x

จากความตื่นเต้นในราคาอันพลิกผันของ Bitcoins ขยับมาสู่กระบวนการเสนอขาย ICO ที่สร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจและนักลงทุน โลกดิจิทัลภายใต้เทคโนโลยี Blockchain ในวันนี้ ดูจะเต็มไปด้วยกระแสความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกราก และมีความท้าทายใหม่ๆ รอคอยอยู่
 
สำหรับประเทศไทย มิติใหม่ของวงการตลาดทุนเกิดขึ้นทันที เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีมติเห็นชอบแนวทางการกำกับดูแลการระดมทุน ด้วยวิธีการเสนอขายสินทรัพย์หรือเหรียญดิจิทัล (ICO) และ การประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย (Exchange) นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีสกุลเงินดิจิทัล 7 สกุล ประกอบด้วย Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar เป็นฐานในการซื้อขาย และคาดหมายว่าทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2561 
 
สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของกติกาดังกล่าว ทางสมาคมฟินเทคแห่งประเทศไทย โดย กรณ์ จาติกวณิช ร่วมกับ บริษัท ไอโครา จำกัด ที่ปรึกษาด้าน ICO จัดเปิดตัวหลักสูตร ‘CAR : Crypto Asset Revolution’ ขึ้นในทันที เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สำหรับการลงทุน Cryptocurrency และการระดมทุนผ่าน ICO ซึ่งจัดได้ว่าเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย และไม่น่าแปลกใจว่าหลักสูตรนี้จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มบุคคลในสาขาที่เกี่ยวข้อง
 
ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอโครา จำกัด หนึ่งในผู้บริหารหลักสูตรที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ เปิดใจกับ GM เพื่อสนทนาถึงความเป็นไปของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก Blockchain (หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นในอนาคต) ที่มาพร้อมกับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้ ในระดับที่ยากแก่การคาดหมายล่วงหน้า 
 
นวัตกรรมนี้ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่เธอพร้อมจะเรียนรู้ อย่างที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเบื้องหน้า
 
“เราคิดว่าตัวเองเป็น Learner คือพร้อมที่จะเรียนรู้ จากที่ไม่เคยรู้มาก่อน คือพร้อมที่จะไปหา โดยที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าคืออะไร เป้าหมายไม่ต้องชัดก็ได้ เดี๋ยวทำให้ชัดเอง เช่น สมมุติมีคนสั่งงานเรา ไม่ต้องบอกชัดมากก็ได้ แค่บอกว่าอยากได้ประมาณไหน เดี๋ยวทำออกมาเอง เพราะเราต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่ามันคืออะไร”
 
ด้วยดีกรีดอกเตอร์ด้านวิศวกรรมอุตสาหการ จาก University of Wisconsin-Medison สหรัฐอเมริกา, เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะมาผ่านงานวิจัยที่ C Asean การดี จัดเป็นหญิงสาวสวยแกร่งในโลกวิชาการ วันนี้ เธอกำลังดิ่งลึกลงสู่ความรู้ในเรื่อง Blockchain และกำลังมีภารกิจปั้น ICO ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาโดยเร็ว
 
นี่คือบุคคลที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่เราอยากชวนคุณไปร่วมพูดคุยกับเธอ

 

 

GM : จากวิธีการ Barter Trade ด้วยสิ่งของแบบโบราณ มาถึงธนบัตรที่เป็นสื่อกลาง วันนี้เรากำลังมี Cryptocurrency คุณมองอนาคตการแลกเปลี่ยนมูลค่าต่างๆ ของคนทั้งโลกอย่างไร
 
การดี : ท้ายที่สุดแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตเราจะกลับไปสู่การ Barter แบบดิจิทัล อย่างเมื่อก่อนเราต้องพบเจอและแลกเปลี่ยนกันด้วยระบบหนี้หรือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าใกล้เคียง แต่สุดท้ายจากที่ดิฉันทำวิจัยมา มองว่าเมื่อมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ มันอาจจะกลับไปสู่การแลกเปลี่ยนในรูปแบบคล้ายเดิม แต่เป็น Digitally Barter ที่ไม่ต้องมีตัวกลางในการแลกเปลี่ยน
 
เมื่อถึงจุดนี้ก็จะมีคนตั้งคำถามว่า Disruptor ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Airbnb หรือ Sharing Economy ทั้งหลาย ที่มีแพลตฟอร์มตัวกลางให้เราเอาสินทรัพย์ที่มีไปสร้างมูลค่า เขาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็อาจต้องใช้คำว่า ‘The disruptor assumed to be disrupted’ หมายถึง คนที่ Disrupt คนอื่น ก็จะโดน Disrupt อีกรอบโดยการกระจายการพัฒนาของ Blockchain 
 
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ Airbnb ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตัวกลางที่คนเข้ามาดูแลกเปลี่ยนกันบนเว็บไซต์ แล้วเขาก็เก็บค่าธรรมเนียมไป แต่วันนี้มี Startup รุ่นใหม่ที่ทำให้เราสามารถ Barter กันได้ แบบ Peer to Peer ซึ่งเราอาจไม่ต้องแลกเปลี่ยนบ้านกับบ้าน แต่อาจจะเป็นรองเท้าที่ไม่ได้ใช้กับบ้านที่มี คือเราสามารถเอามูลค่ามาแลกและใช้แทนกันได้เลย เป็นต้น เพราะฉะนั้น เรากำลังจะเห็นยุคที่ 2 ของการเติบโตของ Startup ใน Sharing Economy Blockchain  
 
