นาฬิกาเปรียบได้ดั่งกระจกสะท้อนรสนิยม อีเทอร์นา (Eterna) จึงเนรมิตมิติใหม่ของนาฬิกาที่เป็นมากไปกว่าเครื่องบอกเวลา
โรงงานผลิตกลไกนาฬิกาในปี 1856 ที่เป็นรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 160 ปีของ Eterna
 
นักบุกเบิกกว่า 160 ปี
ชื่อของ อีเทอร์นา ถือกำเนิดขึ้นในปี 1856 เมื่อดอกเตอร์ โจเซฟ จิราร์ด (Doctor Josef Girard) และคุณครู อัวร์ ชิลด์ (Urs Schild) ได้วางรากฐานให้แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาขึ้นในโซโลทวร์นของสวิตเซอร์แลนด์ กับประวัติศาสตร์หน้าแรกที่จดบันทึกไว้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 1856 เมื่อทั้งคู่ได้ร่วมกันก่อตั้งโรงงานผลิตกลไกนาฬิกา (ébauche) ภายใต้ชื่อบริษัท ‘ดร. จิราร์ด แอนด์ ชิลด์’ (Dr. Girard & Schild) ที่ตอบรับกับการเติบโตอย่างกว้างขวางของอุตสาหกรรมนาฬิกาของประเทศที่ขยายตัวจากเมืองเจนีวา สู่เขต ฌูรา อาร์ค (Jura Arc) ทั้งหมด และนั่นทำให้ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ พวกเขาก็สามารถผลิตกลไกกึ่งตกแต่งขึ้นได้สำเร็จ เช่นเดียวกับกลไกนาฬิกาที่ผ่านการตกแต่งอย่างสมบูรณ์ เพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส 
Doctor Josef Girard และUrs Schild สองผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตกลไกนาฬิกาขึ้นในปี 1856 
 
ท่ามกลางวิกฤติ ทั้งจากการถอนตัวของ ดร. จิราร์ด จนเหลือ อัวร์ ชิลด์ ที่เป็นเจ้าของบริษัทเพียงผู้เดียวในปี 1866 รวมถึงช่วงเวลาอันยากลำบากท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดในยุค 1870s แต่สายการผลิตกลไกของบริษัทก็ยังคงเดินหน้าต่อ และชิลด์เล็งเห็นว่าเพื่อให้บริษัทอยู่รอดได้นั้น จำเป็นต้องบุกเบิกเส้นทางใหม่ของการผลิตและประกอบกลไกในตัวเรือนนาฬิกาด้วยตนเอง ซึ่งนั่นได้นำมาสู่ความสำเร็จก้าวแรกของการผลิตนาฬิกาพกรุ่นแรกขึ้นทั้งหมดภายในห้องปฏิบัติการของเขา ในเมืองเกรจส์ และเปิดตัวออกทำตลาดในปี 1876 ซึ่งพิสูจน์ว่าเขาคิดถูก
ในปี 1890 สายพานการผลิตนาฬิกาในแต่ละวันของโรงงานสามารถบรรลุได้ถึง 180 เรือน พร้อมด้วยโลโก้ ‘Eterna’ ที่ตกแต่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าปัดนาฬิกา และกลายเป็นชื่อคอลเลกชันซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งและเปี่ยมด้วยคุณสมบัติ ทำให้ในเวลาต่อมา ‘Eterna’ จึงกลายเป็นชื่อแบรนด์ของบริษัท และโด่งดังเป็นที่รู้จักของทั่วโลก
การทำงานภายในโรงงานผลิตนาฬิกา Eterna ในอดีต 
 
