x

Find Your Way  / Find Your Self  / ถาวร บุญญวรรณ
 
    น่าจะเป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่ GM CAR ได้มีโอกาสคุยกับไบค์เกอร์ที่มีประสบการณ์ขี่รถมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งถ้านับเป็นกิโลเมตรแล้วละก็ ตลอดระยะการขับขี่ทั้งหมดที่ผ่านมา เข็มไมล์ที่เขาสะสมได้นั้นทะลุล้านกิโลเมตรไปแล้วเรียบร้อย 
    นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมาเจอ ‘ถาวร บุญญวรรณ’ อดีตครูสอนศิลปะการป้องกันตัว ที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหาร อาจารย์สอนไพ่ทาโรต์พุทธวิธี และเจ้าของรถ Honda Integra กับ Suzuki V-Strom1000 ผู้ขี่รถเฉลี่ยปีละ 50,000 กิโลเมตร และเป็นนักบิดสายบินเดี่ยวที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอยากจะออกเดินทางข้อแม้เขาไม่มีอะไรมาก แค่เดินไปหยิบกุญแจรถ โบกมือลาคนที่บ้าน แล้วขี่รถออกไปเลย 
 
    แต่เดิมเขาก็เหมือนไบค์เกอร์ทั่วไปที่มีความฝันว่าอยากจะขี่บิ๊กไบค์เพื่อออกเดินทาง ทว่าวันหนึ่งเขาค้นพบว่าจริงๆ แล้วความสุขของการออกเดินทางไม่ใช่การไปเที่ยวยังที่ซึ่งไม่เคยไป แต่ความสุขของการขี่รถคือได้ค้นพบตัวเอง อย่าแปลกใจที่การคุยกับเขาในวันนี้ไม่มีเรื่องเที่ยวเลยแต่เราก็รู้สึกว่าได้ ‘บางอย่าง’ ตั้งแต่เริ่มยิ่งคำถามแรกใส่เขาไปว่า “การขี่รถให้อะไรกับคุณ...” เขาไม่ลังเลที่จะตอบคำถาม แล้วเริ่มพูดคุยกับเราทันที
    “เราค้นพบชีวิตที่ซ่อนอยู่ในระหว่างการเดินทาง ผมได้ค้นพบว่ามันคือโลกของความเป็นจริง ท้องฟ้ามันกว้าง แล้วในเมื่อท้องฟ้ากว้างอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ เราไม่สามารถที่จะวางแผนอะไรได้มากมายในชีวิต เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นกะทันหันได้เสมอ ก็เหมือนกับชีวิตที่บางที คนเรามันคาดหวังค่อนข้างเยอะ คาดหวังว่าจะต้องเป็นอย่างที่คิด เอาเข้าจริงการขี่รถมันคาดหวังไม่ได้ว่าจะเจออะไร ก็เหมือนชีวิตนั่นแหละที่วางแผนไว้แล้วแต่ไม่ตรงตามแผนก็มี”
    ถาวรเล่าต่อว่าเขาค้นพบสัจธรรมบางอย่างเพราะการเดินทางด้วยสองล้อ ซึ่งสิ่งที่นักบิดหนุ่มร่างใหญ่ค้นพบคือการขี่รถไม่ใช่แค่การเดินทางเพื่อไปยังจุดหมาย แต่เพื่อสำรวจตัวเองระหว่างการเดินทางไปด้วย
    “มอเตอร์ไซค์เป็นเครื่องมือในการเจริญสติกับเรา เพราะว่าเราต้องอยู่กับปัจจุบันให้ชัดเจนที่สุด ลองสังเกตสิไฟฉายที่มันฉายออกมาจากโคมไฟหน้าของมอเตอร์ไซค์มันส่องแสงไปไกลได้ไม่เกิน 50 เมตรหรอก แม้รู้ว่าเดินทางไปเชียงใหม่ระยะทาง 700 กิโลเมตรแน่นอน แต่ระหว่างเดินทาง สิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าก็แค่ 50 เมตรข้างหน้าแล้วขี่ไปเรื่อยๆ 
    “การขี่รถก็เหมือนคนเราที่มีเป้าหมาย มีความหวังในชีวิต แต่ก็ต้องค่อยๆ ไปทีละขั้นตอน ทว่าคนเราใช้ชีวิตเครียดเกินไปจากการคาดหวัง แทนที่จะมองเป้าหมายก็ไปเครียดกับชีวิตระหว่างทาง ทั้งที่จริงๆ หลังแฮนด์รถมีหน้าที่ทำแค่ขี่ผ่าน 50 เมตร อยู่กับปัจจุบันให้ดีไปเรื่อยๆ ผมอุปมาว่าการขี่มอเตอร์ไซค์มันเหมือนได้เดินทางกลับเข้าไปในจิตใจเสมอได้คุยกับตัวเองจริงๆ”
    จากการพูดคุยกันเราพบว่าสิ่งที่อาจารย์ถาวรเป็นอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เขาเป็นนักเดินทาง ซึ่งเขาเห็นด้วยกับสถานะนักเดินทางที่เรามอบให้ และคิดว่าใครก็มองเขาเช่นนั้น
   “ผมเดินทางมาได้สักระยะ และมองโลกด้วยสายตาอีกแบบ ผมก็ค้นพบว่าการเป็นนักท่องเที่ยวกับนักเดินทางมันต่างกันมาก ถ้าไปท่องเที่ยวเราไปแค่ถึงจุดหมายมันก็คือจบ แต่การเป็นนักเดินทางมันต้องเจอความเป็นจริงของชีวิต เพราะทุกอย่างในโลกนี้มันมีการเปลี่ยนแปลง และไม่สมบูรณ์ตลอดเวลา