อย่างไรก็ตาม Disruptor ทั้งหลาย เขาก็ต้องมีการปรับตัว และนำระบบ Blockchain เข้ามาใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น ทุกวันนี้ ผู้ใช้ Airbnb จะต้องส่ง Bitcoin มาเพื่อปลดล็อกประตูบ้าน หรือแม้แต่เรื่องสุขภาพของเรา ในประเทศไทย มี Startup ที่กำลังทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลบางแห่ง และ Startup ประเทศสิงคโปร์ สาเหตุที่ทำเพราะเมื่อก่อน ข้อมูลสุขภาพของเราจะอยู่ที่โรงพยาบาลทั้งหมด จะใช้ก็ต้องไปขอ ทั้งๆ ที่มันเป็นของเรา แต่เขาสามารถไปหารายได้ด้วยการขายข้อมูลไปสู่บริษัทเกี่ยวกับยาหรืออื่นๆ ได้ 
 
คำถามคือเราเป็นเจ้าของข้อมูล ทำไมจึงไม่ได้ส่วนแบ่งตรงนั้น ดังนั้น ทุกวันนี้จึงมี Startup ของทั้งประเทศไทยและสิงคโปร์ที่สร้าง Blockchain ที่ทำให้เราสามารถเลือกได้ว่า เราจะนำข้อมูลสุขภาพเข้าไปในระบบหรือไม่ ถ้านำเข้าไปในระบบ เราก็จะได้ค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ
 
GM : ช่วงเริ่มต้นของ Bitcoin ในสหรัฐอเมริกา มีวิวาทะมากมาย แม้กระทั่งการจับกุมคนผู้กระทำผิด จนเริ่มมีกฎเกณฑ์ที่ลงตัวในช่วงหลัง บทเรียนของสหรัฐฯ นำมาปรับใช้กับประเทศไทยอย่างไร
 
การดี : Bitcoin เป็นเพียงหนึ่งในหลายปลายทางของการพัฒนา Blockchain แต่ยังมีคนที่สับสนระหว่างสองสิ่งนี้ ปัญหาของกฎหมายทั่วโลกคล้ายคลึงกัน เพราะมองเห็นแต่ปลายทาง คือคำว่า Bitcoin หรือ Cryptocurrency เท่านั้น ดังนั้น ที่ดิฉันสนใจเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะ Bitcoin ราคาสูง แล้วเราจะรวยเร็ว แต่สนใจ เพราะนี่เป็นวิธีที่เราจะเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจใหม่ทั้งหมด ในแง่ที่คนธรรมดาอย่างเราสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจนั้นๆ ได้ 
 
อย่างเมื่อก่อน เรามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งในแต่ละปีเราก็จะนั่งอยู่เฉยๆ อาจจะมีไปโหวตกับเขาสัก 1 ครั้งต่อปี แต่ปัจจุบัน เราจะเป็นผู้ถือหุ้นที่มีบทบาทอยู่ในธุรกิจของเขา และสามารถเลือกได้ว่าจะมีส่วนร่วมหรือไม่ หากมีส่วนร่วมก็จะได้ค่าตอบแทนกลับมา และด้วยรูปแบบที่หลากหลาย อาจจะเป็นเงิน หรือค่าบริการอื่นๆ ดิฉันมองว่าทุกวันนี้ มันเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมๆ จากที่เราต้องมีตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร หรือโบรกเกอร์ กลายเป็นว่ากลุ่มธุรกิจสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบใหม่ โดยใช้แนวคิดของการกระจาย Tokenization
 
GM : แล้วนวัตกรรมเหล่านี้ควรจะมีหลักเกณฑ์ควบคุมด้วยหรือไม่อย่างไร
 
การดี : ควรจะถูกควบคุม แต่ไม่ควรจะถูกควบคุมในลักษณะของตลาดทุน เพราะตลาดทุนคือการระดมทุน แต่ ICO คือการระดมทุนที่ให้ความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วมกับโมเดลธุรกิจมากกว่า 
 
จริงๆ คนที่ควรจะมาขับเคลื่อนและเรียนเรื่องนี้ น่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ตอนนี้อาจจะคิดว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว คือเรื่องของโมเดลธุรกิจ
 
GM : เปรียบเทียบความก้าวหน้าด้าน Crypto Asset ของไทยกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างไร
 
การดี : จริงๆ กฎหมายเรื่อง Digital Asset ของประเทศไทยไปเร็วมาก จะว่าไปแล้ว เราเป็นกรณีศึกษาของโลกเหมือนกัน เพราะเรายอมรับในเรื่อง ICO หรือ Crypto Asset แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเป็นสถานที่ที่น่าเข้ามาลงทุน ดิฉันเพิ่งมีโอกาสไปรัสเซียมา คนรัสเซียบอกว่า เรา Advance มากๆ เพราะสามารถทำ ICO ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในประเทศเขา ยังต้องหลบซ่อนกันอยู่ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็มองในด้านดีว่า มันเป็นที่ยอมรับ แต่ด้านที่ต้องแก้ไข ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราทุกคนคือ ไม่มีใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือรู้เรื่องทั้งหมด 
 
ตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีคนติดตามเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมไปถึงแค่ไหน และหวังว่าเขาน่าจะเป็นกลุ่มคนที่สามารถมาช่วยปรับให้กฎหมายที่ออกมาแล้ว หรือกำลังจะออกตอบสนองกับอนาคตได้จริง ไม่ใช่เป็นการตอบสนองกับหลักการในอดีต ตั้งแต่วันเริ่มมีตลาดหลักทรัพย์
 
ทุกวันนี้ จะบอกว่าใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บอกได้ยาก เพราะสุดท้ายเรื่องราวต่างๆ ทั้งการพัฒนา Blockchain หรือ Cryptocurrency เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ดังนั้น อยู่ที่ว่าเราจะเริ่มต้นศึกษาวันแรกเมื่อไหร่ มันไม่มีคำว่าสายเกินไป ดังนั้น จะบอกว่าผู้กำหนดนโยบายหัวเก่าก็ไม่ใช่ เพราะผู้กำหนดนโยบายรุ่นใหม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้เยอะมาก เพียงแต่เรื่องการออกตัวบทกฎหมายจะต้องมีการอ้างอิงถึงหลักการ แต่หลักการบางหลักการ มันถูกผลิตออกมาเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่ตรงตามสมัย 
 
GM : ถึงตอนนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายของผู้ประกอบการที่ต้องการออก ICO ของตัวเอง เพราะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย
 
การดี : กฎระเบียบตอนนี้ จะทำให้ ICO ที่ออกมา ต้องผ่านกระบวนการที่ดูเรื่องความเป็นไปได้ของธุรกิจ เพราะฉะนั้น เชื่อได้ว่าเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี และไม่ได้เป็นไปในลักษณะของการฉ้อโกง ซึ่งเป็นข้อดี แต่ความท้าทายของผู้ประกอบการที่ต้องการออก ICO  ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย คือเรื่องต้นทุนที่ค่อนข้างแพง เพราะมีขั้นตอนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งกระบวนการตรวจสอบเรื่องเทคโนโลยี เรื่อง Smart Contract หรือกระบวนการต่างๆ (ในอดีต จะมีแค่ค่าการตลาด คือการทำให้คนรู้จักผ่านโลกออนไลน์ แต่เดี๋ยวนี้ต้องมีการตรวจสอบระหว่างทาง ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเป็นหลักล้านบาท ในหลายกรณี ประมาณ 2-3 ล้านบาทขึ้นไป)
 
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากขั้นตอนที่เป็นกระบวนการภาคบังคับนี้ด้วย ส่วนการขอ ICO ในสมัยก่อนที่ไม่ใช่ขั้นตอนภาคบังคับก็มีข้อเสีย คือมันจะเป็นระบบแบบ ‘ใครเร็ว-ใครได้’ แต่ไม่มีการการันตีว่า ธุรกิจนั้นไม่ฉ้อโกง เพราะฉะนั้น จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างสองฝั่ง เพื่อทำให้ ICO ที่อยู่ในตลาด ดูขาวสะอาด มีคุณภาพ เชื่อถือได้ 
 
ICO ตอนเริ่มต้น เหมือนเป็นทางเลือกในการลงทุนของกลุ่ม Startup แต่ทุกวันนี้ ราคาค่าดำเนินการกลับแพงเกินไปสำหรับ Startup ดังนั้น คนที่มีทรัพยากร ทั้งเงิน คน เวลา ก็น่าจะเป็นกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่ตั้งบริษัทลูกขึ้นมา หรือบริษัทที่มีขนาดใหญ่แล้ว แต่ต้องการจะรอเข้า IPO (Initial Public Offering) เลยมาทำ ICO ก่อน เพื่อสร้างโปรเจกต์ใหม่ ดังนั้น เราคงต้องมาดูว่า ถ้ารัฐบาลต้องการจะสนับสนุนกลุ่ม Startup จริงๆ ICO จะเป็นวิธีการหนึ่งในการระดมทุนแบบใหม่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของบุคคลรายย่อย
 
GM : การที่บริษัทออก ICO แล้วมูลค่าเพิ่มขึ้น ในบางกรณีเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า นั่นก็ดูคุ้มค่าที่จะทำไม่ใช่หรือ
 
การดี : แต่วันที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 50 เท่า บริษัทอาจจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมากนักกับราคานั้น นอกจากจะถือหุ้นของตัวเองไว้ เอาไว้ปั่นราคาขึ้น-ลง เพราะวันที่เขาได้ระดมทุน คือวันที่เขาจำหน่าย Tokens หรือ Digital Tokens ของเขาออกไปจนหมด ดังนั้นเงินทุนเขาก็ได้เท่าเดิม จึงต้องทำให้มีคำสั่งเรื่องโครงสร้างของ ICO เพราะเราต้องเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อทำกำไร เมื่อราคาขึ้น หรือเข้าไปพยุงกำไรเมื่อราคาลง
 
GM : ด้วยการซื้อขายที่ไม่มีพรมแดน โฉมหน้าการระดมทุนที่เปลี่ยนแปลงไป คุณคิดว่า IPO ยังจำเป็นหรือไม่ แล้วอนาคตตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ในเมื่อคนสามารถระดมทุนผ่านทาง ICO 
 