นวัตกรรมและสิทธิบัตร 
หลังปี 1888 เมื่อผู้ก่อตั้งแบรนด์เสียชีวิตลง และสองบุรุษจากครอบครัว ชิลด์ ได้เข้ามาสืบทอดกิจการของอีเทอร์นาต่อ ตามมาด้วย ธีโอดอร์ ชิลด์ (Theodor Schild) ทายาทผู้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมจักรกล ที่เข้ามาสืบทอดงานด้านการบริหารของบริษัทต่อ นับจากปี 1899 จนถึง 1932 ซึ่งถือเป็นยุคทองของธุรกิจ โดยได้เพิ่มทั้งกำลังการผลิตของโรงงาน เช่นเดียวกับการพัฒนาชื่อเสียงด้านคุณภาพและความเที่ยงตรงของเรือนเวลาที่ผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีการผลิตอันทันสมัย ซึ่งรวมไปถึงเครื่องจักรในการผลิตกลไกอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า และในเวลาเดียวกันเขาก็ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับเครือข่ายการจัดจำหน่ายระดับสากล ทำให้ในปี 1906 บริษัทได้เลือกใช้ชื่อบริษัทว่า ‘Eterna-Werke, Gebrüder Schild & Co.’ พร้อมกับสร้างระบบเครือข่ายและพันธมิตร เช่นเดียวกับการบริการและการขยายบริษัทสาขาที่มีจำนวนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของ Eterna ในปี 1904
 
เมื่อชื่อของ อีเทอร์นา เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น การพัฒนานาฬิกาใหม่และนวัตกรรมจักรกลกลไกก็เกิดขึ้นตามมาเช่นกัน โดยเฉพาะการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของเหล่านาฬิกาพกอันสง่างาม ซึ่งมีเอกลักษณ์ของความบางพิเศษ เช่นเดียวกับบรรดานาฬิกาปลุกเตือน พร้อมด้วยความสามารถในการสำรองพลังงานได้นานถึง 8 วัน กระทั่งเข้าสู่จุดเปลี่ยนอย่างแท้จริง เมื่อเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 กับการปฏิวัติที่เกิดขึ้นกับโลกของการประดิษฐ์นาฬิกาที่พลิกไปสู่การประดิษฐ์นาฬิกาข้อมือ ที่มาพร้อมการสร้างสรรค์ซึ่งความท้าทายด้านความสวยงามและเทคนิคใหม่ พร้อมกับยืนยันด้วยการยื่นจดสิทธิบัตรในปี 1904 ให้กับนาฬิกาข้อมือรุ่นพิเศษ ที่ประกอบตัวเรือนด้วยแถบตัวเชื่อมสายซึ่งเคลื่อนไหวได้เพื่อความปลอดภัยในการใส่ และเพียงสี่ปีต่อมา ยังได้เปิดตัวนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกที่มาพร้อมฟังก์ชันปลุกเตือน กระทั่งออกสู่ตลาดในปี 1914
นาฬิกาข้อมือเรือนแรกพร้อมด้วยระบบปลุกเตือน เปิดตัวในปี 1914 
 
นับจากยุคของ ดร. รูดอล์ฟ ชิลด์-คอมทีส (Dr. Rudolf Schild-Comtesse) ได้สืบทอดกิจการ อีเทอร์นา ต่อจากลุงของเขาในปี 1932 บริษัทจึงได้แยกตัวออกเป็นสองชื่อ ระหว่างบริษัท ETA SA ผู้ผลิตกลไกนาฬิกา และ Eterna ซึ่งรับหน้าที่ในการผลิตนาฬิกาอันเที่ยงตรง ควบคู่กับการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ด้วยนโยบายใหม่ของแบรนด์ และการพัฒนาภาพการโฆษณาอย่างต่อเนื่องในระดับสากลเช่นกัน 
ชื่อเสียงของ อีเทอร์นา ในฐานะนักบุกเบิกบนเส้นทางการประดิษฐ์นาฬิกาตัวยงของวงการนั้น ยังรวมไปถึงการคิดค้นและจดสิทธิบัตรให้กับนวัตกรรมมากมาย หนึ่งในนั้น คือ ลูกรอกรองรับ (ball-bearing) ที่ติดตั้งกองบนโรเตอร์ ที่นับจากปี 1948 เป็นต้นมา เทคโนโลยีใหม่นี้ได้สร้างซึ่งมาตรฐานใหม่ให้กับนาฬิกาข้อมือจักรกลทั้งหมดในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง โดยนวัตกรรมสุดอัจฉริยะของ อีเทอร์นา นี้ประกอบด้วยลูกบอลขนาดจิ๋วห้าลูก ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแต่ละลูกเพียง 0.65 มิลลิเมตรเท่านั้น และนำมาใช้ในการแก้ปัญหาทั้งหมดของระบบโรเตอร์ที่เคยมี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเสียดสีและการสึกกร่อนให้เหลือน้อยที่สุด จึงลดอัตราความคลาดเคลื่อนในแง่ความเที่ยงตรงของนาฬิกาลงได้ และขณะเดียวกันก็ยืดอายุการใช้งานของกลไกได้เช่นกัน
ลูกรอกรองรับห้าชิ้นที่ Eterna คิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นในปี 1948 
 
