ถ้าจะบอกว่า ช่วงเวลานี้ความฟีเวอร์แบบไม่หยุดยั้งของกลุ่มไอดอลสาวยุคใหม่ คือ BNK48 คงพูดไม่ผิดหนัก เพราะจากวันที่ก้าวเข้ามาสู่ตลาดเมืองไทยช่วงกลางปี 2560 และเป็นที่รักของแฟนคลับที่เรียกกันติดปากว่า “โอตะ” ที่ถือเป็นกลุ่มเฉพาะไปได้ระดับหนึ่งจากการเปิดตัว ก็สามารถก้าวข้ามไปจับกลุ่มคนทั่วไปที่ตลาดที่ใหญ่ยิ่งกว่า สู่กระแสหลักได้เป็นที่เรียบร้อย ต่อยอดสู่การเป็นพรีเซ็นเตอร์หลากหลายแบรนด์
 
แน่นอนว่าในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก BNK48 อีกทั้งยังเป็นโมเดลธุรกิจที่ใหม่มากในไทย และแม้จะมีกลุ่มคนที่รู้จักการตามไอดอลประเทศญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ด้วยการวางแผนอย่างเป็นระบบให้ BNK48 มีความครบครันด้านคอนเท้นท์ที่พุ่งจับทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ จนทำคอนเทนต์ให้คนสามารถแชร์ต่อได้บนโลกออนไลน์ มีช่องทางที่ติดต่อสื่อสารกันตลอด และให้แฟนคลับมีส่วนร่วม ทำให้วันนี้กลายเป็นอีกปรากฎการณ์ใหม่ของวงการบันเทิงที่มีสูตรคิดแบบต้องศึกษากันอย่างหนัก



.....
 
ใครคือคนที่ทำให้ BNK48 แจ้งเกิดในเมืองไทย?
 
จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท BNK48 ออฟฟิศ จำกัด คือเบื้องหลังและคือหัวใจสำคัญที่นำโปรเจ็กต์นี้เข้ามาสู่เมืองไทย 


 
GMBiZ: Story ของโมเดล 48 ในเมืองไทยเกิดขึ้นได้ยังไง
จิรัฐ: ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่าผมทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมานานแล้ว ในนามของโรสมีเดีย ซึ่งทุกท่านโดยเฉพาะคุณหนูๆ จะรู้จักกันดีกับการนำการ์ตูนยอดฮิตของญี่ปุ่นมานำเสนอในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Naruto หรือ Bleach และอีกมากมาย พูดง่ายๆ ก็คือ ผมทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมา 15 ปี เราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น และในระหว่างนั้นเราก็เห็นโมเดล AKB ที่ญี่ปุ่นเกิดมา 12 ปี ประมาณปี 2005 เราเห็นการเติบโตของเขาตั้งแต่วันแรก ช่วงปีสองปีแรกก็ล้มลุกคลุกคลาน จนเข้าปีที่ 3 เขาเติบโตแบบพุ่งเลย มาจากปัจจัยเรื่อความแปลกใหม่และน่าสนใจของโมเดล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Idol you can meet” และมีเธียเตอร์อยู่ที่ดองกี้โฮเตะ (อากิบาฮาร่า) คุณสามารถไปพบน้องๆ ได้ที่นั่น เป็นการซื้อตั๋วเข้าไปดูได้ทุกวัน 
 
จนกระแสมันเริ่มมา เพราะความน่าสนใจคือคนเห็นน้องกลุ่มนี้มีมุ่งมั่นพยายามมากๆ ขนาดมีคนไม่มากมานั่งดู ก็เห็นว่าน้องมีความมุ่งมั่นพยายาม เลยอยากมาสนับสนุนมากขึ้นๆ จนกลายเป็นปรากฎการณ์ และขยายจาก AKB48 ในอากิบาฮาร่าไปเป็น HKT48 จากฟุกุโอกะ, NMB48 จากโอซาก้า, NGT48 จากนิกาตะ และ SKE48 จากนาโกย่า ล่าสุดคือ STU48 จากเซโตะอุจิ ซึ่งเท่ากับว่าที่ญี่ปุ่นจะมี 6 สาขา และแต่ละสาขาจะมีเธียเตอร์ รวมถึงรายการทีวีเป็นของพื้นที่ของตนเอง และก็มีการแข่งขันใหญ่กันเองที่เรียกว่า “World Senbatsu” ที่จะทำให้ทุกคนมีโอกาสได้ออกเทปร่วมกัน 
 

