เป็นที่ทราบกันดีว่าคุณภาพของภาพที่ได้จากจอแบบ OLED นั้นยอดเยี่ยม ให้สีดำที่ดำสนิทและมีอัตราส่วนคอนทราสต์ที่เหนือกว่าจอประเภทอื่น ๆ มาก ในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้งานในสมาร์ททีวีและสมาร์ทโฟนหลายรุ่น แต่ข้อเสียหนึ่งของจอประเภทนี้คือมันมีความเสี่ยงที่จะอาจเกิดอาการ ‘เบิร์นอิน’ ขึ้นได้ 
 
การเบิร์นอินบนหน้าจอ OLED คือ การเกิดภาพเป็นเงาค้างอยู่บนหน้าจอหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘ghost image’ แม้ว่าจะไม่ได้เปิดภาพนั้นแล้วก็ตาม สาเหตุเนื่องจากมีการเปิดภาพนั้น ๆ ค้างทิ้งไว้บนหน้าจอเป็นเวลานาน 
 
แต่ก็มีคำถามว่า ต้องเปิดไว้นานเท่าไร จอ OLED จึงจะเกิดอาการเบิร์นอิน และจอ OLED ทุกตัวจะใช้เวลาในการเกิดอาการเบิร์นอินเท่ากันหรือไม่?
 

ภาพการทดสอบจอ OLED ในสมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่น (เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)
 
เวบไซต์ของเกาหลีชื่อ Cetizen ได้ทำการทดสอบสมาร์ทโฟนที่ใช้หน้าจอ OLED 3 รุ่นดังได้แก่ Apple iPhone X, Samsung Galaxy S7 Edge และ Samsung Galaxy Note 8 ในห้องทดสอบเป็นเวลา 510 ชั่วโมง โดยเปิดให้หน้าจอของสมาร์ทโฟนแสดงภาพนิ่งภาพเดียวกันที่ระดับความสว่างเต็มที่ ปิดฟังก์ชั่น auto-brightness ปิดฟังก์ชั่น Blue Light และ True Tone ในกรณีของ Galaxy ทั้งสองรุ่นได้มีการติดตั้งแอปฯ เสริมเข้าไปเพื่อควบคุมให้มันไม่ดับหน้าจอเอง เนื่องจากโดยปกติสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นจะดับหน้าจอเองทุก 10 นาที
 
ผลปรากฏว่าสมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่นมีอาการเบิร์นอินเกิดขึ้นแต่สมาร์ทโฟนจาก Apple ให้ผลลัพธ์ในภาพรวมออกมาดีกว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นจากซัมซุง
 
อย่างไรก็ดี ทางผู้ทดสอบแจ้งว่าเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 17 ชั่วโมงหลังจากเริ่มทดสอบ iPhone X เป็นเครื่องเดียวที่เริ่มปรากฏสัญญาณของอาการเบิร์นอิน ทว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไปอาการดังกล่าวก็ไม่ได้แย่ลงไปตามเวลา กลับกันเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 510 ชั่วโมง Galaxy Note 8 ปรากฏอาการเบิร์นอินของหน้าจออย่างรุนแรงชัดเจนที่สุด ขณะที่ Galaxy S7 Edge ไม่ปรากฏอาการรุนแรงเท่า แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่สู้ iPhone X ไม่ได้
 

ผ่านไป 17 ชั่วโมง จอของ iPhone X เริ่มมีสัญญาณของการเบิร์นอิน
(เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)
 

เมื่อเวลาผ่านไปครบ 510 ชั่วโมง (เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)
 

หลังจาก 510 ชั่วโมง เปรียบเทียบจอ OLED ในสมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่น
ปรากฏว่า Galaxy Note 8 (จอล่างสุด) มีอาการเบิร์นอินรุนแรงที่สุด
(เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)



เมื่อเปรียบเทียบ iPhone X ที่ถูกทดสอบแล้ว (ซ้าย) กับ iPhone X ที่ยังไม่ถูกทดสอบ
ผู้ทดสอบพบว่าจอ iPhone X ที่ถูกทดสอบแล้ว หน้าจอจะแดงกว่าเล็กน้อย
(เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)
 

แต่เมื่อเปิดภาพที่พื้นหลังเป็นสีเทา ร่องรอยของการเบิร์นอินก็ปรากฏชัดมากขึ้น
(เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)
 
เมื่อเทียบร่องรอยการเบิร์นอินบนจอของสมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่น เมื่อใช้พื้นหลังสีเทา
(เครดิตภาพจาก review.cetizen.com)
 
แม้ว่าผลการทดสอบนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดูน่ากลัว แต่ในความเป็นการใช้งานสมาร์ทโฟนโดยการเปิดหน้าจอค้างไว้นานเช่นนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่ายนัก ถ้าเป็นไปได้พยายามหลีกเลี่ยงการรับชมวิดีโอที่มีโลโก้ค้างอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน จากการทดสอบสมาร์ทโฟนทั้ง 3 รุ่นก็มีผลลัพธ์ที่ค่อนข้างดี (ทนทานต่อการเบิร์นอินได้ค่อนข้างนาน) เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Google Pixel 2 XL ซึ่งใช้จอ OLED จาก LG มีอาการเบิร์นอินหลังจากใช้งานไปแค่ 7 วันเท่านั้นเอง
 
 
นอกจากนั้นประเด็นหนึ่งที่มีการคุยกันในสื่อสังคมออนไลน์ก็คือ เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าจอ OLED ใน iPhone X นั้นก็คือจอ AMOLED ที่ทางแอ็ปเปิ้ลว่าจ้างให้ทางซัมซุงผลิตให้ แล้วทำไมมันจึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากจอ AMOLED ของทางซัมซุงเอง?
 
ผู้สันทัดกรณีบางรายให้ความเห็นว่า ความแตกต่างอาจไม่ได้เกิดจากตัวฮาร์ดแวร์จอภาพเอง แต่อาจเกิดจากวิธีการนำมาใช้งาน การกำหนดการแสดงผล การกำหนดค่าสีการแสดงผลรวมถึงพารามิเตอร์อื่น ๆ ซึ่งทางซัมซุงอาจจะพยายามใช้งานหน้าจอของพวกเขาเองมากจนเกินไปก็เป็นได้
 
ภาพและคลิปวิดีโอเพิ่มเติมในระหว่างการทดสอบสามารถเข้าไปชมได้ที่ ลิงก์นี้