x

** เพื่ออรรรถในการอ่านบทความอยากให้เปิดสกอร์เพลงนี้คลอเบา ๆ **
 
 
กระแสการขอคืนพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลาของสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ที่ได้ยินกันในช่วงนี้ ทำให้อดนึกถึงภาพยนตร์อิตาลีเรื่อง Cinema Paradiso (1988) ที่เขียนบทและกำกับโดย จูเซปเป ทอร์นาทอเร (Giuseppe Tornatore) ไม่ได้ 
 
เรื่องราวของ Cinema Paradiso เริ่มต้นจากผู้กำกับหนังชื่อดัง ซาลวาตอเร หรือ โตโต้ ได้ข่าวการเสียชีวิตของ ลุงอัลเฟรโด้ เพื่อนในวัยเด็กของเขาที่เป็นคนฉายหนังในโรงหนังเล็ก ๆ ชื่อ Cinema Paradiso นำไปสู่การหวนกลับไปรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่มีส่วนสำคัญในการทำให้เขามาถึงวันนี้ได้ 

 
ไม่ต่างกับการได้ทราบข่าวการจากไปของลุงอัลเฟรโด้ อนาคตที่ไม่ยังคลุมเครือของโรงภาพยนตร์สกาลาว่าจะอยู่หรือต้องจากไปนั้น ทำให้ภาพความทรงจำเก่า ๆ ที่มีกับโรงภาพยนตร์แห่งนี้ผุดชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
 
...
 
ย้อนกลับไปช่วงส่งท้ายปี 2512
 
โรงภาพยนตร์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบความจุ 1,000 ที่นั่ง ได้เปิดฉายรอบปฐมฤกษ์ นั่นเป็นครั้งแรกที่คนได้รู้จักกับโรงภาพยนตร์สกาลา โรงภาพยนตร์แห่งที่ 3 ของเครือเอเพกซ์ที่สร้างอยู่ภายในบริเวณสยามสแควร์ โดยอีกสองแห่งคือโรงภาพยนตร์สยาม โรงภาพยนตร์แห่งแรกในย่านนี้ ความจุ 800 ที่นั่ง ที่สร้างในปี 2509 และโรงภาพยนตร์ลิโด ความจุ 1,000 ที่นั่ง ที่เปิดฉายเป็นปฐมฤกษ์ในปี 2511 
 
โรงภาพยนตร์สกาลา ได้ตั้งชื่อตามโรงอุปรากร ลา สกาลา (Teatro alla Scala) โรงละครเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งจุผู้ชมได้มากกว่า 2,000 ที่นั่ง จากการออกแบบตัวโรงละครเป็นชั้น ๆ เป็นที่มาของคำว่า Scala ที่มีหมายถึง บันได ในภาษาอิตาลี 
 
โรงภาพยนตร์สกาลา ได้รับเอาความหรูหราจากต้นแบบทั้งศิลปะแบบอาร์ต เดโค ฝีมือการออกแบบของ พันเอกจิระ ศิลป์กนก ภายในมีความสวยงามไม่ว่าจะเป็นเสาคอนกรีตโค้ง การผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตก และโคมฟ้าระย้าทรงหยดนํ้าค้างแข็ง 5 ชั้นขนาดยักษ์ที่สั่งตรงจากอิตาลี ความโดดเด่นนี้ทำให้ ปี 2555 สมาคมสถาปนิกสยาม ได้มอบรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ให้กับอาคารยุคปลายโมเดิร์นแห่งนี้
 

 
จากความรักในภาพยนตร์
 
นอกจากความตั้งใจในการสร้างโรงภาพยนตร์สกาลาให้เป็นโรงหนังภาพยนตร์ที่สวยงามที่สุดแล้ว ตระกูลตันสัจจา เจ้าของเครือเอเพกซ์  ได้คลุกคลีอยู่กับวงการภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยโรงหนังเฉลิมไทย รวมถึงเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์หลายแห่ง แล้วยังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ในสมัยรัฐบาลธานินทร์ ที่มีมาตรการขึ้นภาษีการนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ จากเมตรละ 2.20 บาท เป็นเมตรละ 30 บาท จนต้องลดการนำเข้าหนังจากต่างประเทศลงชั่วคราว ภาพยนต์ที่สร้างในยุคนั้นที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ นางแบบมหาภัย(พ.ศ.2519) งานกำกับของ ม.จ.ชาตรีเฉลิมยุคล, น้ำค้างหยดเดียว (พ.ศ.2521) กำกับโดยสุชาติ วุฒิชัย และ ขุนเดช (พ.ศ.2523) กำกับโดยเธียรชัย ลาภานันท์ นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี
 