การดี : ถ้าเรามองในแง่ประโยชน์ของประเทศไทย มันคือวิธีการได้มาซึ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือที่เราเรียกว่า Foreign Direct Investment (FDI) ซึ่งก่อนหน้านี้ ต้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบัน นักลงทุนๆ หนึ่งสามารถลงทุน SME ในบริษัทในประเทศไทยได้ เราสามารถมีนักลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการลงทุนที่มีระยะเวลานานมากๆ นำไปสู่คำตอบของคำถามเมื่อครู่ว่า มี ICO แล้ว IPO มันจะอยู่อย่างไร 
 
สิ่งที่เชื่อมาตลอดคือ ICO ไม่ได้มาแทนที่ IPO แต่ว่ามันเป็นทางเลือกในแง่ของการเริ่มต้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าหลายธุรกิจที่ ICORA เป็นที่ปรึกษานั้น ปลายทางเขาคือ IPO แต่วันนี้เขาต้องการระดมทุนเพื่อสร้างโปรเจกต์หรือขยายกิจการก่อน ดังนั้น เขาจึงเลือก ICO มาทำก่อน เพื่อเป็นขั้นบันไดที่นำเขาไปสู่ IPO โดยที่ไม่เสียความเป็นเจ้าของ เพราะการลงทุนแบบ Venture Capital (VC) มันเสี่ยงต่อการเสียความเป็นเจ้าของ เพราะถูกซื้อหุ้นไปหมด เพราะฉะนั้น ICO จึงเป็นทางออกที่ทำให้เขาระดมทุนได้ และยังทำธุรกิจของตัวเองได้อยู่
 
GM : นักลงทุนในตลาดหุ้นได้ประโยชน์จากเงินปันผลและขายหุ้นเพื่อทำกำไรได้ แล้วถ้าเป็นกรณีของ ICO คนที่ซื้อ Digital Currency เหล่านี้ เขาหวังหรือต้องการอะไร
 
การดี : อันดับแรกคือเรื่องการทำกำไรเหมือนกัน ถ้าเป็น ICO ดีๆ เขาจะมีรอบ Presale ก่อนที่จะเข้าสู่รอบ Public Round เพราะเชื่อว่าถ้าอันนี้ดี เดี๋ยวกำไรก็จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเคสที่ประสบความสำเร็จทั่วไปก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ 
 
แต่ไม่ได้หมายความว่า การได้รับส่วนแบ่งจากกำไรจะสู้ IPO ไม่ได้ เพราะถึงแม้เราไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิในการโหวต แต่เราได้ส่วนแบ่งจากธุรกิจของเขาในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่แตกต่างกันออกไป พูดง่ายๆ คือ IPO เราถือหุ้นแล้วก็รอรับเงินปันผล แต่ ICO สามารถดีไซน์ได้ว่า วันนี้จะเป็น Utility Tokens เช่น ถ้าลงทุนรถราคาตลาด 3 ล้าน แต่วันนี้คุณสามารถซื้อ Tokens ได้ในราคาแค่หนึ่งแสนบาท อย่างนี้ คือได้กำไรแน่นอน หรือถ้าเป็น Security Tokens จะเป็นลักษณะของหลักทรัพย์ คือหน่วยของ Tokens ที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจของเขา เมื่อเขาได้กำไรจากโปรเจกต์นั้น เขาก็จะแบ่งออกมา มันก็จะมาในลักษณะเดียวกันกับ IPO เพียงแต่ไม่มีสิทธิในการโหวต
 
GM : คอนเซปต์ Decentralize ของ Blockchain ในอีกด้านหนึ่ง ได้สร้างอาชีพใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่
 
การดี : ทุกวันนี้ มีอาชีพใหม่เยอะมาก จริงๆ ICO Advisory ถือเป็นอาชีพใหม่อย่างหนึ่ง ถ้าเราพูดถึงในแง่ของ Technology เช่น กลุ่มที่พัฒนา Blockchain หรือพัฒนา Smart Contract เป็นกลุ่มอาชีพใหม่ที่ประเทศไทยมีความต้องการสูงมาก มีจำนวนน้อยมาก อีกกลุ่มอาชีพหนึ่ง คือคนที่จะมาตรวจสอบว่า มันเป็นไปตามระบบหรือไม่ ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงธุรกิจด้วย ฉะนั้น เราสามารถนำทักษะที่เรามี มาปรับให้เข้ากับโลกใหม่ได้เช่นเดียวกัน ขณะที่ CAR (Crypto Asset Revolution) เขาก็มีการตั้งหน่วยย่อยใหม่ เช่น หน่วย Fintech (Financial Technology) หรือหน่วย ICO โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น เขาก็มีการปรับตัวด้วยเช่นเดียวกัน 
 
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเสริม คือเรื่องการพัฒนาธุรกิจ ถ้ามองจากทิศทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในวันนี้ ทั้งเรื่องสุขภาพ หรืออสังหาริมทรัพย์ เขาก็มีแนวคิดว่าปลายทางเขาจะเป็น Fintech สุดท้ายแล้ว เมื่อเราลงทุนอะไรสักอย่าง เราก็ต้องการสร้างมูลค่าให้กับสิ่งๆ นั้นได้ โดยไม่ใช่แค่การขายให้นายหน้า หรือตัวแทนต่างๆ เท่านั้น แต่เราอาจจะสามารถคิดวิธีอื่นๆ ที่จะสร้างมูลค่าให้กับสินทรัพย์ของเราได้ 
 
ดิฉันคิดว่าทุกอย่างที่เรากำลังทำอยู่ในโลกทุกวันนี้ สามารถสร้างรายได้จากธุรกิจของตัวเองได้ และมีการนำ Fintech เข้ามา ดังนั้น จึงมองว่า Fintech มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม
 