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมสนใจ เพราะในโมเดลนี้มันมีเสน่ห์ในแบบที่ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังไม่เคยสัมผัส ผมจึงได้ติดต่อกับ “เอเคเอส” บริษัทที่จัดการและบริหารกลุ่มไอดอลญี่ปุ่นAKB48เพื่อขอสิทธิ์มาทำวงน้องสาวในประเทศไทย ซึ่งต้องย้อนกลับไปก่อนว่า ทางเอเคเอส ได้มีก่อตั้งวงน้องสาวต่างประเทศของ AKB48 ก่อนหน้าเราก่อนแล้ว ได้แก่วง JKT48 อินโดนีเซีย และค่อยมาเป็น BNK48 ประเทศไทย 
 
ชื่อ 48 มาจากชื่อของประธานบริษัท Office48 ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของวงนี้ ที่มีชื่อว่า Shiba Kotaro โดย “Shiba = 48”

GMBiZ: มักจะได้ยินคำว่า “ผู้ถูกเลือก” หรือ Senbatsu กันบ่อยๆ มันคืออะไร และมีความสำคัญอะไรกับโมเดล BNK48
จิรัฐ: นี่คือความคลาสสิคของโมเดลไอดอลลักษณะนี้เลยครับ เพราะความหมายของ Senbatsu คือ “ผู้ถูกเลือก” ซึ่งก่อนอื่นผมจะขออธิบายแบบนี้เพื่อความเข้าใจ โมเดล 48 ในทุกๆ ประเทศจะการเดบิวท์ (เปิดตัว) หรือทำการออกซิงเกิ้ลคล้ายๆ กันทุกประเทศ คือ ปีละประมาณ 4 ซิงเกิ้ล โดย 1 ซิงเกิ้ลหรือ 1 เพลงหลักที่เปิดตัว จะมีการแทรกเพลงรองไว้อยู่ประมาณ 3-4 เพลง (ตรงนี้จะฟังดูแตกต่างจากความหมายของคำว่าซิงเกิ้ลทั่วๆ ไป) เท่ากับว่าในปีหนึ่งๆ จะมีการออกเพลงหลักออกมา 4 รอบ และก็จะมีการขายแผ่นซีดี 4 ครั้งเช่นกัน และโมเดลในประเทศไทยก็เป็นแบบนี้เช่นกัน
 
คราวนี้มาพูดถึงตัวน้องๆ (เมมเบอร์ สมาชิกในวง) อย่างตอนนี้ประเทศไทยมีน้องๆ 26 คน เรากำลังหาเพิ่มอีกประมาณ 30 ตน ซึ่งจะเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 นั่นหมายความว่าเราจะมีคนเข้ามาอยู่ในวงถึงประมาณมากกว่า 50 คน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะคัดให้เหลือ 16 คน และ 16 คนนี่แหละที่ผมเรียกว่า Senbatsu หรือ “ผู้ถูกเลือก” โดยบทบาทของผู้ถูกเลือกก็คือ Front Stage หรือผู้ที่มีโอกาสได้ออกมาโลดแล่นในซิงเกิ้ลหลักของปี และที่สำคัญ 16 คนนี้จะไม่ถูกล็อกตายตัว แต่จะถูกสลับหมุนเวียนไปตามผลงาน รวมถึงเรตติ้งจากการจับมือในแต่ละครั้ง ซึ่งบัตรจับมือจะแถมมาในแผ่นซีดีที่มีการผลิตออกมาเป็น Limited Edition ส่วนเซ็นเตอร์ของวงทางเราจะทำการเลือกตามความเหมาะสมควบคู่ไปกับความป็อบปูล่าในช่วงเวลานั้นๆ เช่น เพลงแรกที่เปิดตัวอย่าง “Aitakatta” (อยากจะได้พบเธอ) ก็มีน้องมิวสิคมาเป็นเซ็นเตอร์ และด้วยระบบนี้เองที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันของน้องๆ ตลอดเวลา และนี่คือความหมายที่แท้จริงของผู้ถูกเลือก
 