จากการพัฒนาระบบโรเตอร์ด้วยลูกรอกรองรับนี้ อีเทอร์นา ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับการขึ้นลานอัตโนมัติ ซึ่ง ณ เวลานั้นถือเป็นกลไกหัวใจของอุตสาหกรรมนาฬิกา และยังคงเป็นกลไกที่ได้รับความนิยมจวบจนทุกวันนี้ ความสำเร็จครั้งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตัวของรุ่น อีเทอร์นา-เมติก (Eterna-Matic) ในปี 1948 กับความสำเร็จด้านเทคนิคมากมาย ตามมาด้วยรุ่น อีเทอร์นา-เมติก ดาโต 3000 (Eterna-Matic Dato 3000) ในอีกไม่กี่ปีถัดมา ในฐานะนาฬิกาข้อมือบางที่สุดในโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติพร้อมแสดงวันที่ 
นาฬิการุ่น Eterna-Matic เปิดตัวในปี 1948
 
เหล่าฮีโรผู้สืบทอดจิตวิญญาณของ อีเทอร์นา 
ชื่อของ อีเทอร์นา ยังคงแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมด้วยความทรงเกียรติในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาอันเที่ยงตรงแม่นยำและไว้วางใจเชื่อถือได้สูงสุดของอุตสาหกรรม กระทั่งการผจญภัยครั้งใหม่ของบริษัทได้เริ่มต้นขึ้นด้วยตำนานบทใหม่ของ คอนติกิ (KonTiki) ผลิตผลจากงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงออกแบบสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือที่สามารถกันน้ำได้ โดยปกป้องทั้งจากการแทรกซึมของน้ำ และอิทธิพลด้านลบที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งนำมาสู่การผลิตนาฬิกาข้อมือซีรีส์พิเศษด้วยจำนวนไม่มากนัก พร้อมคุณสมบัติพิเศษของการกันน้ำได้และทนทานสูง ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ยังได้ร่วมพิสูจน์ความสามารถไปพร้อมๆ กับเหล่านักสำรวจมากมายของยุค เช่นเดียวกับการจับมือกันระหว่าง อีเทอร์นา และเฮเยอร์ดาห์ล (Heyerdahl) นักสำรวจผู้รักความท้าทาย ซึ่งนั่นได้นำมาสู่การเปิดตัวนาฬิการะดับตำนาน อย่าง คอนติกิ ในปี 1958 และกลายเป็นต้นตำรับผลงานนาฬิกาสมรรถนะสูงจนถึงทุกวันนี้ ทั้งในแง่ของการเป็นอุปกรณ์กีฬาสุดขั้ว ความไว้วางใจเชื่อถือได้ ความเที่ยงตรง ความแข็งแกร่ง และความทนทานสูง
นาฬิการุ่น KonTiki เรือนแรกในปี 1958 
 
