x

เชื่อไหมครับ ว่าโสกราตีสและเพลโตนั้นเป็นสองนักปรัชญาที่รังเกียจ ‘การเขียน’ (ซึ่งก็แปลว่าไม่ค่อยชอบ ‘การอ่าน’ ด้วย)
 
ภาพของนักปราชญ์นักปรัชญาทั้งหลายที่เรารู้จัก ก็คือภาพของคนที่ขลุกอยู่กับกิจกรรมอ่านๆ เขียนๆ แทบตลอดเวลา ดังนั้นพอบอกว่านักปรัชญาตัวเอ้ของโลกไม่ค่อยชอบการเขียน (หรือถึงขั้นชิงชังการเขียนด้วยซ้ำ) หลายคนอาจแปลกใจ
 
เพลโตเคยเขียนว่า โสกราตีสผู้เป็นอาจารย์ของตนนั้น เคยเล่าเรื่องเทพองค์หนึ่งที่ ‘ค้นพบตัวหนังสือ’ ซึ่งทำให้กษัตริย์อียิปต์องค์หนึ่งถึงกับตรัสกับเทพดังกล่าวว่า
การค้นพบของท่านจะทำให้จิตวิญญาณของผู้เรียนรู้แปดเปื้อนไปด้วยการลืมเลือน เพราะพวกเขาจะไม่ใช้ความทรงจำของตัวเองอีกต่อไป พวกเขาจะหันไปไว้วางใจกับตัวอักษรและตัวเขียนภายนอก หาใช่การจดจำด้วยตัวของมันเองไม่
 
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพลโตและโสกราตีสคิดว่า ตัวอักษรทั้งหลายคือผู้สร้าง ‘ความทรงจำภายนอก’ หมายถึงเรานำความรู้ ความงาม และความจริงทั้งปวง ไป ‘ฝาก’ เอาไว้กับกระดาษและหมึก แต่เราไม่ได้ ‘จำ’ ความรู้ ความงาม และความจริงเหล่านั้นให้ผนึกแนบแน่นอยู่ภายใน ดังนั้นการเขียนและการอ่านจึงเป็นเรื่องอันตราย
โสกราตีสเกลียดการเขียน เพราะเขาคิดว่าการเขียนจะไป ‘สังหาร’ ความทรงจำ ซึ่งโสกราตีสก็พูดถูก การเขียนฆ่าความทรงจำของเราจริงๆ แต่ในอีกทางหนึ่ง การเขียนก็คือการจารึกความทรงจำออกมาเพื่อส่งต่อไปให้คนรุ่นหลัง แม้ตัวคนคนนั้นจะไม่อยู่แล้ว แต่ความคิดของเขาที่ได้รับการจารึกเป็นตัวหนังสือก็ยังอยู่ ดังนั้นแม้การเขียนจะมีอันตรายในแง่หนึ่ง แต่ก็กลับมีประโยชน์มหาศาลในอีกแง่หนึ่งด้วย
 
และเพราะอย่างนี้ – การที่เราถามว่า ทำไม ‘อ่าน’ แล้วถึง ‘ไม่จำ’ หรือจำไม่ได้ คำตอบจึงง่ายแสนง่าย นั่นก็เพราะสองสิ่งนี้ขัดแย้งกันอย่างที่สุดนั่นเอง
ถ้าไม่มีการเขียน เวลาเราจำความรู้ต่างๆ เราจะจำโดยใช้ Internal Memory หรือความทรงจำภายใน คือปลูกฝังผนึกแน่นเข้าไปข้างใน แต่เมื่อมีหนังสือ เรามักเลือกจำว่ามี ‘อะไร’ อยู่ในหนังสือเล่มไหนบ้าง แต่เราไม่ได้ ‘ถ่ายโอน’ เนื้อหานั้นเข้ามาในตัวของเราอย่างละเอียดยิบเหมือนเวลาไม่มีหนังสือ เราฝากความทรงจำของเราเอาไว้กับหนังสือ ความทรงจำแบบนี้จึงคือ External Memory หรือความทรงจำภายนอก
 
ยิ่งไปกว่านั้น ความทรงจำของเรายังเป็นสิ่งที่มีข้อจำกัดมากด้วย เฮอร์มานน์ เอ็บบิงเฮาส์ (Hermann Ebbinghaus) เคยนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า ‘เส้นโค้งแห่งการลืมเลือน’ (Forgetting Curve) เอาไว้ตั้งแต่ปี 1885 โดยเขาเขียนเป็นสมการออกมาว่า ความทรงจำของมนุษย์เราจะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งแบบ Exponential แต่เป็นด้านกลับ คือหลังเราเรียนรู้อะไรไปอย่างหนึ่ง (เช่น อ่านหนังสือหรือดูหนังดูซีรีส์) ความจำเกี่ยวกับความรู้นั้นจะลดฮวบลงทันทีในวันแรก จากนั้นในวันที่สองสามตามไป ก็จะยังคงลดลงอยู่ แต่ลดลงในอัตราที่ช้าลง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ‘กระบวนการลืม’ (Process of Forgetting) นั้น จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
 
ความทรงจำจึงเหมือนทรายในมือ เมื่อเรากอบกำทรายขึ้นมา ในวูบแรก ทรายส่วนใหญ่จะหลุดลอดไปจากร่องนิ้วของเรา แต่เศษทรายที่หลุดลอดออกไปจะช้าลงเรื่อยๆ และที่สุดก็เหลือเพียงเศษทรายบนฝ่ามืออยู่เล็กน้อยเท่านั้น เรื่องราวที่เราจดจำได้จากการอ่านก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหรอกครับ ถ้าหากว่าเราอ่าน (หรือเสพ) อะไรแล้วพบตัวเองจำรายละเอียดต่างๆ ไม่ค่อยได้ยิ่งในยุคปัจจุบัน เราไม่ได้ฝากความทรงจำไว้กับ External Memory อย่างหนังสือเท่านั้น ทว่าฝากความทรงจำทั้งหลายทั้งปวงเอาไว้ในโลกออนไลน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก หรือการค้นหาข้อมูลจาก Wikipedia (หรือเว็บอื่นๆ) ทำให้เราไม่ค่อยเห็นความจำเป็นและความสำคัญในอันที่จะต้อง ‘เก็บ’ ความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้ในตัวของเรา ความทรงจำจึงยิ่งเลื่อนหลุดได้ง่าย และทำให้ตัวเราคุ้นเคยกับ ‘กระบวนการลืม’ ในเนื้อหา แต่หันไปพัฒนาการ ‘จำ’ ว่าเนื้อหานั้นๆ อยู่ที่ไหนมากกว่า
 
นอกจากนี้ ด้วยความที่ปัจจุบันมีข้อมูลล้นเกิน มากมายมหาศาลกว่าที่เราจะสามารถเสพได้ เราจึงยิ่ง ‘รีบเสพ’ ด้วย และเป็นอาการ ‘รีบเสพ’ นี้เอง ที่ทำให้เราจำอะไรได้ยากขึ้น
อาการ ‘รีบเสพ’ แบบหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในโลกปัจจุบัน ก็คืออาการแบบ Binge Watching (หรือ BingeReading) คือเรามักอยาก ‘ยัด’ ข้อมูล (หรือความบันเทิง) ใส่เข้าไปในตัวให้ได้ตามสล็อตเวลาที่มีอยู่ (เช่น วีคเอนด์นี้ว่าง เลยอยากดูซีรีส์โปรดติดต่อกันสามสิบชั่วโมง อะไรทำนองนี้)
 
มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น บอกว่าคนที่ดูรายการแบบต่อเนื่องหรือ Binge Watching นั้น จะ ‘ลืม’ เนื้อหาที่ได้รับมาง่ายกว่าคนที่ดูรายการพวกนี้สัปดาห์ละตอน โดยหลังดูรายการจบทันที คนที่ดูต่อเนื่องจะทำคะแนนคำถามเกี่ยวกับรายการนั้นๆ ได้ดีกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 140 วัน คนที่ดูต่อเนื่องจะได้คะแนนต่ำกว่าคนที่ดูสัปดาห์ละตอน แถมยัง ‘สนุก’ กับรายการน้อยกว่าคนที่ดูแบบไม่ต่อเนื่องด้วย การอ่านก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันนะครับ เวลาที่เราอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่องรวดเดียวจบ หรืออ่านเร็วๆ ไม่ได้ค่อยๆ ละเลียดอ่าน เรามักจะจำอะไรในหนังสือไม่ค่อยได้ มีคนเรียกอาการแบบนี้ว่า Binge Reading Disorder
 
