x

“Rise above gonna start a war
Whatcha want whatcha need whatcha come here for
Well an eye for an eye and an F for fight
Takin' me down is a prisoners right”
 
ย้อนไปปี 2012 เสียงเพลง Houdini ที่ดังขึ้นพร้อมจังหวะมันส์ๆ กับเสียงตะโกนทักทายจากบรรดาแฟนเพลง นั้นเป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับวง Foster The People ในด้านฝีมือการแสดงสด หลังจากติดตามฟังเพลงของพวกเขาในอัลบั้ม Torches มาสักพักหนึ่ง 
 
ความทรงจำกับคอนเสิร์ตในวันนั้นค่อนข้างเลือนลาง ที่พอจำได้คือทางวงเล่นได้ดีใกล้เคียงที่เคยฟัง เพิ่มเติมคือบรรยากาศอารมณ์ร่วมและแน่นอนพลังอันล้นเกินของ Mark Foster ที่ปล่อยออกมาจนทำให้ลืมไปเลยว่าก่อนที่จะมาคอนเสิร์ตตัวเองยังอยู่ในช่วงดาวน์ๆ อยากจะ Disappear หายไปเฉยๆ กลายเป็นตั้งจุดมุ่งหมายใหม่ให้กับตัวเองว่า ต้องกลับมาดูคอนเสิร์ตวงจากลอสแอนเจลิสนี้ให้ได้อีกสักครั้งหนึ่ง


 
กรุงเทพต้นปี 2018 คอนเสิร์ต Foster the People Live in Bangkok เปิดคอนเสิร์ตอย่างอลังการด้วย Pay The Man เพลงฮิตจากอัลบั้มล่าสุดเอาใจแฟนๆ ที่หลายคนเตรียมตัวมาโยกกับฟังเพลงนี้ ตามมาด้วย Helena Beat ในอัลบั้มแรก ที่ทำให้เราเริ่มคิดว่าความรู้สึกในการฟังครั้งนี้ อาจไม่เหมือนเมื่อ 6 ที่แล้ว 
 
ความคิดนั้นถูกยืนยันหลังจากฟังเพลงอื่นๆ จากอัลบั้มแรกอย่าง Life on the Nickel, Waste, Don't Stop (Color on the Walls), Call It What You Want ที่ผ่านมาเรียบเรียงใหม่จากวง กลายเป็นเพลงที่แตกต่างจากที่เคยฟังที่ O2 Academy Brixtonในลอนดอน เหมือน Foster The People ที่กำลังระเบิดพลังอยู่บนเวที Moonstar Studio 8 ตอนนี้ไม่ใช่ Foster The People วงดนตรีน้องใหม่ที่เคยฟังในวันนั้น แต่เป็นวงดนตรีที่สะสมประสบการณ์ทางดนตรีมามากกว่าครึ่งทศวรรษจนมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด ทั้งความเนียบในรายละเอียดของเพลง รวมถึงเทคนิคการ Performance ที่สะกดผู้ชมทั้งฮอลล์ไว้ได้ โดยเฉพาะตัวพี่มาร์ค ศูนย์รวมที่กำหนดอารมณ์ของทุกคนในคอนเสิร์ตผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายและเสียงร้องอันทรงพลัง ที่เชื่อเลยว่าแต่ละเพลงถูกออกแบบมาเพื่อการฟังสดๆ ที่งานคอนเสิร์ตแบบนี้เท่านั้น ถึงจะเข้าถึงความตั้งใจของเพลงอย่าง Doing It for the Money, Are You What You Want to Be? Lotus Eater


 
เราจะเห็นพี่มาร์ค เริ่มแปลงร่างจากแต่งเต็มยศ สลัดคราบเหลือแค่เสื้อกล้ามสุดเท่ ตามระดับความร้อนแรงของคอนเสิร์ตที่พุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะกระโดดไปรอบเวที จนต้องขั้นเบรกเพื่อให้นักร้องนำของวงได้ฮีลตัวเองบ้าง ด้วยการนำคำไทยมามิกซ์รวมๆ กันในจังหวะมันส์ๆ ก่อนจะกลับมาท็อปฟอร์มด้วยเพลง Pseudologia Fantastica, Houdini, Coming of Age แล้วพักหายใจด้วยโมเมนท์ซึ้งๆ จากเพลง Ruby ที่ทำให้รู้ว่าวงอินดี้นี้ก็ทำเพลงช้าได้เพราะไม่แพ้ใคร แล้วกลับเข้าจังหวะด้วยเพลง Sit Next To Me ที่ฮิตจนทุกคนร้องตามได้ทั้งฮอลล์ ปิดท้ายด้วย Miss You ที่แฟนเพลงบางคนอาจไม่คุ้น แต่สำหรับเราที่ชอบอัลบั้ม Torches แล้ว เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่คิดถึง อยากฟังในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่ง Foster The People ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง  
 
ถ้าถามว่าเพลงแจ้งเกิดสุดดังอย่าง Pumped Up Kicks ที่ได้ยอดวิวใน YouTube มากกว่า 360 ล้านวิวหายไปไหน ต้องบอกว่า Foster The People จัดไว้เป็นเพลงปิดในช่วงอังกอร์หลังเพลง Loyal Like Sid & Nancy อีกหนึ่งเพลงที่ได้ปล่อยตัวเต้นอย่างสนุกที่สุด เป็นการปิดฉาก Foster the People Live in Bangkok ได้สมบูรณ์แบบ 

 
ต้องขอขอบคุณ Very ที่ทำให้มีโอกาสได้ฟัง Foster The People แบบใกล้ชิดอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นแล้วแฟนคลับคนหนึ่งอาจต้องตีตั๋วไปฟังถึงสิงคโปร์เลยก็ได้ และขอบคุณ Foster The People ที่ทำให้ค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งวันที่ดีที่สุดวันหนึ่ง