x

ดอม เหตระกูล หวนคืนหน้าจอ พ่วงมากับธุรกิจโฉมหน้าใหม่บนสายมอเตอร์ไบค์
 
นับเป็นการหวนคืนกลับมารับงานแสดงอีกครั้งของหนุ่มหล่อกล้ามโต ดอม เหตระกูล พร้อมๆ กับเดินหน้าธุรกิจที่เกิดขึ้นจากความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ส่วนตัว และที่สำคัญเขายังสามารถนำเอาความชอบเหล่านั้นมาสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมได้อีกด้วย
นั่นเป็นที่มาของการนัดพบ ดอม ในวันนี้ ที่ MV Agusta Bangkok โชว์รูมมอเตอร์ไซค์ของเขาที่หลายคนคงรู้จัก และน่าจะเป็นสถานที่ที่บ่งบอกตัวตนของเขาได้ดีที่สุด เพราะใครๆ ก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้ชอบขี่มอเตอร์ไซค์คันโตจนกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของเขาไปแล้ว เช่นเดียวกับการเป็นนักแสดงร่างสูงใหญ่ กำยำ ที่จะว่าไปแล้ว เขาน่าจะเป็นนักแสดงคนแรกๆ เลยก็ว่าได้ที่สนใจในการเล่นกล้าม ก่อนที่ฟิตเนสจะกลายเป็นเทรนด์อย่างทุกวันนี้เสียอีก 
เรารออยู่ที่ร้านสักพักแล้ว กระทั่งเขาเดินเข้ามา ดอมยังคงเป็นดอม ในแบบที่เราเคยเห็นและจดจำได้ ด้วยรูปร่างสูงใหญ่กล้ามเป็นมัด แต่ช่วงหลังดูเหมือนว่าเขาจะหายหน้าไปจากจอโทรทัศน์นานพอสมควร
“ตอนนี้ก็เหมือนเดิมครับ ก็ยังมีงานถ่ายละคร และปีนี้ยังมีเรื่องของความเปลี่ยนแปลงด้วยบ้างนิดหน่อย เพราะว่าจากเดิมที่เราหายไปประมาณเกือบๆ ปี ตอนนี้ก็กลับมาทำงานแล้ว โดยร่วมงานกับอาหลองที่ช่อง 7” ถ้าใครเคยคุยกับดอม เหตระกูล สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักพูดตรงกันเสมอ ก็คือวิธีการพูดและน้ำเสียงของเขาที่ช่างสุภาพ ต่างจากการเป็นผู้ชายร่างใหญ่อย่างสิ้นเชิง
“ผมอยู่ในวงการก็เกือบๆ 19-20 ปีแล้ว มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนช่องที่เพิ่มขึ้น ช่องทางการดู รวมถึงรสนิยมของผู้ชมที่หลากหลาย การวางตำแหน่งของตัวเองในการเป็นนักแสดงยุคปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากอดีต นอกจากนี้ผมยังมีงานด้านการตลาดที่ตัวเองทำให้กับมอเตอร์ไซค์ด้วย ดังนั้นการทำงานสองอย่างนี้ควบคู่กัน มันก็ทั้งยากและไม่ได้ยาก เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเรามีคุณสมบัติ มีบุคลิก และเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงไหน พอหลังจากดูทิศทางลม สังเกตตลาดมากๆ เข้าก็จะเริ่มเข้าใจและค่อยๆ ลงตัวมากขึ้น ผมอาศัยการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพราะยุคนี้มีช่องต่างๆ มากขึ้น คนดูก็อาจกระจายไปดูช่องอื่นมากขึ้น เราก็ต้องหาโอกาสให้ตัวเองไปทำงานกับช่องอื่นเพิ่มมากขึ้นด้วยเหมือนกัน
“ขณะเดียวกันตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ชื่อของผมค่อนข้างชัดเจน และอาจด้วยเพราะเราเป็นคนมีบุคลิกที่แตกต่างเป็นผู้ชายรูปร่างสูง เป็นพระเอกบู๊แอ็คชั่น ผ่านงานแนวคอมมาดี้ แนวดราม่ามาก็บ้าง จึงเป็นทั้งประสบการณ์และการเรียนรู้ว่า จริงๆ แล้ว เราเหมาะกับอะไร และควรเลือกแนวทางแบบไหนที่เราทำได้ดี จริงๆ ก็พิสูจน์มาหลายอย่างแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ ความยาวนานของการประคองตัวอยู่ในวงการ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะได้ทำอะไรที่ท้าทายและลงตัวกับเรา เลยเป็นที่มาของการร่วมงานกับช่อง 7 ในวันนี้”  เขาเล่าให้ฟังถึงการตัดสินร่วมงานกับผู้กำกับฯ ฉลอง ภักดีวิจิตร ที่ช่อง 7 
“ถึงเวลาที่เราจะต้องรู้จักเลือกวางตำแหน่งของตัวเอง เพราะไม่มีใครอยู่ได้ค้ำฟ้า ทุกคนล้วนต้องโตไปตามอายุงานและประสบการณ์ ฉะนั้นก็ควรจะต้องรู้ว่าเราจะโตไปในทิศทางไหน ยกตัวอย่างนะครับ ทุกคนรู้ว่าTom Hanksเริ่มต้นมาจากการเป็นนักแสดงหนังตลกเล็กๆ ก่อนที่จะมาโด่งดังกับหนังดราม่า ตั้งแต่เรื่อง Philadelphia จนกระทั่ง Forrest Gump หรือ Saving Private Ryan หรือ Tom Cruise ที่ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเขามีฝีไม้ลายมือเพียงใด แต่พอบั้นปลายของเขา เขากลับเลือกที่จะทำหนังแมสอย่าง Mission Impossible Jack Reacher คือทุกอย่างมันกลับกัน คนหนึ่งกลับไปทำแมส อีกคนกลับไปทำงานอาร์ต หรือแม้แต่อย่าง Robin Williams ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเนี่ย จากเดิมที่เขาเป็นนักแสดงตลก แต่เขาก็พิสูจน์ว่าการเล่นตลกของเขานั้นมันแฝงไปด้วยดราม่า ค่อนข้างเข้มข้น
“ซึ่งจากบุคคลเหล่านี้ มันทำให้เราหวนกลับมามองว่า ถ้าเกิดวันหนึ่ง เราจะลุกขึ้นมา แล้วก็สู้กับมันอีกสักครั้ง โดยการใช้ช่วงชีวิตของเราที่มีอยู่ในช่วงอายุ 40 ต้นๆ นี้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่า40 แล้ว จะยังมาทำอะไรอีก ผมเชื่อว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น และอีกอย่างก็ยังมีคนที่อยากดูหนังหรือละครของดาราที่อยู่มาก่อนผมด้วยซ้ำ อย่าง พี่วิลลี่ ก็ยังมีแฟนๆ รอดูผลงานเขาเหมือนกัน
“ผมเชื่อมั่นมากเกินไปหรือปล่าวนั้น ไม่แน่ใจ แต่ตราบใดที่คนยังอยากดูสิ่งที่จรรโลงใจเหล่านี้อยู่ มันก็ต้องมีช่องทางและวิถีสำหรับเรา แต่จะวางตัวอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งนอกจากงานการแสดงแล้ว วันนี้ผมยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทุ่มเทคือบริษัทและร้านขายมอเตอร์ไซค์แห่งนี้นี่เอง ซึ่งในฐานะผู้นำ หรือเรียกง่ายๆ ว่ากัปตันของเรือลำนี้ ผมก็จะพยายามนำทางไปสู่การเติบโตและความสำเร็จในระดับที่เราพอใจให้ได้มากที่สุด ต้องรู้ทิศทางลม และกระแสน้ำ เพื่อปรับกลยุทธของการบริหารให้รัดกุมและรอบคอบที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือต้องชักใบให้ถูกทาง 
