เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา
คอลัมน์ : 20s / 30s / 40s
 
1
ผมเคยดูสารคดีเกี่ยวกับเครื่องบินตกเรื่องหนึ่ง
 
มันเป็นเรื่องของเครื่องบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบินที่ 447 ที่เกิดอุบัติเหตุตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อปี 2009
 
เที่ยวบินนั้นออกจากริโอเดอจาเนโรของบราซิล จะมุ่งหน้าไปปารีสในฝรั่งเศส เมื่อเครื่องบินตก ผู้โดยสาร 228 คน ลูกเรือ และกัปตันกับผู้ช่วยนักบินเสียชีวิตหมด
 
คำถามก็คือ - ทำไมเครื่องบินถึงตก?
 
คำตอบที่หลายคนอาจรู้สึกประหลาดใจก็คือ เพราะสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Tunnel Syndrome หรืออาการรับรู้แบบอุโมงค์
 
ว่าแต่ว่า - มันคืออะไรกันแน่
 
2
เครื่องบินอกเดินทางในวันที่ 31 พฤษภาคม 2009 ตามเวลาในท้องถิ่นราวทุ่มครึ่ง และจะไปถึงปารีสในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ก็ตกเสียก่อนในวันที่ 1 มิถุนายน 
 
ปกติแล้ว เครื่องบินแอร์บัสรุ่น A330 นี้ จะมีนักบินแค่สองคน คือกัปตันกับผู้ช่วยนักบิน แต่เนื่องจากเป็นไฟลท์ยาว จึงมีนักบินสามคน คือกัปตันกับผู้ช่วยอีกสองคน กัปตันอายุ 58 ปี แต่ผู้ช่วยทั้งสองนั้น คนหนึ่งอายุ 37 ปี อีกคนหนึ่งอายุ 32 ปี ที่ต้องมีนักบินสามคนก็เพราะจะได้ผลัดกันพัก โดยผู้ช่วยนักบินคนที่สองได้พักก่อน จากนั้นเมื่อผ่านไปราวสี่ชั่วโมง กัปตันก็ไปพักบ้าง ให้เครื่องบินอยู่ในความดูแลของสองผู้ช่วยนักบิน 
 
ปรากฏว่าในช่วงนั้นเกิดอากาศปั่นป่วน แต่ที่สำคัญก็คือ มันทำให้เกิดน้ำแข็งไปสะสมอยู่ตรงอุปกรณ์ที่เรียกว่า Pitot Tubes ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะวัดค่าความเร็ว ว่าเครื่องบินกำลังพุ่งผ่านอากาศไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อุปกรณ์วัดค่าได้ไม่ถูกต้อง ก็เลยทำให้ระบบออโต้ไพล็อต (คือเป็นการที่เครื่องบินทำงานของมันเอง) หยุดทำงาน ซึ่งเมื่ออยู่ในภาวะอากาศปั่นป่วน เครื่องบินก็เลยเซไปมา ซ้ายทีขวาที นักบินต้องเข้าบังคับควบคุมเครื่องเอง
 
ในภาวะตื่นตกใจ นักบินผู้ช่วยอันดับสอง คือปิแอร์ เซดริก โบแนง (Pierre-Cedric Bonin) พยายามบังคับให้ปีกเครื่องบินอยู่ในระนาบเดียวกันโดยการดึงคันบังคับ แต่เขาไม่รู้ตัวว่า สิ่งที่เขาทำคือการเชิดหัวเครื่องบินสูงขึ้นไป จนกระทั่งเครื่องบินเกิดอาการที่เรียกว่า Stall คือมุมเงยของเครื่องบิน (เรียกว่า Angle of Attack) เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และทั้งที่มีเสียงเตือนจากระบบ บอกว่าเครื่องกำลัง Stall อยู่ แต่เขาก็เหมือนไม่ได้ยิน
 
ในภาวะนั้น เขาสามารถลดระดับอาการ Stall ลงมาได้ แต่เขากลับมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยการจดจ่ออยู่กับการเชิดหัวเครื่องบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเครื่องก็บินขึ้นไปถึงเพดานบินสูงสุด และมุมเงยของเครื่องก็เพิ่มมากขึ้นถึง 40 องศา ทำให้เครื่องไม่เหลือแรงยกอะไรอีกแล้ว คล้ายๆ กับมอเตอร์ไซค์ยกล้อจนจะคว่ำ ซึ่งในที่สุดก็มีผลให้เครื่องบินตก
 
