x

Reason to Read

  • งานมหกรรมอาหารที่นอกจากจะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสจากสุดยอดเชฟมากฝีมือทั่วฟ้าเมืองไทยแล้วยังได้บุญอีกต่างหาก

 

ไม่บ่อยครั้งที่สุดยอดเชฟยอดฝีมือจำนวนมากจะมารวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ดินเนอร์อาหารดีๆ ซึ่งทั้งคนกินก็ถูกใจ แถมยังได้มีโอกาสร่วมทำกุศลผ่านการรับประทานอาหารอีกด้วย งานดินเนอร์การกุศลประจำปี ‘บางกอก เชฟ แชริตี้’ จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 หรือครบรอบ 1 ทศวรรษในปี พ.ศ. 2562 นี้เอง

งานนี้มีบริษัท กูร์เมท์ วัน ฟู้ดส์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าสินค้าอาหารระดับพรีเมียมรายใหญ่ของไทยเป็นตัวตั้งตัวตี โดยในปีนี้จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ณ ห้องรอยัลบอลรูม โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ โดยมีเชฟมากฝีมือถึง 22 ท่าน จากโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และเชฟจากครัวการบินไทย มาร่วมกันปรุงอาหาร สร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษจากวัตถุดิบนำเข้าชั้นเลิศ และพืชผักปลอดสารพิษจากโครงการ ‘จัน-กะ-ผัก’ รวมไปถึง น้ำมันเมล็ดชาจาก ‘ภัทรพัฒน์’ และกาแฟจาก ‘ร้านภูฟ้า’ 

ในปีนี้นอกจากการคิดค้นเมนูดินเนอร์มื้อพิเศษ 11 คอร์สแล้ว ก็ยังมีโจทย์อีกหนึ่งอย่างคือ ต้องเป็นเมนูที่ใช้น้ำมันเมล็ดชาจาก ‘ภัทรพัฒน์’ และพืชผักปลอดสารพิษจากโครงการ ‘จัน-กะ-ผัก อันเป็นสองโครงการ ในมูลนิธิชัยพัฒนา ณ โครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยที่เชฟทั้ง 22 ท่านจะต้องผสมผสานวัตถุดิบจากโครงการทั้งสองนี้เข้ากับวัตถุดิบนำเข้าชั้นเลิศระดับพรีเมียม อาทิ ตับห่าน เนื้อวากิว กุ้งล็อบสเตอร์ เนื้อลูกแกะ และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกสิ่งที่น่าพูดถึงก็คือการเลือกใช้น้ำมันเมล็ดชาจากภัทรพัฒน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตของโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชา น้ำมัน และพืชน้ำมันอื่นๆ ของมูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีจุดประสงค์ในการพัฒนาโครงการทางการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนของเกษตรกร 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานปีนี้คือ จะมีเชฟรุ่นจิ๋ว 11 คน มาเรียนปรุงอาหารคู่กับเชฟดัง โดยเชฟรุ่นจิ๋วจะจับคู่กับเชฟดังอีก 2 ท่าน ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันของงานบางกอก เชฟ แชริตี้ ในปีนี้ ทั้งยังได้จัดให้มีการเดินแฟชั่นโชว์จากบุตรหลานของผู้มีชื่อเสียง โดยไฮไลต์อยู่ที่การเดินแฟชั่นโชว์ผลิตภัณฑ์ผ้าปกากะญอจากร้านภูฟ้า ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเปิดให้ผู้สนใจร่วมประมูลผลิตภัณฑ์ผ้าปกากะญออีกด้วย

งานบางกอก เชฟ แชริตี้ เป็นงานดินเนอร์การกุศล รายได้จากการจำหน่ายบัตรและการประมูลอาหารมื้อพิเศษจากฝีมือการปรุงของเชฟมือทอง รวมถึงการประมูลผ้าปกากะญอ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

งานบางกอก เชฟ แชริตี้ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรและการระดมทุนจากทั้ง 9 ปีที่ผ่านมา รวมเป็นจำนวน 132.66 ล้านบาท ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และนำไปช่วยเหลือโรงเรียนเด็กยากจน ในการซื้ออุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนต่างๆ โดยในงานครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมานั้นสามารถระดมทุนได้มากถึง 32.8 ล้านบาท

งานดินเนอร์การกุศลประจำปี พ.ศ. 2562 บางกอก เชฟ แชริตี้ จะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ห้องรอยัลบอลรูม โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ เวลา 17.00 น. โดยมี 22 เชฟชื่อดังจากโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และเชฟจากครัวการบินไทย ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นเชฟระดับแถวหน้าด้วยกันทั้งนั้น 

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานบางกอก เชฟ แชริตี้ ประจำปี พ.ศ. 2562 บัตรราคา 12,500 บาท ต่อที่นั่ง (โต๊ะละ 10 ที่นั่ง) สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ บริษัท กูร์เมท์ วัน ฟู้ดเซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0 2403 3388 ต่อ 108 หรือ 09 1837 5555 Line: @gourmetone หรือคุณรัชนี ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ โทร.0 2659 0302

 

FYI

  • น้ำมันเมล็ดชาจาก ‘ภัทรพัฒน์’ : เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งผลิตและพัฒนาภายใต้มูลนิธิชัยพัฒนา มีคุณประโยชน์มากมาย เป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับการประกอบอาหารทุกชนิด มีจุดเกิดควันสูงที่ 252 องศาเซลเซียส โดยน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูงจะทนความร้อนมากกว่า จึงก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระน้อยกว่า และปลอดภัยกว่าน้ำมันทั่วๆ ไป 
  • พืชพักปลอดสารพิษจากจัน-กะ-ผัก : มาจากโครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยชื่อ ‘จัน-กะ-ผัก’ มาจากการผวนคำว่า ‘จักรพันธ์’ ตามพระนามของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่ง ทรงเป็นนักบริหาร นักวิชาการ และนักปฏิบัติการด้านการเกษตรที่ก้าวหน้า ทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมด้านการเกษตรของประเทศไทย ทรงวางรากฐานเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมพัฒนาสู่เกษตรกรรมแบบยั่งยืน และทรงให้ความสำคัญกับเรื่องของเมล็ดพันธุ์ทางการเกษตร