x

     หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการไปแล้วกับงาน “Motor Show 2017” เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำหรับ เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ “All-New MINI Cooper Countryman” ซึ่งมาพร้อมกับตัวถังใหม่รหัส “F60” และในครั้งนี้ถือว่าเป็นทริปแรกสำหรับสื่อมวลชนกับการทดสอบบนถนนจริง โดยใช้เส้นทาง “กรุงเทพฯ-ปราณบุรี” ระยะทางรวมแล้วกว่า “200 กิโลเมตร” ภายใต้การขับขี่ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติในคอนเซ็ปต์ “Add Stories” เติมเรื่องราวและประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับชีวิต พร้อมด้วยสภาพพื้นผิวถนนที่เราได้เจออย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น ทางเรียบไฮเวย์หรือแม้กระทั่งทางฝุ่นถนนลูกรัง..

    มารับชมกันว่า “All-New MINI Cooper Countryman (F60) โฉมใหม่!” คันนี้ จะตอบสนองกับภาพลักษณ์แบบลุยๆที่มีมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมให้สมกับชื่อ “Countryman” ได้ดีมากน้อยเพียงใด?!..

     ”All-New MINI Cooper Countryman (F60) โฉมใหม่!!” ถูกสร้างบนพื้นแพลทฟอร์มร่วมกับ “BMW X1 (F48)” โฉมปัจจุบัน แต่ในด้านการออกแบบรูปลักษณ์ต่างๆนั้น ได้ถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เพราะด้วยตัวรถ “MINI” ซึ่งมีเอกลักษณ์และจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สะท้อนถึงความมีสไตล์ในแบบของตัวเอง..

     โดย ณ ตอนนี้ทาง “MINI ประเทศไทย” ได้นำเข้า “MINI Countryman” มาทั้งหมด “3 รุ่น” ได้แก่ “Cooper Countryman ราคา 2.339 ล้านบาท, Cooper S Countryman ราคา 2.699 ล้านบาท และ Cooper S Countryman Hightrim ราคา 2.999 ล้านบาท”.. สำหรับรถที่เราได้ขับทดสอบกันในคราวนี้ก็คือ “MINI Cooper Countryman” รุ่นราคาเริ่มต้น 2.339 ล้านบาท..

> ตัวรถใหญ่ขึ้น เสริมความบึกบึน พร้อมรับทุกสถานการณ์

     มาพร้อมกับมาดใหม่ที่ดูแข็งแกร่งและสมบุกสมบัน ด้วยการออกแบบที่เน้นให้ตัวรถมีความโป่งมากขึ้น แต่ก็สอดรับกับความกระชับในสัดส่วนที่ควรจะเป็น หรืออาจจะเรียกได้ว่าอ้วนขึ้นแต่เข้าฟิตเนสเล่นกล้ามให้ดูเฟริม์ ไม่เหลวลงพุง.. ทั้งยังเพิ่มความอเนกประสงค์ในรูปแบบ “Sport Activity Vehicle” ระดับพรีเมี่ยม ด้วยขนาดมิติตัวรถที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกๆส่วน เช่น ตัวรถยาวขึ้นถึง “20 เซนติเมตร”, ความกว้างเพิ่มขึ้น “3 เซนติเมตร” และฐานล้อยาวขึ้น “7.5 เซนติเมตร”..

     ส่วนของหน้าตาก็ดูหล่อเหลาอย่างแมนๆด้วยชุดโคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ลักษณะคล้ายกับสี่เหลี่ยมคางหมูหงายขึ้น ซึ่งใช้ชุดหลอดไส้ในแบบ “Halogen” และมีชุดโคมไฟตัดหมอกทรงกลมแบบ “Halogen” บริเวณด้านล่างของกันชนหน้า พร้อมระบบ “Automatic Daytime Driving Lights” ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในตอนกลางวัน..

     ฝากระโปรงหน้าถูกคาดลายด้วยสีขาวและดำ (ขึ้นอยู่กับสีของตัวรถ) รวมไปถึงบริเวณกรอบกระจกมองข้างและหลังคา ซึ่งจะมีสีตัดกับสีตัวรถที่คุณเลือก และหากมองมาดูด้านข้างตัวรถก็จะพบกับโป่งซุ้มล้อสีดำด้าน แสดงออกถึงคาแรคเตอร์ลุยๆพร้อมบู๊มากขึ้นกว่า “Countryman” คันเดิมที่เราเคยรู้จักกันมา..