หลายคนอาจมองว่า การกระทำของโบแนงเป็นเรื่องที่โง่เขลามาก ราวกับไม่เคยได้ฝึกอะไรมาก่อนเลย แถมยังไม่ได้ยินคำเตือนจากระบบของเครื่องบินอีกด้วย แต่สิ่งนี้นี่แหละครับ ที่เขาเรียกว่าเป็น Cognitive Tunel Syndrome หรือการรับรู้แบบอุโมงค์ที่พุ่งตรงดิ่งไปหาปลายทางที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหา โดยละเลยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด
 
ต้นเหตุของอาการนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความมืดบอดแบบไม่ใส่ใจ’ (Inattentional Blindness) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่สนใจสิ่งเร้า (หรือสิ่งกระตุ้นเตือน) ง่ายๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเราสามารถเกิดอาการ ‘มืดบอด’ ต่อสิ่งที่ควรจะเห็นได้ง่ายๆ ต่อหน้า และดังนั้นจึงไม่สามารถ ‘อธิบาย’ กับตัวเองได้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดไปคืออะไร
 
โบแนงก็เป็นอย่างนั้น เพราะคำพูดสุดท้ายก่อนที่เครื่องบินจะตกลงไปในทะเลก็คือ “เฮ้ย! มันเกิดอะไรขึ้น”
 
นั่นคือเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง
 
3
มีการศึกษาพบว่า ความมืดบอดแบบไม่ใส่ใจนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกคนนะครับ มันเป็นภาวะปกติทั่วไป ต่อให้เป็นคนฉลาด มีสติปัญญา หรือกระทั่งคนที่ใส่ใจในการทำงานมากๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้
 
ที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั้นก็คือ ยิ่งเป็นคนที่ขยันทำงาน ใส่ใจและมุ่งมั่นในการทำงานมากๆ ยิ่งมีโอกาสทำผิดพลาดแบบนี้ได้ง่ายมากด้วย
 
ที่ง่ายมากก็เพราะอาการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเราพยายามโฟกัส ตั้งสมาธิ มุ่งมั่นไปยังผลลัพธ์ที่ปลายทาง (เหมือนที่โบแนง มุ่งมั่นไปที่การแก้ไขเครื่องบินที่เผชิญอากาศปั่นป่วน)
 
ดังนั้นสิ่งที่จิตใจของเรากระทำกับตัวเองก็คือการ ‘กรอง’ เอาข้อมูลที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง (Irrelevant Input) ทิ้งไปก่อน อย่าเพิ่งมายุ่งกับฉันตอนนี้ได้ไหม อย่าเพิ่งเอาข้อมูล ‘อื่นๆ’ มาใส่หัวฉันได้ไหม เพราะฉันกำลังเคร่งเครียดอยู่กับการแก้ปัญหานี้
 
จิตใต้สำนึกของเราคัดกรองเอาข้อมูลอื่นๆ ทิ้งไป เพราะอยากให้เหลือแต่ ‘ข้อมูลสำคัญ’ เท่านั้นที่พุ่งเจาะตรงเข้าไปยัง ‘จิตสำนึก’ ของเรา แต่โชคร้ายที่จิตใต้สำนึกของเราเลือกไม่เก่งนักหรอกครับ ว่าอะไรเป็นข้อมูลสำคัญ อะไรเป็นข้อมูลไม่สำคัญ
 
สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาการ Cognitive Tunnel Sydrome ก็คือการที่เรามัวแต่ไปใส่ใจกับข้อมูลที่เราคิดว่าสำคัญ (ซึ่งอาจมีเป็นล้านเรื่องก็ได้) แต่ข้อมูลสำคัญจริงๆ ที่พุ่งผ่านเข้ามาตรงหน้า (เหมือนเสียงเตือนของระบบ) เรากลับเพิกเฉยทิ้งมันไปเลย
 
มีการทดลองหนึ่งเกี่ยวกับความมืดบอดไม่ใส่ใจที่ว่านี้ ซึ่งถ้าคุณอยากทดลองกับตัวเอง ให้คลิกที่นี่ เพื่อดูคลิป (หรือกดชมคลิปด้านล่าง) 

แล้วดูคลิปนี้ก่อนอ่านต่อนะครับ 
.
.
.

.
.
.
.
.
.
เอาละครับ คุณลองตอบตัวเองนะครับ ว่าคุณเห็นคนแต่งชุดกอริลลาหรือเปล่า
 
จากสถิติในการทดลอง เขาบอกว่ามีคนที่ไม่ได้สังเกตเห็นคนแต่งชุดกอริลลาเลย มากถึง 60% แม้ว่าทุกคนจะจ้องมองไปที่จอ ดูคลิปนี้กันอยู่อย่างจดจ่อก็ตามที
 
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ?
 
ก็เพราะเรามัวแต่จดจ่ออยู่กับการส่งลูกบอล กระทั่งมองไม่เห็น ‘ข้อมูล’ อื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาแบบกระจะตาน่ะสิครับ แต่ถ้าคุณดูคลิปนี้กับเพื่อนอีกสักคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะนับการส่งลูกบอล เพื่อนจะต้องเห็นกอริลล่าแน่ๆ ใช่ไหมครับ 
 
ในปี 2010 คือปีถัดมาจากเหตุการณ์เครื่องบินตกน่าเศร้าที่เล่าให้ฟังตอนต้น เครื่องบินอีกลำหนึ่งของสายการบินแควนตัส บินจากสิงคโปร์ไปซิดนีย์ ปรากฏว่าขณะอยู่กลางอากาศ เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น และมีไฟไหม้เครื่องยนต์ที่ปีกซ้าย ระบบต่างๆ ของเครื่องบินหยุดทำงานไปเกือบทั้งหมด
 
แต่เหตุการณ์นี้ไม่เป็นโศกนาฏกรรม เพราะกัปตันริชาร์ด แชมเปี้ยน เดอ เครสพีญี (Richard Champion de Crespigny) บอกลูกเรือด้วยแนวคิดสวนทาง คือต้องหยุดสนใจว่าเกิดความผิดพลาดอะไร แต่ให้ดูว่ามีอะไรที่ยังทำงานได้อยู่บ้าง (We need to stop focusing on what’s wrong and start paying attention to what’s still working)
 
นี่คือวิธีคิดที่ป้องกัน Cognitive Tunnel Syndrome และ Inattentional Blindness ได้ดีมาก เพราะมันเปลี่ยนจุดโฟกัสของเราไปในระนาบที่กว้างขวางขึ้น
 
เวลาที่เรา ‘เชื่อ’ ว่าอะไรบางอย่างจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เรามักจะบล็อกความเป็นไปได้อื่นๆ ไปจนหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคิดว่าเพื่อนของคุณใส่หมวกสีฟ้าเดินอยู่ในฝูงชน คุณก็จะมองหาคนใส่หมวกสีฟ้า ซึ่งถ้าเกิดเพื่อนของคุณไม่ได้ใส่หมวกสีฟ้าขึ้นมา ก็มีโอกาสสูงมากที่คุณจะไม่มีวันมองเห็นเพื่อนของคุณเลย 
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะกับพวกนักวิจัยทั้งหลาย เพราะถ้านักวิจัยมี ‘ความเชื่อ’ ลึกๆ ว่าผลวิจัยจะต้องออกมาแบบนั้นแบบนี้ ตัวความเชื่อนี้เองจะทำให้เราเพิกเฉยต่อหลักฐานตรงข้าม (Counter-Evidence) ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาผิดเพี้ยนไป โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่หรือคุณไม่เคยพบเห็นมาก่อน ก็จะยิ่ง ‘ข้าม’ มันไปได้ง่าย
 
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ บางคนก็เรียกว่าภาวะ ‘แช่แข็งสมอง’ (Brain Freeze) คือมันทำให้เรามองอะไรอย่างอื่นไม่ออก
 
แล้วทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องยังไงกับคนวัย 30s
 
นั่นสิครับ
 
4
อย่าลืมว่า โบแนงก็อยู่ในวัยสามสิบ และอย่างที่ได้เคยคุยไปบ้างแล้วในคอลัมน์นี้ ถึงเรื่อง Mid-Career Crisis หรือวิกฤตกลางอาชีพ เราพบว่า เมื่อก่อนนี้ คนที่อยู่ในวัยสี่สิบปีจะเป็นกลุ่มคนที่เข้าสู่วิกฤตกลางคนและกลางอาชีพมากที่สุด แต่ในโลกที่หมุนไปไวขึ้น ผู้คนเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพกันบ่อยขึ้น หลายคนทำงานหลายๆ ที่ เพราะคิดว่าจะได้เรียนรู้หลายแบบ
 
