x

จากการที่ประสบความสำเร็จอย่างพอสมควรในการแนะนำไอดอลสู่วงการบันเทิงไทย BNK48 ก็ประกาศรับสมัครรุ่นที่ 2 กับโครงการ BNK48 WE NEED YOU 2 : 2nd Generation ที่เปิดรับสมัครตั้งแต่ 25 ธันวาคม 2560 – 1 กุมภาพันธ์ 2561 สำหรับผู้หญิงอายุตั้งแต่ 12-22 ปี
 
ภาพลักษณ์ที่ดีของเหล่าสมาชิกในรุ่นที่ 1  ทำให้คาดการณ์ว่าในการสมัครรุ่นที่ 2 นั้นจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละคนดูมีเสน่ห์ที่แกต่างกัน ได้ออกงานและร่วมกิจกรรมสำคัญ ๆ ในนามของ 48 Group กลุ่มไอดอลกรุปที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดคำถามเป็นไอดอลนั้น สบาย ง่าย และรายได้ดีจริงหรือบทความนี้จะตอบโดยใช้ข้อมูลจากกรณีญี่ปุ่นเป็นหลัก
 
สิ่งแรกที่ต้องรู้ก็คือเรื่องของความมั่นคง ซึ่งก็ขึ้นกับบริษัทต้นสังกัดเช่นกัน เมื่อครั้ง AKB48 ก่อตั้งขึ้นใหม่ไม่ได้เป็นบริษัทใหญ่โต “โคจิฮารุ” โคจิมะ ฮารุนะ สมาชิกรุ่นที่ 1 เคยกล่าวว่าในวันแรกยังแอบหนีไปทำงานพาร์ทไทม์เพราะไม่เชื่อว่าบริษัทจะไปรอดได้ อีกทั้งเปิดเผยในโฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “นิชชิน” ชุด Real ที่จะให้เมมเบอร์คนดังมาบอกเล่าความลับ ตอนนั้นเธอยังโกหกญาติผู้ใหญ่ที่บ้านว่าไปทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนเสริมสวยไม่กล้าบอกว่ามาเป็นไอดอล ดังนั้นทางบริษัทที่บริหารไอดอลควรจะมีหลักประกันว่าสามารถไปรอดได้เพราะนอกจากรับผิดชอบทางธุรกิจแล้ว รวมไปถึงการรับผิดชอบความฝันของเหล่าเด็กผู้หญิงที่มีความฝันด้วย เป็นความท้าทายที่บริษัท Rose Artist Management หรือ RAM ที่ถือลิขสิทธิ์ BNK48 ต้องมีความมั่นใจให้กับเมมเบอร์และผู้สมัคร กับการบริหารที่มืออาชีพมากกว่าที่เป็นในปัจจุบัน
 
ประเด็นต่อมาก็คือเรื่อง”รายได้” ต้องทำความเข้าใจว่าธุรกิจไอดอลนั้นมีรายจ่ายค่อนข้างเยอะถ้าหากบริหารแบบมีประสิทธิภาพ เพราะทั้งทีมงานด้านโปรดักชั่น เพลง เสื้อผ้าและการแสดงก็ใช้หลายชีวิต ไอดอลมีส่วนร่วมพัฒนาโปรเจกต์ไม่มากนักเรียกได้ว่าคอนเซปต์ค่อนข้างจะสำเร็จรูป อีกทั้งการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานจับมือหรืออีเวนท์ล้วนมีรายจ่าย ส่วนรายรับของบริษัทนั้นมาจากการขายซีดีพ่วงบัตรจับมือ การขายสินค้าที่ระลึก และภาพถ่ายโฟโต้เซต 
 
