากกว่า ปัจจุบันชาร์ทรูซกลายเป็นธุรกิจเต็มตัวและเป็นที่ต้องการในบาร์ค็อกเทลอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันการผลิตชาร์ทรูซก็ยังคงเป็นหน้าที่ของพระคาร์ธูเซียนอยู่ โดยจะมีพระ 2 รูปคอยดูแล และรู้ว่าสมุนไพรที่ใช้ทั้ง 130 ชนิดนั้นมีอะไรบ้าง ทำหน้าที่นำสมุนไพรเหล่านั้นไปตาก บดผสมกันแยกเป็นส่วนๆ ใส่ในถุง และถูกนำไปยังโรงกลั่นเพื่อผสมกับแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ก่อนที่จะนำไปเอจ (Age) จะถูกส่งไปตรวจสอบคุณภาพของส่วมผสมภายในแล็บซึ่งควบคุมโดยพระ จากนั้นก็จะถูกบรรจุในถังไม่โอ๊กจนได้ที่แล้วจึงนำมาบรรจุขวดให้เราได้ดื่ม

พระนาม Henri-Marie Berger-Bilion ในเครือ Sainte Famille ที่เมือง Saluces ซึ่งปัจจุบันคือเมือง Saluzzo ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลี เป็นผู้ให้กำเนิด Stellina ขึ้นในปี 1904 โดยหลวงพ่อ Henri-Marie มีความสนใจในเรื่องของพฤกษศาสตร์และการทำลิคัวร์อย่างมากเพื่อนำมาใช้เป็นยาแก้ปวด เนื่องจากเป็นที่นิยมแต่มีปัญหาในเรื่องของภาษีและการจับจ้องจากรัฐบาล หลวงพ่อ Henri-Marie จึงให้พระชั้นผู้ใหญ่ทำการกระจายโรงกลั่นไปยังที่ต่างๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายแล้วโรงกลั่นที่ Saluzzo ก็ต้องขายไป 

50 ปีให้หลัง หลวงพ่อ Henri-Marie กับหม้อกลั่นของเขาก็ได้มาอยู่ที่ถนน Sainte Marie ใน Belley และคล้ายกับชาร์ทรูซ เหล้าลิคัวร์ของ Stellina มีด้วยกัน 2 สี คือ สีเขียวกับสีเหลือง ซึ่งตัวสีเขียวมีส่วนผสมของพืชทั้งหมด 12 ชนิด มีความเข้มข้นและแอลกอฮอล์ที่สูงกว่าตัวสีเหลืองที่ใช้พืชมีกลิ่นหอมถึง 24 ชนิด ซึ่งเหล้าเหล่านี้นี้ถูกบ่มให้ได้ที่อยู่ในถังไม่โอ๊ก ด้วยสีที่คล้ายกับชาร์ทรูซ แต่เนื่องจากเครือ Sainte Famille เป็นเครือเล็กๆ มีโรงกลั่นที่ไม่มีขนาดใหญ่โตทำให้เป็นที่รู้จักในเชิงแคบ จึงทำให้การถูกเปรียบเทียบกับลิคัวร์รุ่นพี่ว่าไม่ค่อยรุนแรงเท่าใดนัก

ลิคัวร์ชื่อที่นักดื่มต้องรู้จักก็ยังเกี่ยวโยงกับพระ

Bénédictine เป็นลิคัวร์ที่นักดื่มต้องรู้จัก ซึ่งต้นกำเนิดของมันมาจากพ่อค้าไวน์นาม Alexandre Le Grand จากเฟคัมป์ (Fécamp) ในนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส เขาไปพบสูตรทำเอลิกเซอร์ในห้องสมุดเมื่อปี 1863 ซึ่งบันทึกสูตรฉบับนั้นถูกบันทึกโดยสงฆ์เครือ Bénédictine นามว่า Dom Bernardo Vincelli ในปี 1510 ส่วนผสมของเอลิกเซอร์ตัวนี้มีสมุนไพรและเครื่องเทศทั้งหมด 27 ชนิด ซึ่งส่วนผสม 21 ใน 27 ชนิดถูกนำมาเปิดเผยสู่สาธารณะชน คือ แองเจลิกา ฮิสซอป จูนิเปอร์ มดยอบ หญ้าฝรั่น ใยสีแดงๆ ของลูกจันทน์เทศ ลูกจันทน์เทศ ลูกเฟอร์ ว่านหางจระเข้ อานิกา สะระแหน่ ชา ไทม์ ผักชี กานพลู เลมอน วานิลลา เปลือกส้ม น้ำผึ้ง เบอร์รีแดง และอบเชย 

