x

Reasons to Read

  • คำว่า Gerontologist นั้น มีผู้แปลเป็นไทยว่า ‘พฤฒาวิทยา’ เกิดขึ้นเพราะโลกของเรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยคนชรา 
  • แต่คำถามก็คือ แล้ว Gerontologist หรือ ‘นักพฤฒาวิทยา’ และศาสตร์ที่เรียกว่า Gerontology นั้น คืออะไรกันแน่ 

 

ลองมาวาดภาพอนาคตกันครับ

คุณรู้ไหมครับว่า ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า โลกจะเต็มไปด้วยคนแก่

ข้อมูลจาก U.S. Census Bureau กับรายงานเรื่อง The Older Population: 2010 (ดูได้ที่นี่ https://www.census.gov/prod/cen2010/briefs/c2010br-09.pdf) บอกว่า ในปี 1900 คนในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุเกิน 65 ปี มีอยู่แค่ 3.1 ล้านคนเท่านั้น แต่เมื่อผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ประชากรสูงวัยกว่า 65 ปี ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 1990 คนอายุมากกว่า 65 ปี ในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นสิบเท่า กลายเป็น 31.2 ล้านคน

ถึงปี 2000 คนอายุมากกว่า 65 ปี ในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน แล้วพอถึงปี 2010 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 40.3 ล้านคน 

แนวโน้มคือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่า ในช่วงปี 2000-2010 คนอเมริกันเพิ่มจำนวนขึ้นราว 9.7% แต่คนสูงวัยนั้นเพิ่มขึ้นถึง 15.1% คือเพิ่มเร็วกว่าเยอะ จนมีการทำนายว่า ในราวปี 2025 คนในอเมริกาและแคนาดา 25% จะเป็นคนสูงวัย และพอถึงปี 2050 ก็จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่คนอายุมากกว่า 60 ปี มีมากกว่าคนอายุน้อยกว่า 14 ปี ยิ่งไปกว่านั้น คนอายุเกิน 85 ปี จะเพิ่มจาก 5.3 ล้านคน ไปเป็น 21 ล้านคน ในปี 2050 

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ โลกจะ ‘แก่’ ลงไปมากๆ อย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อน

แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับศัพท์ของเราในวันนี้

คำว่า Gerontologist นั้น มีผู้แปลเป็นไทยว่า ‘พฤฒาวิทยา’ โดยมีสมาคมพฤฒวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย (ดูรายละเอียดได้ที่นี่ http://www.thaigeron.or.th) แต่คำถามก็คือ แล้ว Gerontologist หรือ ‘นักพฤฒาวิทยา’ หรือศาสตร์ที่เรียกว่า Gerontology นั้น คืออะไรกันแน่ 

บางคนอาจคิดว่า นี่ต้องเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แน่ๆ เลย เพราะพอพูดถึงผู้สูงวัยปุ๊บ ก็ต้องนึกถึงเรื่องสุขภาพขึ้นมาปั๊บ แต่ที่จริงแล้วถ้าเป็นเรื่องสุขภาพผู้สูงวัย จะมีคำเฉพาะอีกคำหนึ่ง คือ Geriatrics หรือ Geriatric Medicine โดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ จะเรียกว่าเป็นแพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงวัย

Geriatrics นั้นไม่เหมือน Gerontology นะครับ เพราะ Geriatrics เน้นไปที่เรื่องสุขภาพ แต่ Gerontology นี่สิ น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันคือการศึกษา ‘กระบวนการแก่ชรา’ (Aging Process) ในทุกๆ ด้านเลย ตั้งแต่เรื่องสังคม วัฒนธรรม การรับรู้ทางสมอง ชีววิทยา จิตวิเคราะห์ ทำให้เป็นศาสตร์ที่ ‘ใหญ่’ มาก เพราะครอบคลุมถึงคนแก่ในทุกๆ มิติ เช่น จะอยู่อย่างไร คบเพื่อนอย่างไร ออกแบบเมืองอย่างไร คนแก่จะเก็บเงิน หาเงิน ใช้เงินอย่างไร รัฐบาลควรวางแผนอย่างไรกับคนเหล่านี้บาง เรียกได้ว่าเป็นศาสตร์ที่หลากหลายข้ามศาสตร์ (Multidisciplinary) ครอสกันไปมา 

ที่สำคัญ ศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ใหม่ที่โลกยังไม่ค่อยได้พบเจอ เพราะก่อนหน้านี้ โลกเราไม่ได้มีคนสูงอายุมากนัก เราจะคุ้นเคยกับศาสตร์ว่าด้วยเด็กๆ วัยรุ่น หรือคนวัยกลางคนมากกว่า ทว่าในปัจจุบัน Gerontology นั้นต้อง ‘ดีล’ ไปจนถึงคนที่มีอายุ ‘เกินร้อย’ (เรียกว่าเป็นคนกลุ่ม Centennarians หรือมีอายุมามากกว่าหนึ่งศตวรรษ) ซึ่งจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

