x

'อยากมี Nap Pod ที่ออฟฟิศเหมือน Google’
‘รถติดเกือบสองชั่วโมงล่ะยังไม่ถึงออฟฟิศเลย’
‘กรุงเทพเหมือนโตเกียวที่สุดก็ตรงรถไฟฟ้าแน่นยิ่งกว่าปลาประป๋องนี่แหละ’
‘Hangout ได้ไหมไม่อยากเข้าห้องประชุม’
 
นี่เป็นบางส่วนของความเห็นแสนจะคลีเช่ของซาราริมังพันธุ์มิลเลนเนียล ซึ่งตอนนี้กลายเป็นประขากรส่วนใหญ่ของหลายออฟฟิศที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า โดยจากปัญหาและความต้องการของพนักงานเจนวายรุ่นใหม่นี้ เกิดเป็นคำถามที่ว่า การเข้าออฟฟิศยังจำเป็นไหมในเมื่ออยู่ไหนก็ทำงานได้ไม่ต่างกัน



...
 
เตรียมพบกันสังคมไร้ออฟฟิศ 
 
ตอนนี้เราอยู่ในโลกที่เชื่อมโยงผ่านข้อมูลดิจิทัล ที่เป็นตัวกลางในการส่ง ภาพ เสียง เอกสาร ข้อความ วัตถุสิ่งของ (ผ่านเครื่องพิมพ์สามมิติ) จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ในเวลาแค่เพียงพริบตา ทำให้บางครั้งการจิ้มกดหน้าจอเพื่อส่งความเห็นผ่านไลน์ เร็วกว่าการเดินไปคุยกับเพื่อนร่วมงานที่แผนกข้างๆ เสียอีก
 
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนี้ ทำให้ความจำเป็นของการมีอยู่ของออฟฟิศรูปแบบเดิมๆ เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บางแห่งมีการปรับตัวให้ออฟฟิศกลายเป็นสถานที่พบปะของพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมความคิดมากกว่าจะเป็นสถานที่ในการนั่งโต๊ะในคอกแคบๆ เพื่อพิมพ์งาน หรือบางแห่งมีการจ้างงานตำแหน่ง Remote Work หรือเรียกง่ายๆ ว่า Work from Home (WFH) ที่มีรายละเอียดงานมากกว่าพวกงาน Work at Home ที่แปะอยู่ตามเสาไฟฟ้า
 
บริษัทใหญ่ๆ ที่เริ่มจ้างพนักงานประเภทนี้ ได้แก่ Amazon, Dell, Xerox, Nielsen หรือแม้กระทั่งบริษัทญี่ปุ่นอย่าง Toyota สิ่งที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่สังคมไร้ออฟฟิศ ได้แก่
 
  • ลักษณะงาน ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกงานที่เหมาะสำหรับทำงานจากที่ไหนก็ได้ งานที่เอื้อสำหรับสังคมไร้ออฟฟิศ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มงานที่มีลักษณะยืดหยุ่น มีการแบ่งงานแยกส่วน และกำหนดงานที่ต้องรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน ซึ่งงานประเภทนี้ได้แก่ งานออกแบบ โปรแกรมเมอร์ นักเขียน แปลภาษา พนักงานขาย 
     
  • สถานที่ ภาพจำของการทำงานจากบ้าน ส่วนใหญ่จะหนึไม่พ้น ร้านกาแฟยอดนิยมที่มีกาแฟอร่อยๆ และสัญญาณอินเทอร์เน็ตแรงๆ แต่ในความเป็นจริงข้อดีหนึ่งของการที่ไม่ต้อวงเข้ามาตอกบัตรที่ออฟฟิศนอกจาก ไม่ต้องมาเผชิญรถติดในเมืองที่รถติดอันดับหนึ่งในโลกอย่างกรุงเทพ จากข้อมูลของ INRIX Global Traffic Scorecard แล้ว ก็คือเราสามารถออกแบบบรรยากาศในการทำงานที่เอื้อให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด นั่นอาจจะหมายถึงการตกแต่งสวนหลังบ้านให้เป็นโต๊ะทำงาน หรือจัดมุมเล็กๆ บริเวณห้องนั่งเล่นให้กลายเป็นที่ทำงาน 