    

     ท้ายรถได้ออกแบบเลื่อนตำแหน่งกรอบป้ายทะเบียนจากรุ่นเดิมที่เคยไว้ด้านล่างบริเวณกันชน ให้มาติดอยู่ที่บนฝาท้ายแทน และสำหรับตัวฝากระโปรงท้ายรถเองนั้นก็มีระบบ Automatic operation of tailgateเปิด/ปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมฟังกชัน “Comfort access system with Easy Openerโดยการใช้เท้าไปจ่อบริเวณใต้กันชนท้ายเพื่อควบคุมการเปิด/ปิดได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งสามารถเปิดด้วยปุ่มด้านข้างประตูคนขับและปิดด้วยปุ่มที่ฝากระโปรงท้าย..

     พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายความจุ “450 ลิตร” และสามารถเพิ่มพื้นที่สำหรับการบรรทุกสิ่งของได้มากถึง “1,309 ลิตร” เมื่อพับเบาะนั่งด้านหลังซึ่งแยกออกเป็นสัดส่วน “40:20:40” เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายกับทุกกิจกรรมในชีวิต และถ้าหากเปิดใต้แผ่นกั้นยางอะไหล่จะพบกับหมอน “Picnic Bench” ที่สามารถกางออกมาไว้หนุนนั่ง สำหรับการเปิดท้ายรถนั่งปิกนิกได้อีกด้วย..

     สำหรับวงล้อเป็นลาย “5 ก้าน สีเงิน” ขนาด “17 นิ้ว” ห่อหุ้มด้วยยาง “Bridgestone Turanza T001I Run-Flat ขนาด 225/55R17”..

     และยังมีออพชันเสริมที่คุณสามารถเลือกเพิ่มเติมได้คือ เต็นท์หลังคา “AUTOHOME” ทำจากวัสดุเส้นใย “fibre-glass” เพื่อคนรักการท่องเที่ยวในแบบ “Adventure” ซึ่งตัวเต็นท์ดังกล่าวจะถูกติดตั้งไว้ด้านบนหลังคารถ และภายในนั้นมีที่นอนแบบหนาพิเศษ, ผ้าปูที่นอนผ้าฝ้าย, ประตูและหน้าต่างอย่างละ 2 บาน พร้อมซิปกันแมลง, ไฟ LED, ตาข่าย/กระเป๋าสำหรับเก็บของใช้ส่วนตัว และติดตั้งบันได ”อลูมีเนียม” เพื่อก้าวขึ้น/ลงตัวเต็นท์ได้อย่างสะดวกอีกด้วย..

> ภายในกว้างขวาง การตกแต่งดูสะอาดตา แต่ครบครันไปด้วยลูกเล่นความบันเทิง     

     เมื่อเข้ามานั่งข้างในแล้ว สิ่งที่จะสัมผัสได้อย่างแรกเลยคือเบาะนั่งแบบผ้าสีดำ เดินด้ายสีขาวสลับส้ม สำหรับตัวเบาะหน้านั้นมีขนาดค่อนข้างพอดีช่วงตัว ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป ตัวฟองน้ำที่ใช้มาในลักษณะแน่นเพื่อความกระชับ ส่วนพนักพิงหลังอาจจะรู้สึกดันช่วงหลังส่วนล่างมากไปซักนิด อาจต้องใช้การขยับตัวบ้างเล็กน้อยเพื่อให้นั่งได้สบาย ด้านพื้นที่เหนือศรีษะก็มีมากอย่างเหลือเฟือ ทำให้นั่งแล้วไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด..

     เบาะหลังมาในลักษณะเบาะรองนั่งสั้นในระดับที่ยอมรับได้ แต่ก็แลกมาด้วยพื้นที่วางขาที่กว้างอย่างเหลือเฟือ ส่วนพนักพิงหลังค่อนข้างนั่งสบายกว่าเบาะหน้า สามารถนั่งพิงได้อย่างแนบสนิทไปกับตัวเบาะโดยไม่เกิดอาการเมื่อยหลังแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมลมแอร์เป่าเท้า และติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ “ELR 3 จุด” มาครบที่นั่ง..     