ใช่เพียงรสนิยมและความชอบของผู้ชายที่ อีเทอร์นา เอาใจใส่ เมื่อในปี 1930 แบรนด์ได้พัฒนาคอลเลกชันอันน่าประทับใจสำหรับสุภาพสตรีด้วยชื่อ ไดเวิร์ส บาแก็ตต์ (Diverse Baguette watches) ที่สะท้อนรสนิยมอันสง่างามของยุคสมัยและมีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของการประดิษฐ์จากนาฬิกาพกสู่นาฬิกาข้อมือ ณ ต้นศตวรรษที่ 20 เช่นกันกับสร้างชื่อเสียงด้วยการเป็นนาฬิกาข้อมือขนาดจิ๋ว ด้วยสัดส่วนที่ลดลงเหลือเพียง 7.25 x 22.5 มิลลิเมตรเท่านั้น นับเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งความสำเร็จในการผลิตนาฬิกาในจำนวนมาก (Mass production) ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ ก่อนจะส่งทอดคุณค่านี้มาสู่นาฬิกาสุภาพสตรีอีกหลากหลายรุ่นในแต่ละยุคสมัย ทั้งในปี 1958 กับการเปิดตัวของรุ่น อีเทอร์นา-เมติก โกลเดน ฮาร์ท (Eterna-Matic Golden Heart) ที่ติดตั้งด้วยกลไกอัตโนมัติเล็กที่สุดในโลก แต่ยังคงรับประกันได้ถึงความเที่ยงตรงอันล้ำเลิศที่ได้มาจากระบบขึ้นลานด้วยโรเตอร์และตุ้มถ่วงทำจากทอง 23 กะรัต 
นาฬิกาสุภาพสตรีรุ่น Eterna-Matic Golden Heart
 
เรือนเวลาที่เปรียบดั่งอัญมณีอันชวนหลงใหลนี้ยังเป็นที่ต้องใจของสองนักแสดงสาวชื่อดังของยุค อย่าง Gina Lollobrigida และ Brigitte Bardot ซึ่งต่อมาทั้งคู่ยังได้กลายเป็นแอมบาสซาเดอร์ของบริษัท ด้วยแคมเปญโฆษณามากมายตลอดยุคสมัยนั้น 
ภาพโฆษณานาฬิกาสุภาพสตรีรุ่น Eterna-Matic Golden Heart โดย Gina Lollobrigida ปี 1949
 
ยุค 1980s อีเทอร์นา ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นาฬิกาด้วยงานออกแบบที่เป็นต้นตำรับ แต่บรรจุไว้ซึ่งคุณสมบัติอันหลากหลาย ทั้งรุ่นควอตซ์ ที่กำลังได้รับความนิยมและสร้างสถิติจากรุ่น ลีเนีย มิวเซียม (Linea Museum quartz watch) ด้วยความบางพิเศษและบางที่สุดตลอดกาล ด้วยความหนาเพียง 0.98 มิลลิเมตร รวมถึงพัฒนาการด้านกลไกและคุณภาพความทนทานของนาฬิกา เช่น ชื่อเสียงของกลไกโครโนกราฟ Calibre 6036 และ Calibre 39 กลไกฐานที่สามารถเสริมคุณสมบัติได้อย่างหลากหลาย ซึ่งนาฬิกาแต่ละเรือนที่บรรจุด้วยหนึ่งในกลไกเหล่านี้จะปรากฏด้วยคำว่า ‘Eterna Manufacture’ ซึ่งหมายความว่าเป็นกลไกที่ออกแบบและผลิตขึ้นทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ภายในโรงงานของตนเอง
าฬิกาควอตซ์รุ่น Linea Museum ผู้สร้างสถิตินาฬิกาเรือนบางที่สุด ด้วยความหนาเพียง 0.98 มิลลิเมตร ในปี 1980 
กลไกจักรกลฐาน Calibre 39
 
ทว่า น้อยคนจะรู้ว่าชื่อ อีเทอร์นา นั้นแท้จริงแล้วเดินทางมาอย่างยาวนานนับกว่า 160 ปี เมื่อในปี 2016 ได้กลายเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 160 ปีของการก่อตั้งบริษัทและการบุกเบิกเส้นทางใหม่แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาด้วยนวัตกรรม ภายใต้งานออกแบบและชื่อเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ อีเทอร์นา 
Eterna ฉลองครบรอบ 160 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ เมื่อปี 2016
Eterna KonTiki Bronze Manufacture Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน ในปี 2017
 
และในวันนี้ แบรนด์ยังพร้อมที่จะเติมเต็มประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับเส้นทางสายบุกเบิกนี้อย่างไม่หยุดยั้ง เหมือนกับข้อความที่ว่า ‘Pioneers in Watchmaking since 1856’ ที่ยังคงประยุกต์ใช้จวบจนทุกวันนี้ พร้อมกับเหล่าทายาทเรือนเวลาที่เป็นดั่งฮีโรผู้สืบทอด   จิตวิญญาณของแบรนด์อย่างมั่นคงเสมอมา