    แต่ถ้ามีข้อจำกัดทำให้ไม่สามาถเปลี่ยนที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นที่ทำงานได้ ตัวเลือกที่น่าสนใจมากกว่าร้านกาแฟก็คือ โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Coworking Space) หรือที่นั่งทำงานร่วมให้เช่า ที่สร้างระบบอีโคซิสเต็มไว้พร้อมรองรับการทำงานรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมุมพักผ่อน Nap Pod สถานที่ประชุม ไปจนถึงข้อดีเรื่องการแลกเปลี่ยนไอเดียระหว่างกลุ่มคนที่ทำงานสายใกล้เคียงกัน ซึ่งที่บ้านหรือแม้แต่ร้านกาแฟทำไม่ได้
     
  • เครื่องมือ นอกจากฮาร์ดแวร์อย่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ดีๆ สักเครื่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับคนยุคนี้แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือซอฟท์แวร์ประเภท Collaborate ที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Asana, Bitrix24, Basecamp หรือ Slack ที่หลายบริษัทใช้งานอยู่ รวมไปถึง J App ของทาง JustCo และระบบคลาวด์ในการเก็บข้อมูลอย่างง่ายๆ เช่นพวก Google Drive, Microsoft OneDrive หรือ Dropbox 
...
 
เทรนด์ Co-working space ที่จะมา Disrupt ออฟฟิศแบบเก่า 
 
ข้อมูลจาก บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ JLL ระบุว่า ตอนนี้โคเวิร์คกิ้งสเปซ ในกรุงเทพฯ เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศเริ่มเปิดตัวในอาคารสำนักงานเกรดเอและคาดว่าจะมีอีกหลายรายตามเข้ามา 
 
Co-working space รายใหญ่จากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดธุรกิจหรือเตรียมพื้นที่สำหรับเปิดธุรกิจในกรุงเทพฯ แล้ว ได้แก่ JustCo เปิดสาขาแรกแล้วที่อาคารเอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ และกำลังเตรียมเปิดอีกสาขาที่อาคารแคปปิตอล ทาวเวอร์ (ออล ซีซั่นส์ เพลส), Spaces มีสาขาที่อาคารจตุรัสจามจุรี (และซัมเมอร์ฮิลล์ คอมมิวตี้มอลล์ย่านพระโขนง),  WeWork เตรียมเปิดสาขาแรกที่อาคารเอเชีย เซ็นเตอร์ และ The Great Room ซึ่งจะเปิดสาขาแรกที่อาคารเกษร ทาวเวอร์ในเดือนนี้
 
ยุพา เสถียรภาพอยุทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการธุรกิจอาคารสำนักงาน JLL กล่าวว่า “ผู้ประกอบการโคเวิร์คกิ้งสเปซรายใหญ่จากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และมาเลเซีย เลือกเช่าพื้นที่เพื่อเปิดธุรกิจในอาคารสำนักงานเกรดเอในย่านศูนย์กลางธุรกิจ โดยส่วนใหญ่เช่าพื้นที่ขนาด 3,000 ตารางเมตรขึ้นไปสำหรับแต่ละสาขา บางรายยังมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีกจำนวนมาก” 
 
ที่ผ่านมา Co-working space ที่เปิดให้บริการในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทยเกือบทั้งหมด โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทเอสเอ็มอีที่มีจำนวนพนักงานน้อยและไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิศเต็มรูปแบบ รวมไปจนถึงกลุ่มคนทำงานอิสระที่ต้องการที่นั่งทำงานซึ่งมีความสะดวกและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานได้ดีกว่าการนั่งทำงานที่บ้าน ตลอดจนถึงการมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพหรือจากสาขาอาชีพที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น Co-working space ที่มีอยู่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ มักเปิดบริการอยู่ในตึกขนาดเล็กถึงขนาดกลาง รวมไปจนถึงศูนย์การค้า มีผู้ประกอบการจำนวนไม่มากนักที่เช่าพื้นที่อาคารสำนักงานเพื่อเปิดบริการ แบรนด์ต่างชาติ ได้แก่ BIGWork ที่สาธรนครทาวเวอร์ แบรนด์ไทย ได้แก่ Glowfish ที่อโศกทาวเวอร์และอาคารสาธรธานี, Launchpad ที่อาคารเศรษฐีวรรณ, Draft Board ที่อาคารอรกานต์, Kloud ที่อาคารฟลอริช และ Meticulous Offices ที่เอสเอสพีทาวเวอร์