โรงภาพยนตร์สกาลา มีความพิเศษที่โดดเด่นจากโรงภาพยนตร์อื่น ๆ ในยุคเดียวกันทั้งความยิ่งใหญ่อลังการของตัวโรงหนังและระบบเสียงภายใน ซึ่งความหลงใหลในภาพยนตร์นั้น ถูกส่งต่อจากรุ่นพ่อคือ คุณพิสิฐ ตันสัจจา มาสู่รุ่นลูกอย่าง คุณนันทา ตันสัจจา ซึ่งปัจจุบันรับหน้าที่เป็นประธานโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์ ที่พยายามรักษามาตรฐานของโรงภาพยนตร์ควบคู่ไปกับการควบคุมราคาตั๋วหนังไม่ให้มีสูงเกินไปนั้นจนคนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ 
 
 
ยุคทองของโรงภาพยนตร์สแตนอโลน
 
ก่อนที่เราจะคุ้นชินกับโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์เราดูหนังกันที่ไหน?
 
โรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์คือโรงภาพยนตร์ที่อยู่รวมกับเป็นจำนวนมาก หมุนเวียนฉายหนังหลากหลายเรื่อง ต่างจากสมัยก่อนที่เป็นโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนที่ตั้งอยู่เพียงโรงเดียว แล้วอาจจะฉายหนังอยู่เพียงเรื่องเดียววนไปมา บางทีอาจยืนโรงฉายหนังเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปมาอยู่นานนับเดือนก็เป็นได้ 
 
ซึ่งยุคทองของโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนคือช่วง ปี 2590-2530 เป็นยุคที่มีโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ละโรงมีความจุตั้งแต่ 500-1,500 ที่นั่ง ช่วงนี้เองเป็นช่วงที่โรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์ได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็น สยาม ลิโด สกาลา และโรงภาพยนตร์อื่น ๆ ที่กระจายตัวอยู่รอบกรุงเทพมหานคร 
 
นอกจากจะเป็นยุคทองของโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนแล้ว ยังเป็นยุครุ่งเรืองของเครือเอเพกซ์อีกด้วย 
 
จนกระทั่งการเข้ามาของโรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์
 
 
ฝันร้ายในยุคเปลี่ยนผ่าน
 
โรงภาพยนตร์แบบมัลติเพล็กซ์กลายมาเป็นศูนย์กลางความบันเทิงรูปแบบใหม่ ที่รวมรวมทั้งห้างร้านขายของ ร้านอาหาร และโรงภาพยนตร์เข้าไว้ในที่เดียว ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่มีความต้องการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย นั้นเป็นฝันร้ายของโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลน ทำให้จำนวนผู้ชมที่ใช้มาบริการโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนลดน้อยลงเรื่อย ๆ 
 
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีการฉายภาพยนตร์จากฟิล์มเป็นดิจิทัล ยังซ้ำเติมโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนขึ้นไปอีก เพราะต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายเป็นเครื่องฉายรุ่นใหม่ราคาหลายล้านบาท ทำให้โรงภาพยนตร์แบบเก่าต้องทยอยปิดตัวลงไปเรื่อย ๆ 
 
กรณีเครือเอเพกซ์ แม้โรงภาพยนตร์ลิโดจะเปลี่ยนเป็นระบบมัลติเพล็กซ์หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ในปี 2536 แล้วติดตั้งระบบเสียงแบบใหม่ทั้งหมด และมีการแบ่งพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเช่าพื้นที่ขายสินค้า แต่สำหรับสกาลา ยังคงยืนหยัดเป็นโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลนจนถึงทุกวันนี้ 
 
จนกลายเป็นโรงหนังสแตนอโลนสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในกรุงเทพ
 
