x

สัปดาห์ที่ผ่านมามีบทความเกี่ยวกับไอดอลของเว็บไซต์หนึ่งที่น่าสนใจ โดยเปรียบเทียบว่า ไอดอล = นักโทษที่หน้าตาดี ซึ่งก็มีการยกเหตุผลต่างๆนานา เลยอยากจะแลกเปลี่ยนมุมมองบางในฐานะแฟนไอดอลคนหนึ่ง สำหรับผู้เขียนมองว่า ไอดอลนั้นเหมือน “พนักงานบริษัทฝ่ายขาย” มากกว่า
 
สมมติเรายกตัวอย่างว่า บริษัท BNK48 office ของ BNK48 หรือ AKS ของ 48Group นั้นเป็นบริษัทแห่งหนึ่ง ในส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง ก็จะแบ่งออกเป็นแผนกต่างๆ แผนกดีไซน์ที่คอยออกแบบผลิตภัณฑ์ออกมา แผนกเพลงของ 48Group ที่ผลิตและ BNK48 ทีมแปลเพลงนั้นเหมือนฝ่ายผลิต แผนกอีเวนท์และพีอาร์เป็นฝ่ายการตลาดของบริษัท และแน่นอนผู้ที่มีหน้าที่นำเสนอและหาลูกค้าเพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปแนะนำก็คือตัวไอดอลเอง
 

ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ไอดอลต้องออกนำไปขายนั้นมีลักษณะค่อนข้างสำเร็จรูป ทั้งทำนอง เนื้อร้อง คอนเซปต์ คอสตูม รวมไปถึงดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ทั้งซีดีและของที่ระลึก โดยตัวไอดอลมีหน้าที่พรีเซนต์สินค้าดังกล่าวให้น่าสนใจ ด้วยความสดใสน่ารักและเสน่ห์ในรูปแบบของตัวเอง โดยมีของแถมที่ล่อตาล่อใจอย่างบัตรจับมือหรือบัตรเลือกตั้งในกรณี 48Group
กระบวนการคัดสรรหรือการออดิชั่นนั้นก็เหมือนการที่เวลาฝ่ายบุคคลเปิดให้สมัคร โดยประกาศกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น อายุ ส่วนสูง วุฒิ ส่วนไอดอลก็ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติตามที่บริษัทต้องการ และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาคัดเลือกว่า คนใดที่เหมาะเป็นฝ่ายขายให้กับสินค้าของทางบริษัท 
 
ในส่วนนี้เห็นได้ว่าจะแตกต่างกับสิ่งที่เรียกว่า “นักโทษ” ค่อนข้างชัด เนื่องจากเป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายที่ตกลงร่วมกัน
 
เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วก็จะมีกระบวนการเซ็นสัญญาทำงานเหมือนบริษัทเอกชนทั่วไป โดยถ้าหากข้อตกลงไม่ตรงกัน ก็อาจจะเลือกไม่เซ็นสัญญา เช่นกรณีของ บีม-กมลพร โกสียรักษ์วงศ์ ที่สละสิทธิ์ BNK48 รุ่นที่ 1 (อ่านเพิ่มเติม สัมภาษณ์ บีม-กมลพร โกสียรักษ์วงศ์ แอร์สาวไทยสมายล์ ผู้ไม่ได้ไปต่อกับ BNK48) เป็นต้น โดยเมื่อเข้ามาสู่บริษัทก็ต้องผ่านการฝึกหรือ orientation ให้มีลักษณะที่สามารถนำเสนอสินค้าของบริษัทได้เหมาะสม  
 
 
การทำงานเริ่มต้นในตำแหน่งพนักงานฝึกหัด หรือถ้าในโลกไอดอลก็คือ Trainee หรือ เคงคิวเซย์ ซึ่งเริ่มฝึกหัดการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และเมื่อเลื่อนระดับเป็นเมมเบอร์หลักแล้วสิ่งที่พนักงานขายทุกคนต้องแบกรับเหมือนกันนั่นก็คือ “เป้าและยอดขาย” ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่โหดร้ายแต่ปฏิเสธความเป็นธุรกิจของมันไม่ได้เช่นกัน
 
เพิ่งมีบทสัมภาษณ์ของ “นัตซึน” โคจิมะ นัตสึกิ  อดีตเมมเบอร์ AKB48 ผู้ที่เคยมีข่าวลือว่าแท้จริงจะเป็นเมมเบอร์ที่ถูกส่งมาร่วมกับ BNK48 เกี่ยวกับธุรกิจไอดอล นัตซึนไม่เคยเป็นเซมบัตสึในซิงเกิ้ลหลักเลยตลอด 7 ปี เธอเล่าว่าทุกต้นปีจะมี “การเรียกประเมิน” ซึ่งจะถูกวัดโดยยอดขาย “ของแถม” อย่างบัตรจับมือ  สินค้าที่ระลึก การรับสมัครโมบายเมลที่แฟนๆ จะต้องเสียเงินเพื่อติดตามข่าวสารเมมเบอร์คนนั้นๆ โดยมีผลผกผันกับเงินเดือนที่จะได้รับ 
 