    “อย่างเวลาที่เดินทางผมชอบช่วงเวลาที่รถเสียนะ (หัวเราะ) เพราะการที่รถเสียมันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์จากความบาดเจ็บ การผิดพลาดแล้วนำมาเจียระไนชีวิตของเราให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น จากนั้นมาเราใช้ชีวิตง่ายขึ้น อะไรก็ได้จริงๆ”
    เขาหยุดพักดื่มน้ำอึกใหญ่ เรายิงคำถามต่อไปว่า“การใช้ชีวิตง่ายๆ ของคุณเป็นแบบไหน” อาจารย์ถาวรยิ้มก่อนจะตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี
    “ง่ายแบบที่ว่าผมนอนข้างถนนได้สบายๆ หมาเซเว่นนอนแบบไหน ผมก็นอนแบบนั้น (หัวเราะ) ถ้าเรานอนข้างถนนแล้วเราติดดินเนี่ยเราจะเห็นชีวิตที่แท้จริงนะ จริงๆ แล้วผมไม่นิยมการนอนโรงแรม ผมชอบนอนริมทาง ริมแม่น้ำ ไม่กางเต็นท์ด้วย ผมเอายากันยุงไปแล้วก็หาผ้าปู แล้วก็นอนข้างถนนเลย จริงๆ การใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ไร้แบบแผนระหว่างเดินทางก็ทำให้เราสนุกขึ้นมาก
    “ความไร้แผนก็ทำให้เรามีสติตลอดเวลา เวลาเรามีแผนมันเป็นอย่างที่เราคิดเสมอไปไหม เรารู้หรือเปล่าว่าเราจะเจออะไร ไม่มีทาง ดังนั้นเมื่อไม่มีแผน และทำอะไรเรียบง่าย เราจะมีความพร้อมที่จะเผชิญทุกปัญหาด้วยสติปัญญาที่มีอยู่ นี่คือความท้าทายที่สนุกดีและให้บทเรียนกับผมตลอด 25 ปีที่ผ่านมา”
    GM CAR อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเดินทางมาก็เยอะ เขายังเหลืออะไรอีกบ้างที่อยากทำ
    “เป้าหมายชีวิตผมคือใช้ชีวิตในทุกวันเหมือนวันสุดท้าย ผมไม่เคยคิดว่าข้างหน้ามันเป็นอย่างไร เป้าหมายผมคืออยู่กับตัวเองเท่านั้นเอง แล้วก็ทำให้ดีที่สุดกับคนที่เรารักทุกคน เหมือนกับว่าพรุ่งนี้มันจะไม่มีมาอีกแล้ว ผมทำแบบนั้นนะ ฉะนั้นผมไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ผมไม่ยึดติดผมอยู่กับปัจจุบัน
     “อย่างที่บอกว่าชีวิตเราก็เหมือนการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ตอนกลางคืนไฟมันส่องให้เราเห็นได้แค่ 50 เมตร แต่เราต้องอยู่กับแฮนด์แล้วเป็นหนึ่งเดียวกับรถที่เราขี่ แล้วก็ต้องรู้ว่าเราปกติหรือผิดปกติตรงไหน ถ้ามันผิดพลาด เรายอมรับมันได้ เราก็จอดแล้วก็ซ่อม ไม่ใช่ว่าจะต้องไปเร่งโชว์ใครแล้วใช้ความเร็วจนสุดเพื่อที่จะให้เห็นว่าเราเก่งแล้ว เรารอดมาได้ตรงนั้นมันไม่ใช่”
     ระหว่างที่พูดคุยกันอย่างออกรสเราชวนเขาปิดการสนทนาด้วยการถามว่าเขาเรียนรู้อะไรจากสิ่งรอบข้างบ้าง แน่นอนคำตอบของเขาก็คือมากมายมหาศาลเพราะทุกสิ่งที่ผ่านตาล้วนเป็นครู
     “เราออกเดินทางก็ได้เห็นทุกอย่างเลย สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นครูหมดเลยในการสอนวิชาชีวิต สภาพอากาศ คนร่วมทาง ทุกอย่างถ้ามองเป็น เราจะเห็นที่หัวใจเราคือสิ่งสำคัญ คนอาจจะมองเห็นจากการใช้ตามอง แต่ผมเอาใจมอง แล้วเรารู้ว่าเขาทำอะไร อะไรที่ทำให้เขาเป็น แบบนั้น ตรงนี้เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่เราเห็น แล้วเราก็สามารถจะบอกเขาว่า เฮ้ย! ถ้ามันจะทำตรงนี้ให้ดีขึ้นควรทำยังไงเพราะเราก็ใช้สิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงชีวิตเราตลอดเวลาเหมือนกัน”
 

      อย่างที่บอกกันตั้งแต่ตอนแรกว่าเราแทบไม่ได้พูดคุยเรื่องท่องเที่ยวกับเขาเลย และเขาไม่บอกว่าตัวเองเดินทางไปที่ไหนบ้าง แต่หน้าปัดบนเข็มไมล์ก็ตอบคำถามแทนเขาได้อย่างชัดเจนว่านักเดินทางตัวจริงอีกหนึ่งคนอยู่ตรงหน้าเราที่ได้เดินทางเข้าไปในจิตใจของตัวเองระหว่างที่เดินทาง และค้นพบบางอย่าง ที่มากกว่าการขี่รถท่องเที่ยว

 
 
 
เรื่อง   พลสัน นกน่วม
ภาพ   สรรค์ภพ จิรวรรณธร