คนที่คิดศัพท์ Gerontology ขึ้นมา ก็คืออิลยา อิลลิช เมชนิคอฟ (Ilya Ilyich Mechnikov) ซึ่งจริงๆ เป็นนักสัตววิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องภูมิคุ้มกัน แต่เขาคิดศัพท์นี้ขึ้นมาในปี 1903 เพราะตั้งแต่ตอนนั้น ในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์เริ่มเห็นแล้วว่า ต่อไปคนแก่จะเพิ่มจำนวนขึ้น เราจึงต้องมีศาสตร์ที่เอาไว้รับมือกับทั้งผู้สูงวัยและ ‘ความ’ สูงวัยโดยเฉพาะ

คำนี้มาจากศัพท์กรีก γέρων หรือ Geron แปลว่า Old Man ที่นำมาผสมกับ Logia หรือ Logy แปลว่าการศึกษา เพราะฉะนั้นจึงหมายถึงการศึกษาคนชรานั่นเอง

ถ้าจะแบ่ง Gerontology แบ่งออกได้เป็นสองด้านใหญ่ๆ ด้านแรกก็คือด้านที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะชีววิทยา จึงมักเรียกว่า Biogerontology กับอีกด้านหนึ่งเป็นด้านสังคม จึงเรียกว่า Social Gerontology

Biogerontology คือศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแก่ชราลงของมนุษย์ โดยย้อนกลับไปดูตั้งแต่เรื่องวิวัฒนาการ การตั้งทฤษฎีต่างๆ ว่าทำไมคนเราถึงแก่ เช่น ทฤษฎีเกี่ยวกับอนุมูลอิสระ เกี่ยวกับการแบ่งเซลล์ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ สะสม หรือเกี่ยวกับการที่ดีเอ็นเอค่อยๆ ถูกทำลายลงไป Biogerontology ทำให้เกิดความก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้งด้านภูมิคุ้มกันวิทยา และด้านที่เกี่ยวกับพันธุกรรมในระดับลึกลงไปถึงดีเอ็นเอ

ส่วน Social Gerontology นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าศึกษาเรื่องสังคม ดังนั้น จึงแบ่งย่อยออกไปได้อีกเป็นสิบๆ อย่าง เช่น การพูดถึงการที่สังคมต้องดูแลคนสูงวัยอย่างไร การดูแลพยาบาลคนสูงวัย (ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย) จิตวิทยา สังคมวิทยา ประชากรศาสตร์ นโยบายสาธารณสุข จิตวิทยา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งศาสตร์นี้มีทฤษฎีแยกย่อยออกไปอีกหลายอย่าง แต่ละอย่างน่าสนใจทั้งนั้น เช่น การพูดถึง ‘ช่วงชีวิต’ (Life Course) ต่างๆ ในชีวิตคน หรือการดูว่าสังคมควรดูแลผู้สูงวัยที่ ‘ยากจน’ อย่างไร ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีคนแบ่ง Gerontology ออกเป็นอีกหลายสาขาที่ไม่เกี่ยวกับชีววิทยาและสังคมศาสตร์โดยตรง เช่น Environmental Gerontology หรือศาสตร์เกี่ยวกับผู้สูงวัยที่เจาะลึกลงไปในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็หมายรวมไปถึงการออกแบบบ้าน ออกแบบเมือง หรือออกแบบสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้สูงวัยในมิติที่หลากหลาย ไม่ใช่เห็นว่าแก่แล้วก็ให้อยู่บ้านเฉยๆ แต่ลองนึกถึงว่า ถ้าต่อไปเมืองของเรามีผู้สูงวัยมากกว่าเด็ก สวนสาธารณะอาจมีสัดส่วนของพื้นที่รำมวยมากกว่าการวิ่งก็ได้ 

ในอีกด้านหนึ่งก็คือ Jurisprudential Gerontology หรือพฤฒาวิทยาในด้านกฎหมาย คือมองความสูงวัยในแง่กฎหมาย เพราะถ้าคนอายุมากๆ เช่น อายุเก้าสิบปีร้อยปี จะให้ใช้กฎหมายชุดเดิมชุดเดียวกันกับคนวัยหนุ่มสาวก็อาจไม่ยุติธรรมนัก อาจต้องมีการพิจารณาเรื่อง Elder Law หรือ Elder Rights หรือกฎหมายและสิทธิต่างๆ สำหรับคนสูงวัย ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นสาขาการศึกษาที่คนยังไม่ค่อยสนใจมากนัก และกระทั่งรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่ได้คุ้มครองหรือยอมรับ คือยังเห็นว่าคนสูงวัยก็เหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ Gerontology หรือ ‘พฤฒาวิทยา’ จึงเป็นศาสตร์ที่จะ ‘จำเป็น’ อย่างยิ่งต่อไปในอนาคต ถ้าเด็กรุ่นใหม่หันมาร่ำเรียนเรื่องนี้กันมากขึ้น ก็จะมี ‘ลูกค้า’ รออยู่แน่ๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเรียนในสาขาไหนก็ตาม ตั้งแต่จิตวิทยา สังคมศาสตร์ สรีรวิทยา การแพทย์ นโยบายสังคม การสาธารณสุข หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งชุมชนและการกำหนดนโยบายในอนาคต

เห็นหรือยังครับ ว่า Gerontologist นั้น คืออาชีพแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราทุกคน