ซีรีส์ไทยเรื่องหนึ่งที่มีพล็อตและแนวคิดแปลกใหม่ แถมยังทำออกมาได้น่าสนใจมากๆ ก็คือซีรีส์เรื่อง Side by Side โดยผู้กำกับ นฤเบศ กูโน จากค่าย GDH

Side by Side เป็นเรื่องของสองพี่น้องที่เล่นและแข่งแบดมินตันกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือ คนพี่มีอาการออทิสซึม (Autism) หรือที่เรียกว่าเป็นเด็กออทิสติก แต่ว่าเล่นแบดมินตันเก่งมาก เนื้อหาของ Side by Side ไม่ใช่ซีรีส์กีฬาจ๋า แต่พูดถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของพี่น้องและผู้เป็นแม่ของทั้งคู่ (ทั้งคู่มีแม่สองคน แต่ทำไมถึงต้องมีแม่สองคนนี่ต้องไปดูกันเอาเองนะครับ) 

ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า คนที่เป็นออทิสซึม มีความสามารถทางกีฬาได้ด้วย เพราะเรามักจะถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ของความเข้าใจเกี่ยวกับคนที่มีอาการนี้ ทำให้เรามักคิดว่า คนที่เป็นออทิสซึมจะต้องมีพัฒนาการทางร่างกายช้า การเล่นกีฬาก็ต้องเล่นกีฬาเบาๆ เข้าใจกฎกติกาต่างๆ ได้ยาก หรืออาจระเบิดอารมณ์พลุ่งพล่านออกมาขณะแข่ง ทำให้ควบคุมได้ยาก และอื่นๆ อีกสารพัด

แต่เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นอย่างที่ผู้กำกับ นฤเบศ กูโน เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า คนที่เป็นออทิสซึมนั้น ร้อยคนก็เป็นร้อยแบบ คือไม่มีใครเหมือนกันเลย ดังนั้น คนที่เป็นออทิสซึมจึงสามารถ ‘เก่ง’ กีฬาได้ด้วย แล้วก็ไม่ได้มีแต่ตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้เท่านั้น แต่ในโลกยังมีคนแบบนี้อีกมากมาย

คนหนึ่งที่ผมไปอ่านเจอมาคือ แอนโธนี เอียนนี (Anthony Ianni) ตอนเขาอายุได้ห้าขวบ หมอบอกพ่อกับแม่ว่า ถ้าเขาเรียนจนจบมัธยมได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว เพราะเขาไม่น่าจะมีพัฒนาการอะไรได้ แต่ปรากฏว่า เมื่อโตขึ้นเขาหันมาสนใจบาสเกตบอล และกลายเป็นผู้ป่วยออทิสซึมคนแรกที่ได้เข้าไปเล่นบาสเกตบอลในระดับมหาวิทยาลัยถึงดิวิชั่นหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ถ้าเราดูซีรีส์ Side by Side เราจะพบว่าแม่ของตัวละครที่เป็นออทิสซึมจะพร่ำบอกอยู่เสมอว่าเขาจะเป็นอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะเป็น เพราะเขาเก่งและมีความสามารถ ซึ่งบางครั้งบางคนฟังบ่อยๆ ก็รู้สึกเบื่อเหมือนกันว่าบทจะเน้นย้ำอะไรเรื่องนี้นักหนา แต่ที่จริงแล้ว ผู้ป่วยออทิสซึมเวลาเรียนในโรงเรียนนั้น หลายคนต้องต่อสู้หนักกว่าเด็กทั่วไปหลายเรื่อง

อย่างแอนโธนี เอียนนี เขาก็ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ชั่วชีวิตของเขา เวลาเขาอยู่ในโรงเรียน เขาต้องต่อสู้กับการเรียนรู้เรื่องการใช้คำทั้งหลาย เพราะเขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายๆ เขาไม่รู้ว่าคำนาม กริยา หรือคำพูดเสียดสีแตกต่างจากคำพูดธรรมดาอย่างไร หลายครั้งเขาจึงตกเป็นเป้าของการถูกรังแก และถูกกีดกันจากเพื่อนๆ โชคดีที่เขามีพรสวรรค์ด้านบาสเกตบอล ทำให้เขาสามารถ ‘สื่อสาร’ กับคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ผ่านการเล่นกีฬาชนิดนี้ และสามารถเรียนจนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ในยุคเจ็ดศูนย์ เด็กที่เป็นออทิสซึมในสหรัฐอเมริกามีสถิติอยู่ที่ราวหนึ่งในหมื่นคนเท่านั้น แต่เมื่อถึงปี 2000 ตัวเลขเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดกลายเป็นหนึ่งใน 150 และในปัจจุบัน ตัวเลขคือหนึ่งใน 68 ซึ่งแปลว่าเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีเด็กออทิสติกอยู่หลายแสนคน และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงราวห้าเท่า ตัวเลขในประเทศอื่นๆ ก็มีลักษณะคล้ายกันอย่างนี้ด้วย แต่ถ้าถามว่า อะไรทำให้คนมีภาวะออทิสซึมกันมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยังตอบไม่ได้แน่ชัด แต่นักภาษาศาสตร์พอจะตอบได้ว่า เพราะคำว่า ‘ออทิสซึม’ ถูกทำให้ความหมายกว้างขึ้น เด็กที่เคยมีอาการต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน และถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ นานา (รวมทั้งการเรียกอย่างเหยียดหยามว่าปัญญาอ่อน) ตอนนี้เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่าพวกเขามีอาการออทิสซึม ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ มีแต่ยาที่ช่วยรักษาอาการเท่านั้น ดังนั้น การอยู่ร่วมกันกับผู้ที่เป็นออทิสซึม จึงจะกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ซึ่งก็แปลว่า เราต้อง ‘เตรียม’ สังคมของเรา – ทั้งทางกายภาพ ทางความคิด และทางการยอมรับ เพื่อ ‘นับรวม’ (Include) พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมด้วย

สังคมแห่งการ ‘นับรวม’ หรือสังคมที่มี Inclusivity คือสังคมแห่งอนาคต และเป็นสังคมที่เป็นอารยะอย่างแท้จริง