          

     เมื่อข้ามมาที่ฝั่งคนขับจะพบกับ พวงมาลัยแบบ “3 ก้าน” พร้อมปุ่ม “Multifuncion” ควบคุมระบบความบันเทิงทางก้านฝั่งขวา และควบคุมระบบ “Cruise Control” ทางก้านฝั่งซ้าย ส่วนของจอเรือนไมล์เป็นแบบเข็ม “Analog” โดยมีหน้าจอ “TFT” แสดงผลข้อมูลต่างๆด้านล่างของมาตรวัดความเร็ว..

     หันมองมาทางซ้ายจะเห็นคอนโซลกลางรูปทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า สะท้อนเอกลักษณ์ของรถยนต์ “MINI” ตกแต่งบริเวณขอบวงกลมด้วยวัสดุทริมสีดำ “Piano Black” พร้อมทั้งประดับไฟ “LED Ambient Light” ซึ่งจะเปลี่ยนสีต่างๆวนไปเรื่อยๆอีกด้วย.. 

     ส่วนของภายในวงกลมดังกล่าวยังถูกฝังจอแสดงผล “MINI Visual Boost ขนาด 6.5 นิ้ว” ที่จัดเต็มในเรื่องความบันเทิงอย่างครบครัน โดยสั่งการผ่านปุ่มควบคุมที่อยู่ถัดลงมาจากคันเกียร์ นอกจากนี้ตัวชุดหน้าจอเองก็ยังสามารถเชื่อมต่อความบันเทิงได้หลากหลายผ่านทาง “MINI Connected, Bluetooth, USB และ AUX”.. 

     สำหรับชุดควบคุมระบบปรับอากาศเป็นแบบ “Auto” แบบใช้มือบิด พร้อมจอแสดงผล หากมองถัดลงมาด้านล่างอีกซีกนิดเป็นที่อยู่ของ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, ปุ่มปิด/เปิดฟังก์ชัน Start/Stop และปุ่มปิด/เปิดระบบช่วยการทรงตัว อีกทั้งมีวงแหวนบริเวณรอบฐานของคันเกียร์ให้คุณได้เลือกปรับเป็นโหมด “Sport” หากต้องการการสนองที่ฉับไว และในโหมด “Green” เพื่อความประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด..

     ด้านทัศนวิสัยค่อนข้างโล่งโปร่งสบาย ซึ่งต้องขอบคุณกับการออกแบบเสา “A-Pillar” ที่ตั้งชันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ “MINI” จึงทำให้สามารถเปิดมุมมองด้านหน้าได้กว้างมากขึ้น และลดจุดอับบริเวณมุมเสาดังกล่าวออกไป รวมทั้งการดีไซน์ห้องโดยสารที่ใช้เส้นสายในแนวราบ ก็ยิ่งเพิ่มความกว้างของตัวรถให้มีมากขึ้น..

> รายละเอียดด้านระบบขับเคลื่อน

     สำหรับ All-New MINI Cooper Countryman” มาพร้อมกับเครื่องเบนซิน “1.5 ลิตร 3 สูบแถวเรียง 12 วาล์ว” พ่วงระบบอัดอากาศ “เทอร์โบชาร์จเจอร์ (TwinPower Turbo)” ให้กำลังสูงสุด “136 แรงม้า ที่ 4,400-6,000 รอบ/นาที” แรงบิดสูงสุด “220 นิวตันเมตร ที่ 1,400-4,300 รอบ/นาที” จับคู่กับเกียร์ “อัตโนมัติ 6 จังหวะ” ส่งกำลังลงสู่ระบบขับเคลื่อน “ล้อหน้า” โดยรองรับน้ำมันสูงสุด “E10”..

     และทางโรงงานเคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยไว้ที่ "16 กม./ลิตร" ปล่อยก๊าซ CO2 "148 กรัม/กม." ด้านอัตราเร่ง “0-100 กม./ชม.” ทางโรงงานเคลมไว้ด้วยเช่นกันที่ “9.6 วินาที” และทำความเร็วสูงสุดทำได้ “200 กม./ชม.”..