อาการที่ว่าเกิดจากการใช้ ‘วิธีอ่าน’ ที่ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือ jสมัยก่อน หนังสือคือเพื่อน คือความรื่นรมย์ผ่อนคลายบางอย่าง (แม้กระทั่งหนังสือที่เคร่งเครียดจริงจัง) คนอ่านหนังสือจะค่อยๆ จมตัวเองลงไปในทะเลแห่งตัวอักษร ปล่อยให้หนังสือกลืนกิน พูดอีกแบบหนึ่งก็คือเป็นการอ่านที่ผู้อ่านมีลักษณะ Passive คือปล่อยให้ตัวเองถูกผู้เขียนครอบงำ แต่การอ่านแบบออนไลน์นั้นเป็นการอ่านแบบ Interactive คือผู้อ่านจะมีลักษณะ ‘ตัดสินพิพากษา’ เนื้อหาที่ตัวเองอ่านอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่อ่านแล้วไม่พอใจ ก็สามารถคลิกข้าม เลิกอ่าน หรือหันไปอ่านเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจมากกว่าได้ตลอด การอ่านแบบออนไลน์จึงมีลักษณะ Active คือผู้อ่านเป็นผู้กำหนดควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งการอ่านนั้น
 
แน่นอน การอ่านแบบ Active ทำให้เราสามารถ ‘เลือก’ ได้ในระดับหนึ่ง (ถ้าไม่ถูกกระบวนการ Personalization จากอัลกอริทึมของเว็บที่เข้าไปดูกำหนดเราโดยเราไม่รู้ตัวเสียก่อนน่ะนะครับ) แต่ในเวลาเดียวกัน การเป็นผู้ได้เลือกนั้น ก็ทำให้เรามัวแต่สนใจกับกระบวนการเลือกเสียจนไม่สามารถจดจำเนื้อหาในสิ่งที่เราอ่านได้ ดูได้จากการที่เรามีแนวโน้มจะ ‘ผละ’ จากสิ่งที่อ่านได้ทุกเมื่อ โดยเราอาจเห็นว่าเนื้อหาที่อ่านนั้นไม่สลักสำคัญอะไร สามารถหาอ่านได้จากที่อื่น หรือแค่เสิร์ชหาก็จะพบเนื้อหาอื่นๆ ที่ฝากไว้ใน External Memory ร่วมของมวลมนุษยชาติ ดังนั้นเราจึงไม่ตั้งใจจะ ‘เก็บ’ เนื้อหานั้นไว้ใน Internal Memory กระบวนการอ่านแบบ Passive ที่ปล่อยให้ตัวอักษรครอบงำจึงไม่เกิดขึ้น
 
เคยมีรายงานของ University of California ในแซนดีเอโก เมื่อปี 2009 บอกว่าดวงตาของคนอเมริกันโดยเฉลี่ยแล้ว จะพบกับคำต่างๆ ทั้งจากการอ่านหนังสือและพบเห็นสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนวันละ 100,500 คำ และมีบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง (ชื่อ Lifehack) รายงานว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียจะ ‘คลิก’ บทความออนไลน์ต่างๆ เฉลี่ยวันละ 285 ชิ้น คิดเป็นคำ (เฉพาะจากการอ่านบทความออนไลน์) 54,000 คำ ซึ่งเท่ากับว่า เราอ่านสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน มากกว่าการอ่าน The Great Gatsby จบเล่มในทุกๆ วันเสียอีก
 
แต่กระนั้น – เราก็มีแนวโน้มที่จะ ‘จำอะไรไม่ได้เลย’ ซึ่งอาการแบบนี้แหละครับที่เรียกว่า Binge Reading Disorder
คำถามก็คือ – แล้วจะทำอย่างไรให้อ่านแล้วจำสิ่งต่างๆ ได้?
คำตอบก็คือ – เราก็ต้องปรับเปลี่ยนสมองของเราเสียใหม่ ให้ย้อนกลับไปใช้วิธีรับข้อมูลแบบเดิม การอ่านไม่ใช่การ ‘อัปโหลด’ ไฟล์ แต่คือการค่อยๆ ถักทอข้อมูลต่างๆ เข้าไปในตัวตนของเรา การอ่านช้าๆ หรืออ่านซ้ำบ่อยๆ เพื่อทบทวนความคิดของตัวเองและของผู้เขียน จะทำให้เกิดความงอกเงยมากกว่าการรีบเร่งอ่าน (หรือรีบเร่งดูหนังหรือซีรีส์) แต่แล้วสุดท้ายก็พบว่าจำอะไรไม่ได้เลย
ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น – โสกราตีสและเพลโตก็อาจพลิกตัวอยู่ในหลุม พลางหัวเราะเยาะคนรุ่นใหม่ทั้งหลายที่ต้องตายไปพร้อมกับความทรงจำอันว่างเปล่าแน่ๆ