 
ชะตากรรมของโรงภาพยนตร์สกาลา ไม่ต่างกับโรงภาพยนตร์ในหนัง Cinema Paradiso และลุงอัลเฟรโด้ที่ปรับตัวไม่ทันยุคสมัย และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยงบการเงินย้อนหลังของ บริษัท เอเพกซ์ ภาพยนตร์ จำกัด มีดังนี้
 
ปี 2556 รายได้รวม 13,142,596 บาท ขาดทุน -1,846,745 บาท
ปี 2557 รายได้รวม 14,029,209 บาท ขาดทุน -836,469 บาท
ปี 2558 รายได้รวม 19,479,553 บาท กำไร 4,987,330 บาท
ปี 2559 รายได้รวม 13,845,039 บาท ขาดทุน -564,951 บาท
 
ที่ผ่านมาค่าตั๋วหนังของสกาลาอยู่ที่ 100-140 บาทมาเป็นเวลานาน ส่วนทางกับค่าครองชีพและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากค่าเช่าเหมาโรงหนังในการจัดกิจกรรมอีเวนท์ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ที่วันละ 250,000 บาท สำหรับวันธรรมดา และ 280,000 บาท สำหรับวันหยุด รวมไปถึงค่าเช่าพื้นที่โดยรอบโรงหนัง
 
รายได้ที่ไม่แน่นอนของโรงภาพยนตร์สกาลา บวกกับปี 2560 เป็นปีสิ้นสุดสัญญาอย่างถาวรของเครือเอเพกซ์ที่ทำไว้กับสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ซึ่งหลังจากนี้ทางสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ มีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
นำไปสู่คำถามว่าอาคารประวัติศาสตร์อย่างโรงภาพยนตร์สกาลาจะถูกทุบไม่ทุบ
 
 
"อยากชวนเธอไปดูหนังด้วยกัน ไปด้วยกันดีไหม"
 
เพลง "สกาลา" จากอัลบั้มชุดที่หกของคณะโมเดิร์นด็อกแว่วลอยมา ชวนให้อยากลองไปสัมผัสบรรยากาศเก่า ๆ ของโรงภายนตร์แห่งตำนานนี้อีกครั้ง ซึ่งข่าวดีก็คือ ทางสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า
 
  1. สำนักงานยังไม่มีแผนการรื้อทุบใดๆ ทั้งสิ้น และยืนยันว่า เราไม่มีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่โรงภาพยนตร์สกาลาแต่อย่างใด เรายังคงอยากให้ผู้เช่าประกอบการในส่วนอาคารสกาลาทั้งหมดต่อไปจนกว่าเวลาเหมาะสม แต่หากผู้เช่ายังยืนยันในเจตนาที่จะเลิกประกอบการสกาลาพร้อมๆ ไปกับลิโด (เป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน) เนื่องจากแบกรับการขาดทุนไม่ไหว ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ได้มีการเจรจาขอให้สกาลาอยู่ต่อไป แต่ขอให้คืนเฉพาะลิโด เนื่องจากปัจจุบันสภาพพื้นที่โดยรวมของร้านค้าใต้ลิโดที่แบ่งล็อคให้เช่าเป็นร้านค้ารายย่อยมีสภาพเก่าทรุดโทรมมาก ขาดการปรับปรุงและบำรุงรักษาที่ดี ทำให้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย จึงจะขอกลับมาพัฒนาพื้นที่เองเมื่อสัญญาสิ้นสุด
  2. ทางสำนักงานฯกำลังหารูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสมกับสกาลา ที่ผ่านมาทางนายกสมาคมสถาปนิกสยามได้แสดงความสนใจที่จะขอใช้พื้นที่สกาลาเป็นพื้นที่แสดงกิจกรรมของสมาคม และยังมีองค์กรอื่นที่สนใจ ตลอดจนอีกหลายฝ่ายที่ให้ความเห็นอยากให้อนุรักษ์อาคารสกาลาไว้เพื่อพัฒนาพื้นที่ส่วนโรงภาพยนตร์ในการจัดกิจกรรมต่างๆในเชิงสร้างสรรค์และสอดคล้องกับอาคารที่เป็นอยู่ 
  3. ตามข้อเท็จจริงแล้ว สัญญาเช่าของลิโดเป็นสัญญายอมความที่ผ่อนผันให้ดำเนินธุรกิจถึง 31 ธ.ค. 2559 เท่านั้น แต่สำนักงานได้ผ่อนปรนให้อยู่ต่อเนื่องมาตลอดปี 2560 ผู้เช่ามีความประสงค์ที่จะขอคืนพื้นที่ลิโด สิ้นเดือนพฤษภาคม และขอเวลาขนย้ายถึงสิ้นเดือน กรกฎาคม 2561 ซึ่งจะขอยุติการเช่าของสกาลาไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ผู้เช่าจะขอฉายภาพยนตร์แบบฟิล์มที่รวบรวมจากนานาประเทศ (International Film Festival) ในเดือนเมษายน 2561 และ ภาพยนตร์เงียบ (Silent film festival in Thailand) ในเดือน พฤษภาคม 2561 ซึ่งผู้เช่าได้รับสิทธิในการเป็นผู้ฉายภาพยนตร์ดังกล่าว อันเป็นความภาคภูมิใจที่สำนักงานรู้สึกยินดีและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ขยายระยะเวลาเช่าให้สิ้นสุดลงหลังจากมหกรรมการฉายภาพยนตร์ทั้งสองช่วงเสร็จสิ้นลง พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือผ่อนปรนค่าเช่าเพื่อช่วยประคับประคองให้ธุรกิจของผู้เช่าที่อยู่คู่กับสยามสแควร์มาตลอดครึ่งศตวรรษได้ยุติลงด้วยความเรียบร้อยเป็นลำดับต่อไป
 
