x

Reasons to Read 

  • นักดื่มหน้าใหม่ที่เพิ่งหันมาร่ำสุรา หรือเพิ่งจะสนใจการดื่มค็อกเทล ควรทำความรู้จักศาสตร์และศิลป์แห่งการผสมเครื่องดื่มเอาไว้
  • ท่ามกลางค็อกเทลนับร้อยนับพันสูตรที่นำมาพลิกแพลงผสมสร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ พื้นฐานที่ควรทำความรู้จักคือคลาสสิกค็อกเทลชนิดต่างๆ 

 

1. Martini

 

หนึ่งในคลาสสิกค็อกเทลยอดนิยมตลอดกาลที่แพร่หลายไปทั่วโลก มาร์ตินีเป็นค็อกเทลเหล้าแรง (spirit forward) ด้วยส่วนผสมเป็นเหล้าล้วนๆ มาร์ตินีเป็นค็อกเทลต้นแบบที่มิกโซโลจิสต์ทั่วโลกต่างนำสูตรต้นแบบไปทวิสต์ต่อยอดกันได้อย่างไม่รู้จบ หากสูตรที่สุดคลาสสิกจริงๆ ต้องขอยกให้ดรายจินมาร์ตินี ที่มีส่วนผสมของจิน และเวอร์มุธ ตกแต่งเพิ่มเติมกลิ่นและรสชาติด้วยมะกอก หรือเปลือกเลมอน แม้จะดูว่าใช้ส่วนผสมเพียงไม่กี่อย่าง หากการจะชงมาร์ตินีให้อร่อยต้องทำตามสูตรอย่างเคร่งครัด ทั้งสัดส่วน และต้องห้ามลืมชิลล์แก้วโดยเด็ดขาด

2. Old Fashioned

 

หากจะบอกว่าไวต์ สปิริต (White Spirit) เบสที่เป็นไอคอนิกคือมาร์ตินี ก็คงจะไม่ผิดนัก หากแก้วที่ควรค่าแก่การยกตำแหน่งไอคอนนิกสายวิสกี้เบสคงต้องยกตำแหน่งให้ ‘โอลด์ แฟชั่น’ ด้วยความที่เป็นค็อกเทลคลาสสิกที่เก่าแก่ที่สุดอีกแก้วหนึ่งซึ่งสันนิษฐานว่ามีกำเนิดมาจากทางฝั่งอเมริกา ส่วนผสมของโอลด์แฟชั่นมีอยู่ 3 อย่างได้แก่ วิสกี้ น้ำตาล และเหล้าบิตเตอร์ ความสนุกของการดื่มแก้วนี้อยู่ที่การที่เราจะได้ลิ้มรสวิสกี้หลากชนิดซึ่งบาร์เทนเดอร์เลือกใช้เพื่อเป็นเบส 

3. Margarita

 

ค็อกเทลเบสเตกีลา (Tequila) ถือกำเนิดจากดินแดนเม็กซิโกราวปี ค.ศ. 1942 เป็นรีเฟรชชิงค็อกเทลที่ช่วยเรียกความสดชื่นด้วยรสเปรี้ยวของน้ำมะนาว จุดเด่นของแก้วนี้คือเกลือที่เคลือบอยู่บนปากแก้วด้านบน นอกจากเหล้าเตกีลาซึ่งเป็นส่วนผสมหลักที่ขาดไม่ได้แล้ว ส่วนผสมของแก้วนี้ที่ขาดไม่ได้คือเหล้ากลิ่นส้มอย่าง Cointreau หรือ Orange liqueur 

4. Mai Tai

 