การเปลี่ยนงานคือ Event อย่างหนึ่งของชีวิต ดังนั้น การเปลี่ยนงานบ่อยๆ จึงทำให้เรามีอาการที่เรียกว่า Eventful คือเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมากมาย นักประสาทวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องของเวลาบอกว่า ความ Eventful คือสิ่งที่ทำให้เรา ‘แก่’ เร็วขึ้น คนที่อายุสามสิบกว่าปีเท่ากัน แต่คนหนึ่งทำงานที่เดียวมาตลอดสิบปี กับอีกคนเปลี่ยนงานมาแล้วสิบครั้ง เคยทำมาหมดไม่ว่าจะบริษัทใหญ่เล็กหรือกระทั่งทำธุรกิจของตัวเอง ย่อมเป็นสองคนที่ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตไม่เท่ากัน และแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ก็คือพวกเขาจะมีชีวิตที่ Eventful มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ด้วยเหตุนี้ อาการ Mid-Career Crisis จึงเกิดขึ้นเร็วกว่าคนรุ่นก่อนด้วย 
 
เวลาที่เราอยู่ในวิกฤตกลางอาชีพ และอยากจะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิต (ทั้งที่มันเริ่มยากขึ้น เพราะไอ้นั่นก็ทำมาแล้ว ไอ้นี่ก็ทำมาหมดแล้ว) จะทำให้เราต้องพยายามขวนขวายเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ทำสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่าเป็น The Quest to Know Everything เช่น บางคนก็ไปเรียนภาษาที่สามเพิ่มเติม บางคนทำงานเสริม บางคนทำงานอดิเรกใหม่ บางคนขายของออนไลน์ไปด้วย ฯลฯ
 
แต่มีการศึกษาทางจิตวิทยาหลายชิ้นบอกว่า ถ้าเราไม่ได้ ‘ใส่ใจ’ จริงๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อให้มีสิ่งที่เห็นกระจะตาอยู่ตรงหน้าเกิดขึ้น เราก็อาจมองไม่เห็นมันได้ และการที่เราพยายาม ‘รู้ทุกสิ่ง’ โดยเฉพาะในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ก็อาจเป็นไปได้ที่จะยิ่งทำให้เราเกิด Inattentional Blindness ขึ้นมา เพราะว่าสมองของเราจัดการกับเรื่องหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกันไม่ได้
 
แคโรลีน บีตัน (Caroline Beaton) เขียนไว้ในคอลัมน์ Gen-Y Guide ของ Psychology Today ว่ามีการศึกษาพบว่า ถ้าเราต้องนำทางเครื่องบินสองลำ (ในเครื่องจำลองการบิน) พบว่า Inattentional Blindness เพิ่มจาก 28.8% ไปเป็น 46.2% ทั้งนี้ก็เพราะสมองของเรารับมือกับการทำหลายสิ่งพร้อมกันไม่ได้ การทำสิ่งที่เรียกว่า Multitasking จะทำให้การมองเห็น (Visual Awareness) และการรับรู้อันตราย (Hazard Detection) ด้อยลง เพราะเราต้องแบ่งความสนใจไปหลายๆ อย่าง จึงลดความพึงพอใจและทำให้การรับรู้ (Cognitive Function) ของเราแย่ลง
 
แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี - โดยเฉพาะกับคนวัย 30s ยุคใหม่ที่ชีวิต Eventful มากขึ้น จึง ‘กร้าน’ ต่อโลกมากขึ้น แต่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงน้อยกว่าคนที่ทำงานที่เดียวมานานๆ 
 
สิ่งที่แคโรลีน บีตัน แนะนำไว้ก็คือ
 
1. ให้ลอง ‘คิด’ ถึงความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง และสิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะเกิดผลอย่างไร
 
2. แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ต้อง ‘ทำ’ มากอย่างนัก การเลือกเรียนรู้สิ่งที่สำคัญจริงๆ ปฏิเสธ Multitask จะทำให้เราเข้าใจสิ่งแวดล้อมของเรา และพุ่งความสนใจไปยังทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดได้
 
ฟังแบบนี้แล้ว คุณอาจคิดว่าก็การพุ่งความสนใจไปยังทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดนั่นไม่ใช่หรอกหรือ ที่ก่อให้เกิด Cognitive Tunnel Syndrome แต่อย่าลืมว่าก่อนจะไปถึงข้อ 2 ต้องผ่านข้อ 1 มาเสียก่อนนะครับ คือการมองให้รอบด้าน คิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเมื่อเห็นแล้วก็จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราเลือกมุ่งมั่นไปในสิ่งที่ผิด
 
เหมือนมองให้เห็นกอริลล่าเสียก่อนที่จะนับการส่งลูกบอลนั่นแหละครับ 
 
พูดง่าย เปรียบเปรยง่าย แต่ทำยากชะมัดยาดเลย!