GMBiZ: แล้วคนที่เหลือที่ไม่ได้อยู่บน Front ทั้ง 16 จะไปอยู่ส่วนไหนของโลก
จิรัฐ: อย่างที่บอกว่านี่คือโมเดลที่ต้องมีการแข่งขันของคนมีฝันและมีความมุ่งมั่น ต่อให้ถูกคัดเลือกเข้ามาแล้ว ก็ต้องพยายามเพื่อจะได้ผลักดันตนเองขึ้นมา Outstanding แต่ในความเป็นจริงแล้ว โมเดลของ BNK48 และในประเทศอื่นๆ คือ “การสร้างทีม”เหมือนทีมกีฬา 1 ทีมเลยครับ ซึ่งหากคุณนึกภาพตามผม คุณลองนึกถึงทีมฟุตบอลอาชีพสักหนึ่งทีม ต้องมีตัวหลัก ตัวรอง และยังมีทีมอะคาเดมี่แบบสำรองของสำรองอีกเพียบ ทุกคนมีหน้าที่ของตนเองแน่นอน อย่างตอนนี้เมื่อผมได้สมาชิกเข้ามาแล้ว 56 คน ผมก็จะให้น้องๆ ได้ไปโชว์ยังเธียเตอร์ที่เดอะมอลล์บางกะปิ โดยที่นั่นจะมีน้องๆ BNK48 ไปโชว์วีคละ 3 โชว์ วนกันไป ซึ่งเราจะมีการตั้งทีมหลักเรียกว่าทีม B ตามมาด้วยทีม N และทีม K แต่ละทีมจะมีคนประมาณ 20 กว่าคน และแต่ละทีมจะมีกัปตันทีมเป็นของตนเอง เพื่อได้ออกไปแสดงโชว์ของตน 
 
 

ตรงนี้คือระบบการบริหารงานแบบสโมสรมืออาชีพ น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาในสโมสรนี้จะไม่ทุ่มเทสิ่งต่างๆ ไม่อย่างเสียเปล่า แต่ทุกคนจะมีงานที่แตกต่างกันไปตามการฉายแสงที่เกิดจากความมุ่งมั่นและพยายามฝึกฝนตนเองอย่างหนัก 

  • โอตะ คือ แฟนคลับทุกเพศทุกวัย
  • จำนวนโอตะผู้หญิงในไทยมากที่สุด = 52%
  • สัดส่วนอายุแฟนคลับจากอายุ 18 ลงมาคือผู้หญิง ส่วน 18+ ขึ้นไป จะเป็นผู้ชาย

 
GMBiZ: การรับคนเพิ่มจะสร้างแรงกดดันต่อรุ่นแรกๆ ให้การรีไทร์ของน้องๆ รุ่นแรกหรือเปล่า
จิรัฐ: จริงๆ แล้วก็ตามอย่างที่ผมเรียนไปครับว่า คนที่เรารับเข้ามา ไม่ได้รับมาเพื่อแทนที่ใคร แต่เราพร้อมจะรับคนเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อหาผู้ถูกเลือกที่ดีที่สุด 16 คน ในการออกมาสู่หน้าฉากของการเปิดตัวซิงเกิ้ลและดันสู่สังคมบันเทิงในด้านต่างๆ ซึ่งผมมีแผนว่าภายใน 5 ปีต่อจากนี้เราจะต้องมีสมาชิกมาอยู่ในวงไม่น้อยกว่า 100 คน ขณะเดียวกันหากน้องคนไหนมีการเฟดตัวออกจากบทบาทของวง หรือที่เราเรียกกันว่า “จบการศึกษา” (Graduate) ซึ่งปัจจุบันในรุ่นแรกมีไปแล้ว 4 คน แต่เราก็จะยังคงผลักดันน้องๆ เหล่านั้น หากต้องการเดินหน้าไปยังงานในสาขาอื่นๆ ด้วย 
 
  • BNK48 รุ่น 1 มีคนสมัครมากกว่า 1,000 คน คัดเหลือ 30 คน แต่ตอนนี้เหลือ 26 คน เพราะมีคนจบการศึกษาออกไป 4 คน
  • BNK48 รุ่น 2 มีคนสมัครมากกว่า 10,000 คน คัดเหลือประมาณ 30 คน
  • ผู้ถูกเลือกของ BNK48 จะมีจำนวน 16 คน เพื่อออกมาเป็นตัวยืนหลักของวงและได้ออกซิงเกิ้ลที่มีรอบเวียน 4 ครั้งต่อปี แต่จะไม่มีการกำหนดว่าใครที่ได้ออกซิงเกิ้ลแรกจะได้ยึดซิงเกิ้ลต่อไป เพราะจะวัดจากผลงานและเรตติ้งเพื่อยึดเป็น 16 คนในแต่ละซิงเกิ้ล (เหมือนการสอบเอ็นทรานซ์)