 
JustCo เป็นหนึ่งผู้ให้บริการพื้นที่ในลักษณะของ Co-working Space ที่ใหญ่ที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในปี 2561 ทาง JustCo จะมีพื้นที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งหมด 20 แห่งทั้งในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ จาร์กาตา รวมทั้ง JustCo สาขากรุงเทพฯ แห่งแรกในประเทศไทยที่อาคาร เอไอไอ สาทร ทาวเวอร์ด้วย โดยถ้าเป็นสมาชิก JustCo ที่กรุงเทพฯ แล้วสามารถใช้บริการสาขาอื่นๆ อย่างเช่น สิงค์โปร์ จาการ์ตา หรือสาขาอื่นๆ ได้ด้วย 
 
ซึ่ง JustCo เป็น Co-working space ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ Startup หรือคนทำงานฟรีแลนซ์เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทที่ติดอยู่ในอันดับของ Fortune 500 และองค์กรระดับนานาชาติในเอเชียที่ปรับเปลี่ยนสู่วิธีการทำงานแบบใหม่ในลักษณะ Co-working space มาใช้บริการด้วย
 
นอกจากนี้ยังมาการสร้างชุมชนขนาดใหญ่ให้สมาชิกของเราสามารถสร้างคอนเนคชั่นใหม่ๆ เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจได้ด้วย JustCo ยังมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรระยะยาว ช่วยให้สมาชิกสามารถเชื่อมต่อไปสู่ตลาดในระดับภูมิภาค เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ ทั้งยังได้รับแพ็คเกจพิเศษในแง่ของบริการทางธุรกิจด้านต่าง ๆ ตัวอย่างของพันธมิตรระยะยาวที่ JustCo มี อาทิ Venture Hub โดย ไพรซ์วอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส (PWC), Dropbox และ Salesforce ภายในนอกจากจะได้รับการออกแบบมาอย่างดี มีโต๊ะ ที่นั่ง เฟอร์นิเจอร์ คุณภาพดีแล้ว ยังเปิดพื้นที่สำหรับความบันเทิงเพื่อความผ่อนคลายสไตล์ออฟฟิศยุคใหม่ อย่างเช่นโต๊ะเล่นปิงปอง ฟุตบอลโต๊ะ เกมอาร์เคด ไปจนถึงสนามกอล์ฟ อีกด้วย


 
JustCo มีผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศไทยอย่าง แสนสิริ เป็นพันธมิตร โดยถือหุ้นใน JustCo อยู่ 6.9%  ทำให้ลูกบ้านแสนสิริสามารถเข้าใช้บริการ Hot-desking ได้ฟรีถึงสิ้นปี รวมถึงในปีหน้าจะได้รับส่วนลด 20% เมื่อสมัครแพ็คเกจสมาชิก
 
การร่วมมือกันครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนการขยายธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของแสนสิริ ซึ่งนอกจาก JustCo แล้วแสนสิริยังลงทุนมูลค่า 80 ล้านดอลล่าร์ หรือ 2,800  ล้านบาทใน 6 ธุรกิจ คือ Standard International, One Night, Hostmaker, Farmshelf และ Monocle 
 
การรุกหนักของ Co-working Space ขนาดใหญ่จากต่างประเทศนี้ ทำให้เห็นทิศทางในอนาคตว่า ออฟฟิศแบบเก่าๆ ที่ต้องนั่งในคอกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศเหลี่ยมๆ คอยตอกบัตรเข้าออกทุกเช้าเย็น กำลังจะถูก Disrupt ด้วยธุรกิจใหม่ๆ รวมเอาทั้งไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยี รวมถึง Insight ของคนทำงานเจนมิลเลนเนียลเข้าด้วยกัน



.....

ที่มา :
remote.co