 
ถ้าจะเทียบให้เห็นไอดอลก็เหมือนฝ่ายขายที่ฐานเงินเดือนไม่สูงมาก อาจจะมีปรับตามตำแหน่งและประสบการณ์ โดยจะได้ค่า “คอมมิชชั่น” เป็นเปอร์เซ็นต์จากการนำเสนอขายสินค้า เช่น ยอดบัตรจับมือที่เป็นตัววัดความนิยม การออกอีเวนท์ต่างๆ การขึ้นแสดงในเธียเตอร์ หรือ งานพรีเซนเตอร์ ซึ่งบางครั้งก็จะมากกว่าฐานเงินเดือนที่ได้รับ
 
สิ่งสำคัญก็คือว่าจะทำอย่างไรให้แฟร์และบริษัทไม่เอาเปรียบเกินไป เช่น การพยายามจะปรับรูปแบบสัญญาเป็นการเหมาจ่ายในช่วงที่วงกำลังอยู่ในขาขึ้น ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ไม่แฟร์แน่นอน
 
สิ่งที่บริษัททำในการกำกับดูแลพนักงานของตัวเองคือเรื่องกฎระเบียบ หากฝ่าฝืนก็จะมีการพักงานหรือตักเตือน โดยช่วงพักงานนั้นจะไม่ได้รับเงินเดือนที่เป็นฐานเงินเดือนหรือถูกลดเงินเดือน หรือถ้าฝ่าฝืนร้ายแรงเช่น เรื่องชู้สาวกับผู้บริหาร ขาดวินัยจนทำให้เสียงานบ่อยครั้ง การละเมิดกฎหมายของประเทศนั้นๆ อาจถูกให้ออก โดยการบีบให้ “จบการศึกษา”
 
เคสแบบนี้เคยเกิดขึ้นของ “มิกิ” นิชิโนะ มิกิ 1ในอดีตสามทหารเสือรุ่นที่ 14 ของ AKB48 ที่กำลังมาแรง นอกจากการเดทกับผู้ชายแล้ว ในขณะนั้นเธอยังเป็นเยาวชนและออกไปนอกเคหะสถานในยามวิกาลเกินเวลาเคอร์ฟิวของเยาวชนอีกด้วย ทำให้เธอตกสวรรค์จากดาวรุ่งพุ่งแรงที่เคยอยู่ในคอนโดย่านหรูใจกลางโตเกียวค่าเช่าเดือนละสองแสนเยน (ประมาณ 60,000 บาท) 
 
 
"มิกิ" นิชิโนะ มิกิ
 
หลังจากออกจากวงเธอใช้ชีวิตช่วงหนึ่งเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านเนื้อย่าง IWA ของรุ่นพี่ในวงอย่าง “อุจจี้” อุจิดะ มายูมิ ที่มักจะรับอดีตเมมเบอร์หลายคนที่ไม่สามารถคว้าฝันเข้ามาทำงาน

ส่วนเรื่อง No dating rule หรือ “ห้ามมีแฟน” นั้นไม่สามารถระบุเป็นกฎได้ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ ดังนั้นจึงเลี่ยงไปในรูปแบบสัญญาใจ ที่ไม่บังคับโดยตรงแต่กดดันและรับทราบโดยอ้อมแทน เพราะเป็นเรื่องของความนิยมในการสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ 
 
ส่วนอายุของไอดอลนั้นขึ้นอยู่กับความนิยม ถึงแม้จะมีช่วงเวลาทองคำระหว่าง 17-21ปี แต่ถ้าสามารถรักษาความนิยม เช่น กรณี “ดาสุ” สุดะ อาการิ ของ SKE48 ที่ได้อันดับ 2 ในงานเลือกตั้งถึงแม้จะอายุ 25-26 ปีก็ยังสามารถอยู่ในระดับทอปเซลส์ได้
 
“ดาสุ” สุดะ อาการิ
 
ถึงแม้เราจะมอง “วงการไอดอล” ด้วยความโรแมนติกมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ท้ายที่สุดมันก็เป็นโลกแห่งธุรกิจเช่นกัน แต่เป็นธุรกิจบน “ความสมัครใจ” และ ธุรกิจบนความฝัน 
 
ความฝันของไอดอลที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก ความฝันของแฟนคลับที่ได้ใกล้ชิดกับคนที่ตัวเองชื่นชอบ และความฝันของบริษัทที่ต้องการทำกำไรสูงสุดเช่นกัน