GMBiZ: หลักประกันในชีวิตของสมาชิก BNK48 คืออะไร
จิรัฐ: น้องๆ ทุกคน เราให้เงินเดือนหมด และทุกคนก็จะได้รับเงินพิเศษจากการทำงานทั้งหมด โดยคนที่เป็น ผู้ถูกเลือก จะมีโอกาสในการทำงานที่ไกลยิ่งกว่ามากขึ้นเท่านั้นเอง เช่น งานพรีเซ็นเตอร์ พูดง่ายๆ ผมถึงอยากให้เปรียบภาพ BNK48 เหมือนสโมสรฟุตบอลอาชีพ ตัวจริงจะมีตำแหน่งให้ลงแค่ 11 คนเท่านั้น ถ้าคนไหนยิงประตูได้ ก็ได้รับโบนัสพิเศษ เป็นต้น

GMBiZ: น้องๆ สมาชิกในวงต้องฝึกหนักกันขนาดไหน
จิรัฐ: ผมพูดได้แค่ว่า รด. ฝึกหนักขนาดไหน น้องๆ ก็ฝึกหนักไม่ต่างกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ตอนเช้าไปเรียนหนังสือ ตอนกลางคืนมาฝึก นี่คือสิ่งที่ผมพอจะบอกได้ และน้องๆ ทุกคนมีความมุ่งมั่นมากจริงๆ
 
GMBiZ: BNK48 ยึดโมเดลจากญี่ปุ่นทั้งหมดเลยหรือเปล่า
จิรัฐ: ไม่เลยครับ แต่ก็ยอมรับว่าวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น กิจกรรมการจับมือ เพลงที่ต้องใช้ และอื่นๆ ที่เป็นแนวทางหลักจากบริษัทแม่ก็จะมีการยึดไว้ เพียงแต่เราก็ไม่ได้เอามาทั้งหมด และเราก็สามารถ Customize ได้ด้วยตัวเราเอง เช่น น้องๆ ทุกคนเมื่อมาอยู่กับเราจะต้องไม่ถ่ายเซ็กซี่ แต่ในญี่ปุ่นจะทำได้ เป็นต้น เพราะเป้าหมายของผมในการนำโมเดลนี้เข้ามาในเมืองไทย ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมไอดอลรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเยาวชนไทยอย่างแท้จริง อย่างน้องๆ บางคนเรียนเก่งมาก บางคนอาจจะเรียนไม่เก่ง แต่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองด้านอื่นๆ เช่น ร้อง เต้น เล่นกีฬา ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกด้าน แต่ขอให้เยาวชนไทยได้เห็นคุณค่าที่ดีจากตัวน้องๆ ผ่านบทบาทของ BNK48 ผมอยากสร้างนิยามที่ถูกต้องให้คำว่าไอดอล = ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความรับผิดชอบ 


 
GMBiZ: สังเกตว่าแต่ละเพลงจะเป็นเพลงแปลงเนื้อมาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น จะมีเพลงเป็นของตัวเองได้บ้างหรือไม่ 
จิรัฐ: เบื้องต้นทางบริษัทแม่ต้องการให้เราใช้เพลงของเขาก่อน แต่พอเห็นกระแสความนิยมในเมืองไทยแล้ว เขาก็ยินดีที่จะให้เราสามารถสร้างเพลงที่เหมาะสมแก่น้องๆ ได้เอง ซึ่งเรื่องนี้ผมมีการพูดคุยไว้เบื้องต้นแล้ว อาจจะเห็นเพลงของเราเองในอนาคต 
 