ด้านระบบความปลอดภัย

     แม้ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ก็จัดมาให้อย่างเต็มพิกัด 

Driver,passenger,side and head airbags

- Anti-lock Braking System (ABS)

- Electronic Brakeforce Distribution (EBD)

- Dynamic Traction Control (DTC)

- Dynamic Cruise Control

- Electric parking brake, Brake Assist (BA)

- Cornering Brake Control (CBC)

- Dynamic Stability Control (DSC)

- Electric Differential Lock Control (EDLC)

Parking Distance Control (PDC)

> ทดลองขับ

     เราเริ่มออกสตาร์ทกันที่อาคาร “All Seasons Place” ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ “MINI ประเทศไทย” โดยมุ่งหน้าตรงไปขึ้นทางด่วนก่อนจะลงไปเชื่อมกับเส้นพระราม 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) เพื่อเดินทางไปที่ อ.ปราณบุรี จ.เพชรบุรี ระยะทางรวมกว่า “200 กิโลเมตร” สำหรับในไม้แรกผมได้เป็นคนนั่งด้านหน้าก่อน หลังจากนั้นเมื่อมาถึงช่วงแวะพักระหว่างทางที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ บริเวณเขาย้อย ผมก็รับหน้าที่ขับต่อเป็นไม้ที่ 2..

    ซึ่งทางทีมงาน “Instructor จาก xSpan” ก็วางแผนเส้นทางต่อจากนี้ไว้เป็นอย่างดี โดยให้เราวิ่งลัดเลาะรอบ ”เขื่อนปราณบุรี” เพราะมีเส้นทางคดเคี้ยวสลับขึ้นลงเขา ให้ทดสอบสมรรถนะของตัวรถกันอย่างเต็มที่ ก่อนจะแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันที่ “Air Space Hua Hin”..

     จากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นภายใน “อ่างเก็บน้ำปราณบุรี” กันเลยทีเดียว ซึ่งต้องใช้การฝ่าฟันอุปสรรคด้วยการตะลุยทางฝุ่นเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และสัมผัสกับธรรมชาติตามแบบฉบับของการเดินทางในคอนเซ็ปต์ “Add Stories” อีกด้วย..

     หากพูดถึงด้านเครื่องยนต์นั้น ถ้ามองว่านี่คือขนาดเพียงแค่ “1.5 ลิตร 3 สูบ” มันก็ทำออกมาได้ดีเกินตัว ตัวเครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่การดึงอย่างกระโชกโฮกฮาก โดยมันจะมาในแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีพละกำลังเตรียมพร้อมที่จะไต่รอบเครื่องยนต์ไปยังรอบสูงได้เรื่อยๆอย่างไม่หมดแรง ซึ่งความดีความชอบเหล่านี้ต้องยกเครดิตให้กับ “เทอร์โบ” ที่สามารถสร้างพลัง “บูสท์” ได้ค่อนข้างไว จึงทำให้รับรู้ถึงแรงดึงได้ตั้งแต่ “2,000 รอบ/นาที” ยาวไปจนถึงรอบปลาย รวมทั้งเสียงเครื่องยนต์ในย่านรอบที่สูงก็มีเสียงที่หวานเพราะเสนาะหูใช้ได้ แต่อาจจะไม่ดังปลุกเร้าอารมณ์มากมายนัก..

     และเมื่ออยู่ในช่วงเร่งแซง หากอยู่ในตำแหน่งเกียร์ “D” ปกติ อาจจะมีจังหวะพอกดคันเร่งไปแล้วยังต้องรอให้กล่องสมองกลคิดคำนวณเพื่อใช้เกียร์ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเร่งแซง ซึ่งในจุดนี้เองอาจจะต้องเสียเวลาในการเร่งแซงไปประมาณ “0.5 วินาที” จนบางทีทำให้ผู้ขับรู้สึกมันตอบสนองช้าไปซักนิด อย่างไรก็ดีหากผลักเกียร์เข้าในโหมด “S” หรือปรับวงแหวนรอบฐานคันเกียร์ให้มาอยู่ในโหมด “Sport” อาการดังกล่าวจะดีขึ้นและตอบสนองได้ทันท่วงที..

     การเก็บเสียงถือว่าอยู่ในเกณฑ์กลางๆ ดีพอใช้ได้ ซึ่งทาง “MINI” เองก็กล่าวไว้ว่า “เป็นความตั้งใจที่ต้องการให้ห้องโดยสารไม่เงียบจนเกินไป เพื่อให้ผู้ขับมีความเพลิดเพลินและสนุกกับการขับขี่” อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านความเร็วเกิน 130 กม./ชม. อาจจะเริ่มมีเสียงลมดังเข้ามาบริเวณขอบหน้าต่างอยู่บ้าง แต่ถือว่าในความเร็วระดับนั้นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้..