“อย่างที่บอกแล้วว่าทุกวันนี้มีช่องทางต่างๆ มากมาย และยิ่งเราเป็นนักแสดงแล้วด้วย เท่ากับว่าเรามีช่องทางที่ได้เปรียบมากขึ้นไปอีก วันนี้ก็พยายามบริหารสิ่งเหล่านี้ให้ลงตัวและใช้โอกาสที่มี ทั้งงานการแสดงและการทำธุรกิจให้เป็นประโยชน์สูงสุดด้วยเช่นกัน นั่นละครับคือการวางตัวของผม
ณ วันนี้ที่เราก็ต้องคิดอยู่เสมอว่า อะไรที่เราถนัด อะไรที่เราจะสามารถไปได้ เราลุยเลยดีกว่า”
แต่ชื่อของดอม โดยเฉพาะนามสกุล เหตระกูล ไม่ต้องออกไปแล่นเรือใบแล้วก็ได้มั้งครับ กลับมาต่อเรือใบขายบนฝั่งก็ยังได้ เราถามต่อจากสิ่งที่เขาอุปมาอุปไมย
“เพราะว่าจริงๆ แล้วอาชีพของผมไม่ได้เป็นคนต่อเรือใบไงครับ คุณปู่ผมเขาก็ออกไปล่องเรือของตัวเอง ในวันที่คุณปู่ทำบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ คุณพ่อผมก็เหมือนกัน ก็ได้มีโอกาสมาทำ 'phone card' ตู้เขียว ซึ่งเป็นสัมปทานในยุคแรกๆ ปและก็ใช้เวลาอยู่ 10 ปี ทำให้บ้านเราค่อนข้างที่จะโดดเด่น จนมาถึงรุ่นผม ผมสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองจากการเป็นนักแสดง คุณพ่อก็เป็นห่วงนะ เพราะคนในวงการบันเทิงอายุการทำงานมันสั้น เราก็เลยคิดว่า อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นโอกาส เราต้องทำให้มันดีสิ เลยขออยู่วงการบันเทิงสักพักหนึ่ง แล้วเดี๋ยวจะทำอะไรต่อค่อยว่ากัน แต่ช่วงเวลานั้นเราต้องเก็บเงินด้วย กระทั่งท้ายที่สุด เราก็มาลงเอยกับธุรกิจมอเตอร์ไซค์ ซึ่งก็เป็นธุรกิจที่ผุดขึ้นมากมายที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการทำมอเตอร์ไซค์ แต่เรามีความรู้พื้นฐานของการทำธุรกิจ คุณพ่อก็ให้ไอเดีย แล้วก็ได้รับแรงสนับสนุนจากรุ่นพี่ที่เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยกันจนปัจจุบันนี้”
ทำไมถึงชอบขี่มอเตอร์ไซค์ครับ เราถามขณะที่เขาพาเราทัวร์ดูมอเตอร์ไซค์รุ่นต่างๆ ในร้าน
“เกิดจากการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์มันสะดวกดีครับ เพราะกรุงเทพฯ รถติด และผมก็ฝังใจมาก เพราะตอนเด็กๆ อยู่โรงเรียนย่านบางรัก รถติดมาก เรารู้สึกเสียดายเวลา ตอนช่วงเรียนสักประมาณมัธยมปลาย ผมก็เลยเป็นลูกค้าประจำของวินมอเตอร์ไซค์ จนวันหนึ่งมีโอกาสเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซึ่งยุคนั้นมันก็ไม่ได้มีให้เห็นเยอะนะ ผมสะดุดตาเลย เพราะมันสวยเท่ แถมยังสะดวกดีด้วย ก็เลยเริ่มศึกษา ประจวบกับเราเริ่มมีชื่อเสียง เดินแฟชั่นโชว์ ถ่ายแฟชั่น ถ่ายโฆษณา ถ่ายละครบ้าง พอเก็บเงินได้เลยซื้อมอเตอร์ไซค์คันแรก เลือกสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งตอนนั้นก็คือ Harley-Davidson 
“หลังจากค่อยๆ ซึมซับวัฒนธรรมของคนขี่มอเตอร์ไซค์ ในสไตล์ที่เขาเรียกกันว่า 'cruiser chopper' มากขึ้นเรื่อยๆ   ก็เริ่มมีโอกาสได้รู้จักและสัมผัสกับสังคมนักแข่ง นักขับขี่รถทางเรียบมากขึ้นด้วย ทำให้รู้ว่ารถมอเตอร์ไซค์เหล่านี้เกิดมาเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันด้วยนะ เรื่องเหล่านี้ๆ จึงค่อยๆ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา กระทั่งจุดประกายว่า ถ้ามีโอกาสได้ทำงานกับมอเตอร์ไซค์สักยี่ห้อหนึ่ง เราก็น่าจะทำได้ และน่าจะทำได้ดีด้วย เพราะว่าเราเป็นนักการตลาด 
