x

ทุกครั้งที่เราพูดถึงปัญหาของประเทศ ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาเป็นจำเลยอยู่เสมอ คือการศึกษาบ้างว่าเราผลิตบุคลากรไม่ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน บ้างว่าการศึกษาของเราไม่มีคุณภาพดีพอ

 

ทั้งที่มีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาแล้วหลายครั้งหลายหน มีการอัดฉีดงบประมาณมหาศาล แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำเกินกว่าจะยอมรับได้ โดยเฉพาะในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เราหล่นไปอยู่ข้างหลังประเทศเพื่อนบ้าน

 

ที่ผ่านมา มีเสียงสะท้อน วิวาทะ และข้อสังเกตต่อการแก้ปัญหาการศึกษาในแง่มุมต่างๆ ทั้งเรื่องของหลักสูตร ตำรา ครูผู้สอน เด็กนักเรียน ฯลฯ แต่หนึ่งในกรอบความคิดที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงเท่าใดนัก คือการศึกษาที่แบ่งข้างออกเป็นสายวิทย์-สายศิลป์ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่สวมทับมุมมองของครู ผู้ปกครอง และนักเรียน มายาวนาน จนกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่มีใครคิดตั้งคำถาม

 

คำถามก็คือ แล้วการศึกษาที่แบ่งข้างแบ่งขั้วแบบนี้ มีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นไปของโลกยุคนี้เพียงใด 

 

เพราะโลกที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ได้เชื่อมผสานความรู้ในทุกมิติเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเมือง การเงิน การตลาด ภาษาต่างประเทศ การออกแบบ วรรณกรรม บิ๊กดาตา และ ฯลฯ 

 

หรือเราควรจะถอดกรอบความคิดสายวิทย์-สายศิลป์ออกเสีย แล้วพิจารณาดูว่า การศึกษาที่พึงจะเป็นสำหรับคนยุคใหม่นั้นควรเป็นเช่นใด หากเราต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามอุดมคติ ซึ่งเป็นทั้งมนุษย์ที่สมบูรณ์ และมีความรู้ความสามารถสำหรับการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้า

 

อย่างที่ทราบกัน มูลเหตุของการแบ่งข้างออกเป็นสายวิทย์-สายศิลป์ก็เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการจัดสรรวิชาแกน’ (Core Courses) แต่ในเวลาเดียวกัน กรอบความคิดนี้ก็มีข้อเสียในตัวเอง 

 

นั่นคือการปิดกั้นความรู้ความเข้าใจที่มีต่อโลก จนดูราวกับว่า โลกของผู้เรียนมีเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น ระหว่างสายวิทย์ซึ่งเน้นระบบความคิดและข้อเท็จจริง กับสายศิลป์ซึ่งเน้นการสร้างสรรค์และจินตนาการ ทั้งที่การศึกษาควรเสนอโลกทั้งใบให้ผู้เรียนได้เห็น ก่อนที่จะลงลึกไปในศาสตร์และศิลป์ที่สนใจ

 

การเรียนในระดับมัธยมที่บังคับให้เหลือทางเลือกเพียง 2 ขั้ว จึงเป็นกรอบความคิดที่ตายตัว ปราศจากความยืดหยุ่น และดูล้าสมัยไปแล้ว ในยุคที่เราต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เช่น ต้องการศัลยแพทย์ที่มีทักษะด้านการออกแบบ หรือ นักกฎหมายด้านสิทธิบัตรที่มีพื้นฐานความรู้ด้านพันธุวิศวกรรม เป็นต้น

 

อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้น มูลเหตุของการแบ่งข้างออกเป็นสายวิทย์-สายศิลป์ก็เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการจัดสรรวิชาแกน’ ซึ่งเท่ากับง่ายแก่ครูผู้สอนและนักบริหารการศึกษา แต่นั่นอาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน ดังที่มีปัญหาทำนองว่าคนเรียนสายวิทย์ไม่สามารถเรียนภาษาจีนในโรงเรียนได้ 

 

การปรับหลักสูตรและจัดส่วนผสมของวิชาแกนเสียใหม่ จึงเป็นบททดสอบที่ท้าทายระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างยิ่ง

 

อนันต์ ลือประดิษฐ์

 

จาก Editor's Note นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤษภาคม 2561