GM : คุณพูดถึงบทบาทผู้เล่นที่มีจำนวนน้อยทำให้มูลค่าเหวี่ยง แต่ถ้ามีผู้เล่นจำนวนมากขึ้น มูลค่าจะมั่นคงมากขึ้นหรือ
 
การดี : นั่นเป็นความหวังในเชิงทฤษฎีเลยว่า เมื่อมีผู้เล่นมากขึ้น การที่คนคนหนึ่ง หรือคนบางกลุ่มที่เขามีอิทธิพลต่อตลาด มันจะน้อยลงไป อิทธิพลในคงยังมี แต่ Impact มันจะน้อยลง เพราะที่ผ่านมา มีสถิติเยอะมาก คนที่มี Cryptocurrency หลักเหล่านี้ มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
 
ตอนนี้ทุกคนต้องทำความเข้าใจเรื่องความผันผวน เพราะเกี่ยวข้องกับ Demand Supply ล้วนๆ และตลาดยังอยู่ในช่วงที่อ่อนเยาว์ ยังต้องการสร้างประสบการณ์ และต้องการสร้างผู้เล่นมือใหม่ๆ วันนี้คนที่ถือ Crypto ที่มีมูลค่ามหาศาลอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คนเท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงสวิงขึ้นไป-มา เพราะฉะนั้น หากเราจะปรับระบบเศรษฐกิจนี้ การที่มีจำนวนผู้เล่นเข้ามาเยอะๆ มีผู้เล่นเป็นคนกลุ่มใหญ่ จะสามารถทำให้สิ่งที่เราเคยเห็นว่าสวิงเยอะๆ มีความมั่นคงมากขึ้น และมีการสร้าง การพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น
 
GM : นอกจากเรื่องการทำธุรกิจแล้ว บรรดาชุมชนหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือที่เป็น Social Enterprise มีโอกาสจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ไหม
 
การดี :  มีมากเลยค่ะ จริงๆ ส่วนใหญ่คนมักจะมองไปในเรื่องการระดมทุน แต่เรากำลังมองหาเรื่องการใช้แนวคิดมีส่วนร่วมมาจากโลกตลาดทุน ทีนี้ ในเรื่องผลกระทบต่อสังคม Tokens ของเรา คือการตีมูลค่าที่สามารถตีได้หลากหลาย ตีมูลค่าจากความดีของคนก็ได้ จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ได้ จากเมื่อก่อนบอกว่า ถ้าโรงงานมีระบบนี้จะได้ลดภาษี ซึ่งเป็นลักษณะของ Centralize แต่ถ้าเป็นระบบที่กระจายตัว การทำความดีหรือการสร้างผลกระทบในทางบวกต่อสังคม สามารถสร้างเป็นมูลค่าขององค์กรหรือตัวเราเองได้ง่ายๆ 
 
เหมือนตอนสมัยเรียน เรามีคะแนนจิตพิสัย แล้วทำไมวันนี้ เราเป็นประชาชน เรารู้แต่ว่าคนชั่วมันไม่เข้าคุก แต่ทำไมคนดีถึงไม่ได้ผลตอบแทน ตอนนี้ในประเทศจีนมีเครื่องมือที่จะบอกได้เลยว่า คนไหนมีคะแนนดี ก็จะสามารถนั่งรถไฟและรถเมล์ได้ฟรี แต่คนที่มีประวัติไม่ดี คุณจะต้องเสียเงิน เพราะฉะนั้น แนวคิดแบบนี้มันจะเข้ามาสู่สังคม และชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น
 
GM : อันนี้คงขึ้นอยู่กับว่า แล้วใครจะเป็นคนให้คะแนน
 
การดี : จริงๆ เราเคยมีแนวคิดว่า ถ้าเราเอาระดับประเทศคงยาก สิ่งที่สามารถทำได้ คือในออฟฟิศ โรงงาน หมู่บ้าน คอนโดฯ ชุมชน หรือสังคมที่มีระบบปิด สามารถสร้าง Private Blockchain หรือระบบที่มีการรวมกลุ่มของข้อมูลและกระจายมูลค่าขึ้นมาได้ จริงๆ ก็สนใจเรื่องนี้มาก เพราะทำงานวิจัยเรื่องนี้มาประมาณ 4 ปี เป็นงานวิจัยที่เราทำเรื่อง Future Foresight แล้วเราเห็นแพตเทิร์นนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เป็นการมองภาพอนาคตว่า ในอีก 40-50 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แล้วทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เราคาดการณ์มาตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว มันเกิดขึ้นจริงๆ และหลายอย่างมันเกิดเร็วกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ จึงทำให้เราอินมากๆ อย่างเรื่องการให้คะแนนในสังคม หรือเรื่อง Social Tokenization เราก็มองกันไว้ว่าอีก 10 ปี จะมีแน่ๆ แต่พอผ่านไป 3 ปี ก็มีการนำมาใช้ในบางที่แล้ว
 
GM :  พูดถึงหลักสูตร CAR อยากให้เล่ากระบวนการเบื้องหลังว่า ทำอย่างไรถึงสามารถดึงเอาวิทยากรและผู้สนใจกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ ให้มามีส่วนร่วมด้วยกันได้
 