“ซึ่ง Triumph เป็นแบรนด์แรกที่ผมเลือกทำงานด้วย เพราะความหลากหลายในตัวสินค้า และที่สำคัญผมมองว่าบุคลิกทั้งหมดมันตรงกับตัวผม คือไม่โดดเด่นจากด้านใดเพียงด้านเดียว แต่เมื่อรวมองค์ประกอบทั้งหมดแล้วคือความคลาสสิกและมีคุณภาพด้วย จาก Harley-Davidson คันแรก มาสู่ธุรกิจของผมที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2007 ปีเดียวกับที่ผมมีลูกสาว กระทั่งมาเป็น MV Agusta ที่เพิ่งเริ่มเมื่อปี 2015 ครับ” พอได้เล่าถึงเรื่องรถ ดูเหมือนว่าแววตาของเขาจะเป็นประกายทันที ดอมยังเล่าต่อด้วยว่า
“การทำ MV Agusta ถามว่ามันเป็นรถแบบเดียวกันไหม มันไม่ได้เป็นรถแบบเดียวกัน เพราะมันเป็นเหมือนรถ 'boutique' ขายไม่ได้เยอะหรอก แต่ทำแล้วมันต้องโตนะ ปีละ 10% ก็ยังดี สมมติปีนี้ผมขายได้ 20 คัน ปีหน้า 22 คันนะ ความยากง่ายในการขายรถ 20 คัน 30 คันในปีแรก แล้วปีถัดไปเป็น 40 คัน 50 คันอย่างนี้มันไม่ยากนะเมื่อเปรียบเทียบกับการต้องขายแมส แล้วยิ่งเมื่อตลาดเริ่มจะอิ่มตัวด้วยแล้ว มันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก 
“นอกจากนี้ผมยังเน้นไปที่การทำให้คนรู้จัก MV Agusta มากขึ้น เพราะว่าในกลุ่มคนที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ เหมือนมันมีลำดับของตัวเองอยู่ และทุกคนจะค่อยๆ โตไปตามลำดับที่ว่า เป็นเหมือนฐานปิรามิดขึ้นมา ถึงมันจะขายได้น้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะเรามีฐานแล้ว และยิ่งฐานของเราชัดเจน คนที่มันมองขึ้นมามันก็เห็นแล้วว่าเป้าหมายของเขาในอนาคตคืออะไร แน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวล เรื่องของมูลค่าและคุณค่าก็มีส่วนอย่างมาก แต่ก็ยังคงเป็นไปตามกลไกการตลาดที่เราต้องศึกษาและรู้จักปรับตัวเพื่อรับมือเสมอ เหมือนกันกับการเป็นนักแสดง ที่การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเรียนรู้และรู้จักรับมืออย่างมีความสุข" 
นอกจากงานนักแสดงและธุรกิจมอเตอร์ไซค์แล้ว เขายังสามารถนำเอาทั้งสองประสบการณ์นี้มาประยุกต์ใช้ซึ่งกันและกัน และยังสร้างมูลค่าในเชิงสังคมได้อีกด้วย
“ผมเป็นนักธุรกิจที่ใช้ชีวิตอยู่กับมอเตอร์ไซค์ ใช้มันเป็นยานพาหนะ ผมไม่ได้คิดว่าอยากจะสร้างสถิติโดยการขี่รอบโลก ขี่ขึ้นภูเขาหรืออะไรแบบนั้น แต่อยากสร้างอะไรใหม่ๆ ให้สังคมด้วย เราเชื่อว่าน่าจะมีโอกาสที่ดีในการที่จะได้นำเสนอหรือว่าได้มีโอกาสทำเพื่อวงการนี้บ้าง อย่างการจัดงาน 'The Distinguished Gentleman’s Ride' หรือ 'DGR' ที่เราได้รวบรวมพลพรรคมาได้ประมาณหนึ่ง และอยากขยายโอกาสให้ผู้คนได้เห็นและสัมผัสกับยานพาหนะนี้มากขึ้น