แล้วรายได้ของไอดอลมาจากอะไรบ้าง? โดยส่วนมากจะรับเป็นเงินเดือนที่มีฐานเงินเดือนระดับหนึ่ง ส่วนรายได้เพิ่มเติมจะมาจากการออกงานคอนเสิร์ต อีเวนท์ เป็นพรีเซนเตอร์ รวมไปถึงส่วนแบ่งจากสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ของตัวเองจำนวนหนึ่ง เงินเดือนก็จะมีลำดับขั้นตามสถานะของเมมเบอร์ตัวหลักและตัวรอง รวมไปถึงถ้ามาจาก 48 Group ก็จะมีรายได้จากขึ้นแสดงในเธียเตอร์ ซึ่งของไทยกำหนดการยังเลื่อนออกไปอีกทำให้ยังไม่มีรายได้ในส่วนนี้
 
ในญี่ปุ่นนั้นด้วยความที่ไอดอลมีจำนวนมากค่ายอาจจะไม่สามารถบริหารได้ทั่วถึง จึงมีบริษัทเอเยนซี่ที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาเมมเบอร์บางคนที่มีโอกาสขายได้ ไว้สำหรับรับงานภายนอก เช่น งานละครซีรีย์ งานพรีเซนเตอร์ หรือถ่ายแบบ โดยจะมีการแบ่งรายได้ระหว่างเอเยนซี่ ไอดอล และค่าย แต่เท่าที่ทราบของไทยจะเป็นสัญญาผูกมัดระยะเวลา 6 ปีซึ่งถือว่าค่อนข้างนาน ส่วนฐานเงินเดือนนั้นควรจะเป็นเรทที่ตัวไอดอลสามารถอยู่ได้จริง และไม่เอารัดเอาเปรียบจนเกินไป
 
 มีข้อมูลในปี 2016 เกี่ยวกับประมาณการการทำรายได้ของไอดอลอันดับที่1 เป็นของ “ซัชชี่” ซาชิฮาระ ริโนะ แห่ง HKT48 ผู้ชนะเลือกตั้งสามปีซ้อน ซึ่งมีผลงานพิธีกรวาไรตี้ที่หลากหลายมาก ทำเงินไปทั้งสิ้น 43 ล้านเยน (ประมาณ 11 ล้านบาทไทย) ถ้าหากเทียบกับดาราแถวหน้าของไทย หากรับงานพรีเซนเตอร์เพียง 2   ชิ้นอาจจะมีมูลค่าเทียบเท่า โดยอันดับ 1-5 ปี 2016 มาจาก 48Group ทั้งหมด ส่วนอันดับที่ 7 มีถึง 4 คนมาจาก Nogizaka46 ที่ทำรายได้เท่ากับที่ 22 ล้านเยน(ส่วนข้อมูลปี 2017 ยังไม่ออกอย่างเป็นทางการ)
 
ไอดอลนั้นเหมือนนักฟุตบอลคือมีช่วงเวลาทองค่อนข้างจำกัด ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 17-20 ปี เป็นช่วงที่จะต้องเริ่มเปล่งประกายให้ได้ เพื่อที่จะไปถึงจุดสูงสุด ซึ่งบางคนก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย บางคนก็ออกจากโรงเรียนเพื่อมาทุ่มเทในเส้นทางในสายนี้ ของไทยเองตอนเปิดรับสมัครรุ่น 1 รอบแรกก็ต้องการคนที่อออกมาเรียนในระบบ กศน. แต่ในที่สุดก็ต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย โดยเปิดให้เรียนไปด้วยและสามารถซ้อมไปด้วยได้ ซึ่งหลายครั้งก็อาจจะหนักเช่นกันในการแบ่งเวลา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดการชีวิตของตัวเอง
 
ถามว่างานของไอดอลนั้นหนักแค่ไหนเพิ่งมีการเปิดเผยของ “มาริโกะซามะ” ชิโนดะ มาริโกะ อดีตคามิ 7 ยุคทองของ AKB48 หลังจากไปออกรายการดัง Uchi no Gaya ga Sumimasen! โดยเธอเปิดเผยว่าช่วงยุคทองที่เธอกำลังโด่งดังนั้น ในปีหนึ่งเธอมีวันหยุดเพียง 3 วันเท่านั้น!! ซึ่งจำนวนขึ้นอยู่กับความนิยมของเมมเบอร์ ดังนั้นเราอย่าแปลกใจหากเมมเบอร์บางคนได้ออกงานบ่อยโดยตลอด ในขณะที่บางคนไม่ค่อยมีงาน ซึ่งช่วงที่ไม่มีงานก็ไม่สามารถรับงานนอกได้เพราะมีสัญญาผูกพันอยู่กับบริษัท บางคนจบการศึกษาจากวงไปก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนถนัดและยึดเป็นอาชีพได้คืออะไร
 