การดี : วิทยากรเริ่มจาก Community เล็กๆ ของพวกเรา ที่มีความรู้สึกว่าเราศึกษากันและเจอกันบ่อยครั้ง แต่ละคนก็มีประสบการณ์ที่หลากหลาย หลายท่านเป็นคนที่มีบทบาทจริงในการกำกับดูแล ออกกฎระเบียบ หรือเป็นที่ปรึกษา จึงมานั่งคุยกันว่า ถ้ามีแนวคิดแบบนี้เราร่วมกันไหม ทุกคนก็ตกลงเพราะมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน 
 
ก่อนหน้านี้ Community Crypto ค่อนข้างกระจัดกระจายมาก ซึ่งเราในฐานะคนที่ต้องขับเคลื่อนประเทศหรือสังคม ก็ไปคุยกับแต่ละคน แล้วก็เชิญเขามาทำด้วยกัน ทุกคนเห็นถึงความสำคัญ เพราะฉะนั้น จึงเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งวิทยากรและผู้เรียน ผู้เรียนที่อายุน้อยที่สุด น่าจะต่ำกว่า 25 สูงสุดก็น่าจะอายุ 70 ปีขึ้นไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของคนกลุ่มนี้ คือ ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ และรู้สึกตื่นเต้นกับการพัฒนาของ Crypto Asset
 
จริงๆ คอร์สนี้ เรามองไปในกลุ่มคน 5 กลุ่มหลักด้วยกัน กลุ่มแรกคือผู้ประกอบการที่ต้องการอยากจะออก ICO สองคือกลุ่มนักลงทุน ซึ่งอย่ามองว่านักลงทุนกับ Stock Market ต้องเป็นคนมีอายุเท่านั้น เพราะเรากำลังพูดถึงเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาสำรวจตลาดด้วย ซึ่งเราไม่อยากให้เขาต้องล้มเหลว จากการนำเงินของพ่อแม่มาลงทุน ดังนั้นเราจึงเปิดกว้าง มันอยู่ที่ว่า เขามีความสนใจหรือเปล่า อาจจะเป็นน้องๆ ที่สนใจในเรื่อง Crypto อยู่แล้ว อายุ 18-25 ไม่เคยลงทุนใน Stock Market มาก่อน ก็มาร่วมแชร์ความรู้ซึ่งกันและกัน วันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญ มันไม่เกี่ยวว่าเราอายุเท่าไหร่ แต่มันอยู่ที่ว่าเราเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้พร้อมกันหรือเปล่า เพราะสุดท้ายโลกของวันข้างหน้ามันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรวยกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่าใครจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าใครมากกว่า
 
กลุ่มที่สาม ที่ขาดไม่ได้ คือกลุ่มภาคการศึกษา เพราะเขาต้องนำข้อมูลไปสอนต่อ กลุ่มที่สี่คือสื่อที่จะเป็นคนเผยแพร่ข้อมูลต่อไปในวงกว้าง และกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งคน 5 กลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มที่ตอนทำงานอาจจะไม่ได้คุยกันเลยก็ได้ แต่วันนี้เรากำลังจะมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะมีแนวคิดและเห็นภาพเป็นภาพเดียวกันหรือไปในแนวเดียวกัน
 
การที่เราได้รับเกียรติจากผู้กำหนดนโยบายมาเรียนด้วย ถือเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะทุกวันนี้อย่างที่บอกว่า เราอยู่ในโลกที่ Decentralize เราอยู่ในโลกที่มีการกระจายเรื่องความคิด อำนาจ หรือแม้แต่การเข้าถึงในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การที่มีผู้กำหนดนโยบายมาเรียนด้วย ทำให้เราศึกษาไปพร้อมกันว่า โลกของเทคโนโลยีจะพาเราไปถึงจุดๆ ไหน เพราะถ้าย้อนกลับไปสุดท้ายสิ่งที่ดิฉันเข้าใจในเรื่องการพัฒนาของ Blockchain คือแม้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนชื่อไป Blockchain อาจจะกลายเป็นชื่อที่เชยมาก แต่แนวคิด Decentralize และ Distribute จะเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นกับโลก 
 
เพราะฉะนั้น นี่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้น ถ้ามองเป็น Curve ของอุตสาหกรรม เราเพิ่งอยู่ตรงนี้เอง แล้วเราจะพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น หากเรามีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เราออกกฎหมายคนละฟากคนละฝั่ง จะทำให้ประเทศของเราสูญเสียโอกาส ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบนี้คงไม่เกิดบ่อยนัก เราโชคดีที่ได้เกิดในยุคนี้ ได้ผ่านทั้งยุคอินเทอร์เน็ต และยุค Blockchain
 
GM : หลังจากนี้ คิดว่าหน่วยงานหรือสถาบันไหน จะโดน Disrupt มากที่สุด
 
การดี : อันดับแรก คือ สถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งคงรู้ตัวมานานแล้วว่ากำลังโดน Disrupt รองลงมาคิดว่าเป็นกลุ่มของเรื่องสุขภาพ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ระบบของโรงพยาบาล ที่มีความ Centralize มากๆ ซึ่งในขณะที่เริ่มมีกลุ่ม Startup ที่ทำงานร่วมกับภาครัฐ ในเรื่องระบบประกันสุขภาพ ที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเดิมเท่านั้น หรือที่ยกตัวอย่างไปแล้ว เรื่องข้อมูลสุขภาพที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวคนไข้ได้เอง และอันดับที่ สามคือภาครัฐ เพราะด้วยระบบ Decentralize เขาจะมีขนาดที่เล็กลง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความสำคัญน้อยลง 
 