แรกได้ยินชื่อของค็อกเทลสไตล์ติกิแก้วนี้หลายคนต่างเข้าใจผิดว่ารัมเบสค็อกเทลแก้วนี้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย หรือไม่ก็เกี่ยวกับเมืองไทยทางใดทางหนึ่ง หากความจริงแล้วค็อกเทลแก้วนี้ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1944 โดย วิกเตอร์ เจ. เบอเกอรอน (Victor J. Bergeron) เจ้าของภัตตาคาร Trader Vic's ในสหรัฐอเมริกา ได้ทดลองผสมให้เพื่อนชาวตาฮีตีทดลองดื่ม และเพื่อนของเขาได้อุทานออกมาว่า “Maita'i, Maita'i”  ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองที่แปลว่า “ยอดเยี่ยม” 

5. Daiquiri 

 

ผู้คิดค้นสูตรของค็อกเทลแก้วนี้คือวิศวกรเหมืองแร่ชาวอเมริกัน เจนนิงส์ ค็อก (Jennings Cox) ไดคิวรีเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งแก้วที่ใช้รัมเบสซึ่งเหมาะยิ่งสำหรับจิบเพื่อเรียกความสดชื่นยามอากาศร้อนหรือบรรยากาศรื่นรมย์ริมชายหาด (เครื่องดื่มแก้วนี้ตั้งชื่อตามชายหาดไดคิวรีในซานติอาโก ประเทศคิวบา) ด้วยส่วนผสมหลักที่เรียบง่ายเพียงไม่กี่อย่าง ได้แก่ เหล้ารัม น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม ทำให้เป็นค็อกเทลที่มือสมัครเล่นก็สามารถชงจิบได้เองไม่ยากนัก 

6. Negroni

 

ถือกำเนิดในอิตาลี ราวยุค 1920s หรือที่ตรงกับยุคห้ามจำหน่ายเหล้า (Prohibition Era) ที่ก่อกำเนิดบาร์เหล้าลับ หรือ ‘Speakeasy’ เนโกรนี คือคลาสสิกค็อกเทลสำหรับเหล่าผู้นิยมรสเหล้าแรง เพราะมีส่วนผสมเป็นเหล้าล้วนๆ ถึง 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ คัมปารี (Campari), เวอร์มุธ และจิน เสริมกลิ่นหอมด้วยเปลือกส้ม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่แสนจะลงตัว ซึ่งหากเปลี่ยนส่วนผสมจากจินเป็นวิสกี้ ก็จะกลายเป็นค็อกเทลอีกตัวที่ชื่อ ‘บูเลอวาร์ดิเยร์’ (Boulevardier)

7. Manhattan

 

อีกหนึ่งค็อกเทลวิสกี้เบสที่สมควรจะทำความรู้จักเอาไว้เป็นที่สุด ว่ากันว่าตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้นควรจะต้องใช้ไรน์วิสกี้ (Rye Whisky) แต่นี่มันโลกยุคสมัยใหม่แล้ว และเราก็สามารถดื่มด่ำกับความรุ่มรวยของรสชาติ ดังนั้น ไม่ว่ามิกโซโลจิสต์จะเลือกใช้เบอร์เบินหรือแคเนเดียนวิสกี้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด นอกจากวิสกี้แล้วแก้วนี้ยังมีส่วนผสมของสวีตเวอร์มุธ เหยาะแองกุสเทอราบิตเตอร์อีกสักสองสามหยด ที่สำคัญคือต้องตกแต่งด้วยเชอรี

8. Sidecar 

 

นอกจากจะเป็นค็อนญักเบสค็อกเทลแล้ว ไซด์คาร์ยังมีส่วนผสมของเหล้าหวานกลิ่นส้ม อย่าง Cointreau หรือ Grand Manier ว่ากันว่าถูกคิดค้นสูตรโดยทหารอเมริกันคนหนึ่งในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 สูตรเก่าแก่ที่สุดที่ได้รับการบันทึกปรากฏเมื่อปี ค.ศ. 1922  ซึ่งเป็นที่นิยมมากในฝรั่งเศส  

 

อ้างอิง : 

  • https://www.thespruceeats.com/classic-cocktails-you-must-try-759886
  • https://www.seriouseats.com/roundups/25-cocktails-everyone-should-know