GMBiZ: คุณมีการสร้างแบรนด์ BNK48 อย่างไรบ้าง
จิรัฐ: ก็ต้องมีการวางแผนให้ครบทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ ซึ่งวันนี้ความโชคดีคือออนไลน์แพลตฟอร์มมันมีอยู่หลากหลายแบบ และมันสร้างกระแสได้เร็ว ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำ คือ สร้างคอนเท้นต์ให้คนสามารถแชร์ต่อได้บนโลกออนไลน์ และต้องมีช่องทางที่ติดต่อสื่อสารกันตลอดระหว่างตัวน้องๆ กับแฟนคลับ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) เช่น ให้น้องๆ ได้ไลฟ์ผ่าน Digital Live Studio ที่เอ็มควอเทียร์ หรือที่เรียกว่าตู้ปลาวันละ 4-6 คน (ในอนาคตจะไปทำที่เชียงใหม่ด้วย) ในขณะเดียวกันตอนกลางคืนก็มีน้องๆ ไลฟ์ผ่านแอพพลิเคชั่น VOOV คอนเท้นต์ที่ส่งบนโลกออนไลน์ ยังไม่รวมรายการทีวี คอนเท้นต์ที่ไปออกโร้ดโชว์ หรือรายการตามไลฟ์สไตล์ ท่องเที่ยว ทำอาหาร จากนั้นแฟนๆ ก็จะแชร์ปให้อีกทาง
 
แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราจะบอกกับน้องๆ ทุกคน คือ การเป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคม เป็นคนที่นำเสนอเรื่องราวดีๆ ของสังคมไทยในเชิงบวก เกี่ยวกับเรื่องการให้กำลังใจ ความน่ารักสดใส และในระหว่างทางก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและมีความพยายามในการเป็นสมาชิก BNK48 ด้วย ต่อจากนั้นผลของความพยายามของน้องๆ ก็จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะนำไปเสนอต่อสาธารณชนตามแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ผู้คนได้เห็นต่อไป เช่น งานอีเว้นท์ที่เราจะส่งน้องๆ ผู้ถูกเลือกไปในงานประมาณ 6 คน แต่ถ้างานใหญ่จะไปทั้งหมด 16 คน และรวมถึงการผลักดันไปสู่งานอื่นๆ เช่น หนัง ละคร โฆษณา ต่อไป ภายใต้การดูแลของบริษัท BNK48


 
GMBiZ: BNK48 จะถึงขั้นเป็นตัว Disruption วงการบันเทิงไทยได้หรือไม่
จิรัฐ: ผมอยากเรียนเช่นนี้นะครับว่า ในยุคที่มีช่องทางแพลตฟอร์มเพื่อนำเสนอคอนเท้นท์มากมาย ตั้งแต่ทีวีดิจิทัลกว่า 24 ช่อง และรวมถึงออนไลน์แพลตฟอร์มอีกเป็นจำนวนมากนั้น ทุกคนมีคอนเท้นท์ ทุกคนสร้างคอนเท้นท์ได้ และต่อให้สร้างไม่ได้ก็ซื้อคอนเท้นท์จากต่างประเทศมาถมได้
 
แต่สิ่งที่วงการบันเทิงไทยในตอนนี้ “ขาด” คือ “Talent” เราขาดความพิเศษ เราขาดสิ่งที่จะมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนทุกคนอย่างแท้จริง เพราะอะไร เพราะกฎของการทำงานอย่างมีสังกัดแบบเดิม บอกให้ผู้มี Talent ไม่สามารถข้ามค่ายได้ และเราคือผู้ที่เข้ามาอุดรอยรั่วตรงนั้น เราสร้างกลุ่มเด็กสาวที่มี Talent เก่ง มีความสามารถรอบด้าน น่ารัก สดใส ใครๆ ก็เอ็นดู และที่สำคัญ พวกเธอไม่ถูกจำกัดให้ทำงานกับใครคนใดคนหนึ่ง พูดง่ายๆ คือ เราทำงานกับใครก็ได้
 
เรามีอิสรภาพในการทำงานร่วมกับทุกค่าย ทุกแพลตฟอร์ม และสร้างคุณค่าให้กับทุกๆ คอนเท้นท์ที่เข้าไปทำ ซึ่งอย่างที่บอกครับว่า คอนเท้นท์จะสร้างเมื่อไรก็ได้ แต่การจะนำ Talent ไปผสมผสานกับคอนเท้นท์มันยาก เพราะทกุวันนี้ถ้าศิลปินดังๆ อยากไปทำงานนอกค่าย คือ ออก คือ กลายเป็นฟรีแลนซ์ และมันก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวบุคคลตามมา แต่วันนี้เราในฐานะผู้ลงทุนโมเดล BNK48 เราต้องการสร้างไอดอล-ศิลปินรูปแบบใหม่ ที่อาจจะเป็นอีกแม่แบบของวงการบันเทิงไทย ในอนาคต
 