เลยใช้มอเตอร์ไซค์เป็นเหมือน มาสคอทหรือสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง แล้วพวกเราก็แต่งตัวเป็น 'Gentleman' ซึ่งเห็นกันไม่บ่อยนัก อย่าง ใส่สูทผูกไทขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งมันดูดีและเป็นงานรวมพลสุภาพบุรุษนักบิด พร้อมๆ ไปกับจัดงานการกุศลกัน โดยระดมทุนให้กับมูลนิธิ Movember ซึ่งจริงๆ งาน DGR นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ 2012 แล้วครับ เพื่อรวบรวมเงินให้กับมูลนิธิที่ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ว่าในปีนี้ จะรวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับทางประสาทด้วย” 
นอกจากนั้นหัวใจสำคัญของกิจกรรมนี้ คือการแสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจและการมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่จะทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมของกลุ่มคนรักมอเตอร์ไซค์ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเหล่านักบิด ว่านี่คือสุภาพบุรุษนักขับ ที่นอกเหนือจากความสุขในฐานะผู้ให้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ขับขี่จะได้ก็คือการได้รับการยอมรับจากคนภายนอกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทุกวันนี้พอใจกับตัวเองหรือยัง ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม เราถามดอม ก่อนที่จะร่ำลากัน 
“พอใจไหม ก็พอใจนะครับในระดับหนึ่ง เพราะว่าการประเมินของผมมันยังไม่สิ้นสุด การประเมินของผมคงต้องมาจากคนอื่นๆ รอบตัวเราด้วย บางคนก็ไม่ได้แฮปปี้กับสิ่งที่ผมทำ ผมเองก็ไม่ได้แฮปปี้อย่างที่บอก บางทีผมแสดง ผมก็ไม่ได้แสดงเก่ง MV Agusta ก็ไม่ได้ขายดีมาก การเลี้ยงลูก ผมก็เป็นพ่อ แต่ก็เป็นพ่อที่มีเวลาให้ไม่มากนัก แต่มันยังไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของชีวิต ที่ผมจะประเมินได้ว่าพอใจสูงสุดแล้วหรือยัง  
“เวลาของผม มีจำกัดเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ถ้าวันนี้ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ผมก็บอกได้เลยว่าผมพร้อมที่จะลองดูว่า 24 ชั่วโมงของตัวเองนั้น มันจะมีคุณค่ามากแค่ไหน ในฐานะของการเป็นทุกอย่าง เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นเพื่อน เป็นสามี เป็นนายจ้าง เป็นลูกจ้าง เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง เป็นไอดอล เราเป็นได้หลายรูปแบบ มันขึ้นอยู่กับว่าคนจะมองเราอย่างไร แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนความคิดคนอื่นได้ จนกว่าวันหนึ่งที่มันถูกพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร ประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่สำหรับผมในอนาคตผมมองแค่ว่า ผมน่าจะเป็นผู้ชายที่มีความสุขคนหนึ่ง แค่นั้นก็พอครับ”