ตั้งแต่ค้นพบสูตรเอลิกเซอร์ Le Grand ใช้เวลา 1 ปีเต็มกว่าจะทำให้สูตรเอลิกเซอร์นั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาจึงตั้งชื่อเอลิกเซอร์ของเขาตามชื่อเครือสงฆ์ที่เป็นเจ้าของสูตรดั้งเดิม ซึ่งพระชั้นสูงสุดของเครือนี้ก็อนุมัติด้วยความยินดี แต่บันทึกเก่าแก่นี้มาอยู่ในห้องสมุดของบ้านเขาได้อย่างไรนั้นไม่มีใครทราบเป็นที่แน่ชัด ซึ่งมีการสันนิษฐานกันว่าบันทึกเล่มนี้น่าจะตกมาถึงครอบครัวของเขาตอนช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งก็เป็นช่วงที่พระในศาสนาคริสต์ถูกตรวจสอบ ถูกยึดทรัพย์และที่ดิน ถูกจับกุม ถูกบังคับสึก และถูกเนรเทศ เนื่องจากพระชั้นสูงในศาสนจักรร่ำรวยและใช้ชีวิตอย่างหรูหราบนความยากจนของประชาชนที่ศรัทธาและไร้การศึกษาของพวกเขา ซึ่งการปฏิวัติครั้งนั้นทำให้เกิดชนชั้นกระฎุมพีขึ้น และข้าวของที่เคยเป็นของพระและของชนชั้นสูงมักตกไปอยู่กับคนในชนชั้นนี้ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าถึงลิคัวร์แบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยพระแต่ก็มีรากฐานมาจากพระ

ถ้าพูดถึงเครือ Bénédictine ที่เป็นรากฐานให้กับ Alexandre Le Grand ในการสร้างแบรนด์ของเขา ซึ่งเป็นเครือที่มีชื่อเสียงด้านทำไวน์และเอลิกเซอร์ ถือกำเนิดขึ้นโดยนักบุญเบเนดิกต์แห่งเนอร์เซีย เคยมีสำนักอยู่ตามเมืองต่างๆ ในยุโรป แต่ปัจจุบันมีจำนวนสำนักเหลือน้อยลงจากเดิมหลังจากที่ศาสนจักรถูกลดอำนาจเพราะที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปไม่ขึ้นตรงต่อพระสันตะปาปา ส่วนสำนักที่เหลืออยู่ หนึ่งในนั้นคือ สำนักสงฆ์แห่งเทือกเขาโอลิเวโตมาจจิโอเร (Oliveto Maggiore) ในอิตาลี ซึ่งมีห้องใต้ดินสำหรับหมักไวน์เก่าแก่ย้อนไปตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 14 แรกเริ่มทางสำนักหมักเพียงไวน์และน้ำมันมะกอก แต่นอกจากสินค้าเหล่านั้นแล้วทางสำนักก็ยังหมักเหล้ากรัปปา (Grappa) ที่มีส่วนผสมหลักคือองุ่นซึ่งเป็นเหล้าใสสีอมเหลือง และเอลิกเซอร์ Flora di Monteoliveto ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพร 23 ชนิดและถูกบ่มเป็นเวลา 6 เดือน ที่นอกจากจะผลิตแล้วยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าชม

ถึงแม้เหล้าจะไม่ใช่สิ่งต้องห้ามในบางศาสนา ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเสพสิ่งเหล่านี้อย่างไร้สติเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อผู้อื่นด้วย เพราะอย่างไรก็ดี เหล้ามีฤทธิ์กดประสาท ทำให้สัมปชัญญะของเราลดน้อยลง

 
ภาพ : Wikimedia Commons