ค่าเฉลี่ยอายุของสมาชิกวง BNK48 12-22 แต่สามารถทำงานได้ถึง 30+ ตามแต่ความต้องการของสมาชิก


GMBiZ: คำถามสุดคลาสสิค คิดว่า BNK48 ประสบความสำเร็จหรือยัง

จิรัฐ: ผมก็ขอตอบกลับแบบคลาสสิคบ้างว่า “ยัง” (หัวเราะ) แต่ก็ต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่มักจะมอบคำๆ นี้ให้กับเรา ผมอยากเรียนแบบนี้ครับว่า ความสำเร็จของ BNK48 ในมุมของผมไม่ใช่แค่ Feedback ที่ล้นหลามจาก Koisuru fortune cookie (คุกกี้เสี่ยงทาย) ที่มียอดวิวเลยหลัก 100 ล้านไปแล้ว และรวมถึงเราได้ฐานคนติดตาม BNK48 มากขึ้นจากซิงเกิ้ลแรกเป็นล้านคน (ข้อมูลจาก Thoth Zocial) เพราะถ้าคิดแบบนั้น เราจบทันที 
 

ภาพ อฟช
BNK48
 
ผมไม่อยากให้ BNK48 อยู่ได้แบบสั้นๆ เป็นกระแสแล้วก็จางหายไป ผมจึวมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่า หากน้องๆ คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือความสำเร็จแล้ว พวกคุณล้มเหลวแล้วนะ เพราะนี่เราแค่เพิ่งมายืนตรงจุดสตาร์ทเท่านั้นเอง ผมอยากให้เรามองใหม่ว่า 100 ล้านวิวในวันนี้ คือ ใบเบิกทางจากแฟนคลับที่รักพวกคุณ คนไทยที่รักพวกคุณ และเขากำลังมอบโอกาสที่ดีที่สุดให้พวกคุณได้แสดงศักยภาพที่มากยิ่งกว่าให้พวกเขาได้เห็น นั่นคือมุมของน้องๆ ที่ต้องท่องไว้ในใจเลย 
 
ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ของผมตั้งแต่ต้น ผมไม่ได้มองว่า BNK48 คือ วงดนตรีเลยนะ เพราะผมเองก็อยู่ในธุรกิจลิขสิทธิ์การ์ตูนมาตลอด ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรี ทำให้ไม่มีจุดแข็งเรื่องดนตรี ซึ่งเช่นเดียวกันถ้าผมวางตัวว่า BNK48 คือวงดนตรี ผมคงเอา 100 ล้านวิวนี้ไปหากิน ไปออกโร้ดโชว์ทั่วประเทศ แต่แล้วมันจะมีวันที่กำลังของ 100 ล้านวิวหมดลง
 
GMBiZ: แสดงว่าคุณมีร่างเส้นโครงเรื่องของ BNK48 เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จไว้แล้วใช่หรือเปล่า 
จิรัฐ: ใช่ครับ โดยสิ่งที่ผมจะเดินต่อไปจากนี้ ซึ่งผมวางแผนไว้แล้วแหละ คือ การสร้าง Story ให้คนรู้จักว่า BNK48 คืออะไร และทำอย่างไรที่จะทำให้ตัวตนนี้มีความยั่งยืนในตัวของตัวเอง ผมยกตัวอย่างซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง “Shonichi” (วันแรก) ซึ่งพูดถึงความมุ่งมั่นความพยายามของน้องๆ มันเป็นการฉีกกฎวงการบันเทิงไทยไปเลยนะ เพราะหากย้อนไปดูกระแสความน่ารักและฮอทของ คุ้กกี้เสี่ยงทาย มันแรงมากจนทำให้คนรู้จักเรา แต่ผมไม่อยากขยี้มันด้วยกระแส ไม่อยากเดินเรื่องราวสไตล์บันเทิงแบบเดิมๆ และเราก็ต้องทำให้ DNA ของเพลงนี้แสดงออกมาอย่างโดดเด่น นั่นก็จะย้อนมาที่หน้าที่ของผู้บริหารแบบพวกเราตามที่ผมกล่าวไปข้างต้น โดยการไปที่เราได้ไปร่วมกันกับสมาคมฟุตบอลไทย ในแคมเปญ “BNK48 featuring ช้างศึก” เกิดเป็นเรื่องราวของเส้นทางของ BNK48 กับนักฟุตบอลที่มีความเหมือนกัน เช่น ทีมกีฬามีตัวจริงหรือตัวสำรอง เวลาตัวจริงไม่พร้อม ตัวสำรองต้องสแตนบาย และ BNK ก็เป็นเช่นเดียวกัน เราพูดถึงกองเชียร์ เราพูดถึงสนาม และเราพูดถึงความมุ่งมั่นในการแข่งขันที่แพ้บ้าง ชนะบ้าง ซึ่งองค์ประกอบของ BNK48 ก็จะมีสิ่งเหล่านี้หมด เช่น เราก็มีสนามของเรา (เธียเตอร์ที่บางกะปิ) มีแฟนคลับ (โอตะ / คามิโอชิ) มันคือ Spirit ของการเป็นนักกีฬาที่เหมือนกัน
 