ตัวอย่างเช่น หน่วยงานในรัฐชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีลักษณะคล้ายกรมที่ดินของประเทศไทย เขานำระบบ Blockchain มาใช้ในการจัดการข้อมูลเอกสารต่างๆ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลา ประหยัดทรัพยากรบุคคลได้มาก ทั้งยังทำให้กระบวนการนั้นมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น หรือถ้าจะให้ล้ำหน้าไปกว่านั้น มีคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อระบบ Blockchain สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ มูลค่าหนึ่งของเราในฐานะประชาชนคือเสียงโหวต เพราะฉะนั้น ถ้ามันมีประสิทธิภาพมากๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนหรือตัวกลาง อย่าง ส.ส. ก็ได้ เพราะเราก็สามารถโหวตหรือแสดงความคิดเห็นของเราเองโดยตรงได้เหมือนกัน ทั้งนี้ การเกิด Blockchain มันจะทำให้เกิดสภาพสังคมใหม่ๆ ซึ่งเราก็ยังนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นอย่างไร คงต้องใช้เวลา แต่ถ้ากฎหมายไม่ขวางมาก มันก็น่าจะพัฒนาไปได้เร็ว
 
GM : หาก Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาตลอดเวลา ตอนนี้เราอยู่ในจังหวะก้าวที่เท่าไหร่
 
การดี : อยู่ใน Step ที่ 1 หรือ 2 ของ Blockchain เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า ยิ่ง Blockchain เยอะ มีคนเข้ามาเป็น Node ต่างๆ เยอะ ความน่าเชื่อถือมันก็จะสูง และขณะเดียวกันก็ใช้ทรัพยากรเวลา และพลังงานในการตรวจพิสูจน์ทราบ เช่นเดียวกัน ดิฉันมีโอกาสได้คุยกับ Startup จากแคนาดา เขาบอกว่าเขากำลังพัฒนา Blockchain รุ่นใหม่ เช่น Hashgraph หรืออื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเยอะ แต่ตัดเป็นส่วนที่สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง 
 
ดังนั้น ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ให้อ้างอิงคำว่า Centralize และ Decentralize แต่ระบบที่เรากำลังพูดถึง คือเรื่อง Distribute หรือการกระจายตัว เพราะในอีก 5 ปี คำว่า Blockchain อาจเป็นคำที่เชยมาก แต่แนวคิดของ Distributed จะยังคงอยู่
 
GM : คุณมีหมวกหลายใบ เคยเป็นทั้งพิธีกรรายการทีวี และสอนหนังสือ เคยคิดว่าในชีวิตตัวเองจะผันมาทำงานด้านนี้ไหม 
 
การดี : จริงๆ CAR เป็นงานที่มีความเป็นครูผสมอยู่ ถามว่าจะผันมาทำงานในเรื่อง ICO ตรงนี้ไหม เอาจริงๆ ตอนนั้นอาจจะยังไม่เห็นภาพ เพราะสายงานที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก คือเราทำงานเป็นนักวิจัย ในขณะเดียวกันก็ทำ ICORA คือทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ส่วน CAR คือการเอาอาชีพความเป็นครูเข้ามา มาผนวกแล้วก็ออกแบบ 
 
การมาเป็นครู ไม่ได้หมายความว่า เรารู้ทั้งหมด แต่เป็นการที่เรารู้ว่าตัวเองอยากรู้อะไร แล้วมาร่วมเรียนด้วยกัน ดังนั้น ความเป็นตัวตนของเรายังอยู่เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเรื่องราวไปเท่านั้น แต่จริงๆ ดิฉันจบปริญญาเอกมาจากสายวิศวกรรม เพราะฉะนั้น การกระโดดเข้ามาทำเรื่อง Blockchain หรือการเปลี่ยนเข้ามาของ Blockchain บน AI (Artificial Intelligent) ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย
 
GM : อะไรทำให้คุณรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้
 
การดี : เพราะว่ามันเป็นเรื่องใหม่ และเราจะมีความสุขมากๆ กับการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในทุกวัน และได้ไปเล่าให้คนฟังว่าวันนี้เรารู้มา แล้วคนสนใจ มันทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ ให้ไปหาความรู้มาใหม่ แล้วเดี๋ยวมาเล่าให้นักเรียนฟังอีก คือเราไม่ชอบทำงานที่เป็น Routine หรืองานที่รู้แล้ว มันจะจบอย่างไร เพราะมันไม่สนุก แต่สำหรับ ICO พูดตรงๆ ว่าไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร เราได้แต่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ จึงมีความน่าสนใจและน่าติดตามอย่างมาก 

 

 

ทำไมต้องเป็น ICORA
 
ตอนเป็นอาจารย์ได้ทำวิจัยเรื่อง Future Foresight คือการมองไปในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่เห็นต่อเนื่องมาโดยตลอด คือการเติบโตของ Digital Asset จึงเป็นที่มาของความสนใจในเรื่องเทคโนโลยี Blockchain โดยตรง ICORA เป็นส่วนที่ทำให้เรามีโอกาสมองเห็นเทคโนโลยีแบบใหม่ รวมถึงการออกแบบ Blockchain ที่ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเรียนมาก่อนในรั้วมหาวิทยาลัย จึงต้องมาเรียนเองทั้งหมด
 