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เรายังมีโอกาสชมภาพยนตร์ืที่สกาลาต่อไปอย่างน้อยถึงเดือน พฤษภาคม 2561 หลังจากนั้นทางสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ กำลังหารูปแบบการจัดการที่เหมาะสม หมายความว่าสกาลายังมีโอกาสทั้งจะอยู่ต่อเป็นอาคารอนุรักษ์ และถูกทุบทิ้งพอ ๆ กัน
 
แม้จะมีความพยายามจากหลายส่วนทั้ง สมาคมสถาปนิกสยามที่ได้มอบรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ในปี 2555 แต่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมได้ เพราะอายุอาคารยังไม่เก่าแก่พอ หรือการรณรงค์ผ่านช่องทาง change.org  ในการที่จะ"เก็บโรงภาพยนตร์สกาล่าเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมและแหล่งอ้างอิงของแผ่นดิน"
 
แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ จะทำอย่างไรกับโรงภาพยนตร์สกาลาหลังหมดสัญญากลางปีนี้

 
ความทรงจำ 3 นาทีที่ขาดหายไป
 
ในตอนท้ายของของ Cinema Paradiso โตโต้ ได้กลับไปยังบ้านเกิดที่เขาจากมาเกือบ 30 ปี เพื่อไปร่วมงานศพของลุงอัลเฟรโด้ และเขาได้เจอกับม้วนฟิล์มหนังที่ได้เก็บไว้ให้เขาโดยเฉพาะ เมื่อเขาเปิดดูฟิล์มม้วนนั้นเป็นหนังสั้นความยาว 3 นาที ที่ทำให้ความทรงจำในอดีตที่ขาดหายไปของเขาหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
 
สำหรับโรงภาพยนตร์สกาลา แม้ธุรกิจโรงภาพยนตร์จะปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งธุรกิจโรงหนังแบบมัลติเพ็กซ์ การเปลี่ยนไปของผู้บริโภคที่หันไปรับชมแบบสตรีมมิ่งมากขึ้น หรือแม้กระทั่งความคุ้มค่าทางธุรกิจของที่ดินกลางสยามสแครว์ที่มีมูลค่าสูงมากนั้น
 
แต่ตัวอาคารโรงภาพยนตร์สกาลาก็มีคุณค่าในตัวเองในแง่การเป็นอาคารที่บรรจุประวัติศาสตร์มากมายทั้งในด้านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยและสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น เหมือนเป็นม้วนฟิล์มเก่าที่เก็บความทรงจำอันมีค่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา 
 
ผู้เดียวที่จะให้คำตอบได้ว่าบันทึกอันลำค่าอันนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คือ สำนักทรัพย์สินจุฬาฯ 
 
บ้างทีความรักในภาพยนตร์ก็ไม่อาจช่วยอะไรไม่ได้เลย
 
...
 
 
#SaveScala #SavingThaiModernArchitecture

ขอบคุณภาพจาก : FotoMoMo
 
ที่มา :