ภาพ อฟช BNK48
 
กลยุทธ์นี้ จะทำให้คนรับรู้ได้ว่า DNA ของ BNK48 คืออะไร และมันจะทำให้เรา “ไม่กลวง” ไม่เป็นแค่กระแสที่ผ่านมาและผ่านไป ทำไมเราไม่เอาเพลงสนุกๆ มานำเสนอต่อ เพราะเราไม่ได้ขายเพลง เราขายเรื่องราวของเด็กสาวกลุ่มหนึ่ง โดยเรามีเพลงเป็นเครื่องมือเพื่อสื่อสาร นี่คือ Business Model ของการสร้างไอดอล ศิลปิน และเป็นโร้ดแมพใหม่ของวงการคอนเท้นท์ มันคือ Talent มันคือจิ๊กซอว์ที่ผมวาดมันขึ้นมา และกำลังเดินตามสิ่งที่วาดไว้อย่างเข้มข้น
 
GMBiZ: วางเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง
จิรัฐ: ตอนนี้ผมวางแผนให้กับ BNK48 ไว้ล่วงหน้า 3 ปีแล้ว โดย 1 ในภารกิจที่อยากจะให้เกิด คือ พาน้องๆ ไปแสดงสดที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งจุคนได้จำนวน 6 หมื่นกว่าคน ซึ่งจะมาจากความสามารถของตัวน้องๆ ที่ผลักดันให้ไปยืนตรงจุดนั้น ตรงนี้อาจจะสำเร็จ หรือล้มเหลวก็ได้ แต่ขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้จะทำเหมือนกับพี่ตูนบอดี้สแลมนะ (หัวเราะ) แต่เนื่องจากสนามแห่งนี้คือ “สัญลักษณ์” อย่างหนึ่งของประเทศที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ และถ้าหากผมพา BNK48 ไปอยู่ตรงนั้นได้ ตอนนั้นผมจะบอกกับสื่อเลยว่านี่คือความสำเร็จของบริษัท BNK48 ตัวผม และน้องๆ BNK48 ทุกคนอย่างมั่นใจ 
 
รายได้ของ BNK48 ในปัจจุบันมาจาก 3 ส่วนในอัตราเฉลี่ยเท่าๆ กัน
  1. การขายสปอนเซอร์ชิพ การสนับสนุนจากหลากหลายแบรนด์ที่เลือกน้องๆ ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์และ Influencer 
  2. การขายสินค้าที่ระลึก เช่น รูปถ่าย เสื้อผ้า ของสะสม และรวมถึงแผ่นซีดี ที่กลายเป็นของหายากและมีมูลค่าหลายเท่าตัว เพราะเป็นการทำแบบ Limited Edition เช่น แผ่นซีดีของซิงเกิ้ลล่าสุด “Shonichi” มียอดจองบนออนไลน์มากกว่า 170,000 แผ่น ตกราคาแผ่นละ 350 บาท ผลิตครั้งเดียว หมดแล้วหมดเลย
  3. บัตรคอนเสิร์ต เช่น คอนเสิร์ตที่ไบเทค สามารถขายได้หมด 11,000 ใบ ตกเฉลี่ยราคาใบละ 1,600 บาท (แค่คอนเสิร์ตเดียว) และบัตรคอนเสิร์ตในเธียเตอร์ที่บางกะปิ แสดง 3 วันต่อวีค หรือ 12 รอบต่อเดือน โดยหนึ่งรอบจุได้ 350 คน และมีราคาบัตรอยู่ที่ 400 บาท ปัจจุบันบัตรถูกจองเต็มไปแล้วทั้งปี