ICORA เป็นที่ปรึกษาในเรื่อง ICO (Initial Coin Offering) เพราะฉะนั้น เราต้องมีการสร้างทั้ง Demand และ Supply คนที่อยากทำ ICO มีมากแล้ว แต่คนที่มีความรู้ที่จะลงทุนเรื่อง ICO ยังมีจำกัด จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราควรจะมีบทบาทในการสร้าง Community รูปแบบใหม่ 
 
ว่าด้วย Blockchain 
 
คำถามว่า Blockchain คืออะไร ก็เหมือนคำถามถึงอินเทอร์เน็ต ที่ทุกคนไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ทุกคนใช้งานมันตลอดเวลาตั้งแต่เช้ายันหลับ เพราะฉะนั้น Blockchain ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน 
 
เราอาจจะไม่ต้องเข้าใจการเขียน Code การทำ Layer Blockchain Protocal หรืออะไรต่างๆ ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิคทั้งสิ้น แต่เราต้องทราบว่าความเปลี่ยนแปลงหรือความเป็นไปได้ในแง่ของเศรษฐกิจคืออะไร เราในฐานะผู้ใช้ต้องเข้าใจตรงนั้นในเบื้องต้น เพราะฉะนั้น ทุกคนอาจจะไม่ต้องเข้าใจเหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องให้แต่ละคนเข้าใจเท่าๆ กัน แต่การใช้และเห็นความสำคัญไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องสำคัญกว่า 
 
นอกจาก ICO แล้ว Blockchain ยังทำอะไรได้มากมายมหาศาล ถ้าจะให้พูดสรุปสั้นๆ พูดถึงพัฒนาการของการใช้เงิน ตั้งแต่การแลกเปลี่ยน จนมาใช้ หอย ทอง ธนบัตร บัตรเครดิต Mobile Banking จนกระทั่งถึง Bitcoin สุดท้ายแล้ว การพัฒนาของ Blockchain (อาจจะมีการเปลี่ยนชื่อไป) แต่มันจะตัดตัวกลางออก เป็นการแลกเปลี่ยนแบบตัวต่อตัว Peer to Peer โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง 
 
ลองนึกดูว่า ตอนนี้ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เรามีอะไรที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าได้ ถ้าเราคิดแต่ธนบัตรหรือเงินในกระเป๋าเท่านั้นที่สามารถเป็นมูลค่าได้ เราก็อยู่ในยุคที่ Very Centralize แต่ถ้ามองตั้งแต่ Social Profile ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือลิขสิทธิ์ หรือวันนี้ รถยนต์จอดอยู่เฉยๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถนำมาแลกเปลี่ยนมูลค่าได้แบบ Peer to Peer 
 
ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากการเกิดเทคโนโลยีนี้ คือตัวกลางจะหมดความสำคัญลง แต่ตัวเราจะมีความสำคัญมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เพราะฉะนั้น องค์กรใหญ่ๆ ที่เคยประสบความสำเร็จหรือสร้างผลกำไร จากการเป็นตัวกลางเป็นนายหน้าจะต้องเริ่มเปลี่ยน
 
วันนี้ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเริ่มทำความเข้าใจแล้ว เราเคยคิดว่าเรื่อง Crypto Asset จะเกี่ยวข้องกับเรื่องอุตสาหกรรมการเงินเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ มันเกี่ยวข้องได้ตั้งแต่เรื่องพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ Health Care ต่างๆ แม้กระทั่งระบบของรัฐ  

 

 

Work-Life Balance
-ทำงานหนัก แต่มีช่วงเวลาพักผ่อนบ้าง ส่วนมากจะอ่านหนังสือ จำพวก Blockchain Future Foresight และพวก Macro Trend / Micro Trend 
-ชอบอ่านหนังสือของ Michio Kaku เรื่อง Physics of the Future ที่พูดถึงเรื่องเทเลพอร์ตต่างๆ พอไปเล่าให้เด็กนักเรียนฟัง เขาก็จะถอนหายใจ ประมาณว่าอาจารย์ต้องเพ้อเจ้อแน่นอน 
-เวลาว่าง เรียนเต้นกับลูกสาว เรียนเต้นซุมบ้า แต่ออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ)
-ไม่ได้ดูละครทีวี เป็นคนที่มีความรู้เรื่องละครไทยต่ำมาก แต่ดู Netflix เพราะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเป็น Series ก็พวก The Alienist, Stranger Things 
-พวกสารคดีก็ชอบดู เพราะสายงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ในฐานะที่ปรึกษา ต้องมองไปในอนาคต การพัฒนาของโลกและสังคม ต้องดูสารคดีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
-เราทำงานหนักแล้ว คิดว่าเวลาของเรากับครอบครัวสำคัญกว่า ให้เวลากับลูกมาก ไม่ค่อยไปงานปาร์ตี้ไหน เป็นสายเบี้ยวแน่นอนถ้าใครชวน 
-เวลาทำงาน นับเป็นนาที เช่น ถ้าเราทำวิจัยนี้จะใช้เวลา 17 นาที พอทำจบปุ๊บก็ไปทำอย่างอื่นต่อ เคยไลน์นัดน้องๆ มานั่งคุย เจอกัน 9.43 น. คนบอกอาจารย์อ้อพิมพ์ผิดแน่ๆ ต้องเป็น 9.40 น. หรือ 9.45 น.