แล้วเป็นไอดอลต้องสูญเสียอะไรบ้าง? ใน PV เพลง Sekai wa Doko Made Aozora na no ka? อัลบั้มซิงเกิ้ลที่ 2 ของNGT48 ตอบเรื่องนี้ได้น่าสนใจใน PV ตัวเซนเตอร์ของเพลงอย่าง “โอกิยูกะ” โอกิโนะ ยูกะ บอกกับเพื่อน ๆ ว่าเธออยากเป็นไอดอล และแสดงความพยายาม จนได้ไปเจอกับรุ่นพี่อย่าง “ยูกิริน”คาชิวากิ ยูกิ และกัปตัน NGT48 อย่าง คิตาฮาระ ริเอะ ที่อยู่ในวงการไอดอลมานาน รุ่นพี่ถามขึ้นมาว่า “พร้อมจะเสียสละชีวิตส่วนตัว การมีแฟน ชีวิตวัยรุ่นต่าง ๆ ของเธอหรือไม่?” เพราะสิ่งเหล่านี้จะลดน้อยถอยลงเมื่อก้าวเข้าสู่โลกของไอดอล
 

 
ซึ่งความนิยมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากรูปลักษณ์ภายนอกส่วนหนึ่ง ชิมาดะ ฮารุกะ อดีตสมาชิก AKB48 เคยเล่าในรายการ AKBINGO! เทปจบการศึกษาของเธอว่า ตอนแรกในรุ่นที่ 9 เธอเป็นคนหนึ่งที่ถูกผลักดันให้เป็นเอชหรือดาวเด่นของรุ่น แต่ต่อมาเมื่อน้ำหนักตัวขอเธอเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 กิโลกรัม เธอก็ถูกลดบทบาทลงและเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาเธอประกาศลาออกจากวงการบันเทิงเพื่อกลับไปใช้ชีวิตปกติ 
 
หรืออีกกรณีที่ทุ่มเทให้กับการเป็นไอดอลจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่นกรณีของ “ฮารุปปี้” โคดามะ ฮารุกะ ดาวเด่น HKT48 ที่ได้รับอาการบาดเจ็บจากการถ่ายทำซีรีย์เกี่ยวกับมวยปล้ำของทางค่าย จนต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นนาน ถึงแม้จะกลับมาได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ พร้อมกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการพักฟื้น แต่ล่าสุดก็ต้องกลับไปพักรักษาร่างกายอีกครั้งตามคำสั่งของแพทย์ 
 
นี่คือบางสิ่งที่ผู้สมัครควรรู้และชั่งใจก่อนที่จะสมัครเข้ามาออดิชั่น เพราะกว่าที่จะมาเป็นไอดอลที่ยืนอยู่บนเวที โปรยยิ้มและสร้างความสุขให้กับแฟน ๆ นั้น ชีวิตของไอดอลก็ต้องแลกอะไรมามากมายเช่นกัน ขอให้ทุกคนที่อยากจะลองก้าวเข้าสู่โลกไอดอลได้อ่านและลองคิดว่าชีวิตวัยรุ่นที่มีครั้งเดียวจะเลือกใช้มันอย่างไร อยากให้มองโลกของไอดอลเป็นเสมือนโรงเรียนที่มีโอกาสเข้ามาทำงานที่หลากหลายทั้งร้อง เต้น พากย์เสียง งานแสดงหรืองานเดินแบบ เพื่อที่จะค้นพบกับตัวเอง ก่อนที่จะจบการศึกษาออกไปเปิดประตูบานใหม่บนเส้นทางที่ได้เลือกเดินต่อไป