     พวงมาลัยมาในสไตล์วัยรุ่น “ไว/คม/นิ่ง” มีน้ำหนักตึงมือกำลังดีสำหรับการหักเลี้ยวในทุกย่านความเร็ว แต่เมื่อความเร็วสูงอาจจะมีน้ำหนักศูนย์กลางพวงมาลัยที่เบาไปซักนิด พอมาเจอกับการตอบสนองของพวงมาลัยที่ไวแบบนี้ ทำให้เมื่อขึ้นมาขับครั้งแรกอาจจะต้องทำความคุ้นเคยกับตัวรถซักครู่หนึ่ง..

     ช่วงล่างถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่า “Countryman” โฉมก่อนอย่างชัดเจน มาในสไตล์ “เฟิร์มและหนึบ” ไม่กระด้างแบบรุ่นเดิม โดยเป็นการออกแบบภายใต้แนวคิด “go-kart feeling” ซึ่งเน้นการควบคุมที่แม่นยำเสมือนนั่งขับอยู่ในรถ “go-kart” และเมื่ออยู่ในโค้งตัวรถจะเกาะถนนไปอย่างหนึบแน่นทั้งคัน ทำให้ผู้ขับสนุกไปกับการขับขี่ อีกทั้งระบบช่วยเหลือต่างๆก็เข้ามาเสริมการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ก็ไม่พบอาการ “Understeer” หรือที่เรียกกันว่า “หน้าดื้อ” แต่อย่างใด..

     ระบบเบรกสามารถหยุดได้ตามใจสั่ง ไม่เจออาการเบรกเฟดเบรกหายแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เหยียบเบรกหนักๆซ้ำติดต่อกันหลายหนในเส้นทางขึ้น/ลงเขาก็ตาม ส่วนระยะเหยียบของแป้นเบรกมีความยาวปานกลาง น้ำหนักเบาในช่วงการเหยียบประมาณ “1 นิ้วแรก” แต่จะรู้สึกหนักแน่นกำลังดีเมื่อมีระยะที่กดจมลงไปมากกว่านี้..

> สรุป

     เป็น “Countryman” ที่โตสมวัยเข้ากับชื่อมากขึ้น แต่ก็ยังคงความปราดเปรียวและมีกลิ่นอายวัยรุ่นในสไตล์ “MINI” อยู่เช่นเคย.. เครื่องยนต์ “1.5 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบ” ไม่ได้แรงหวือหวา แต่ก็มีพละกำลังเพียงพอสำหรับการใช้งานในทุกภารกิจ.. ช่วงล่างหนึบแน่นเกาะถนนดีเยี่ยม พวงมาลัยไว/คม/แม่นยำ แต่ด้วยความไวสูงของมันนั้น ทำให้ต้องมีสมาธิที่ดีตลอดเวลาในการขับขี่ด้วยเช่นกัน..

     All-New MINI Cooper Countryman (F60) โฉมใหม่!!” กับคันที่เราทดสอบเป็นรุ่นเริ่มต้นราคา “2.339 ล้านบาท!” และในราคานี้ยังเป็นรถ “นำเข้า (CBU)” อีกด้วย.. แม้จะเป็นตัวนำเข้า แต่ในด้านออพชันก็ไม่ได้ดูขี้เหร่ มีเพียงพอต่อการใช้งาน.. รวมถึงคุณยังได้การรับประกันกับโปรแกรม "MINI Service Inclusive (MSI)" จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลา "5 ปี 100,000 กิโลเมตร" นอกจากนี้ "MINI" ยังมีโปรแกรมการรับประกันที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองตลอดระยะเวลา "5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย".. 

     หากคุณเป็นผู้ที่ชื่นชอบการขับรถ และรักการผจญภัยด้วยแล้วล่ะก็ “All-New MINI Cooper Countryman” ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และพร้อมตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์เพื่อเติมเต็มเรื่องราวพิเศษๆในชีวิตสำหรับคุณ..

 

     ขอขอบคุณ “ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด” ที่ดูแลเป็นอย่างดีตลอดการเดินทางในครั้งนี้..

 

 

เรื่อง : Aum_555

ภาพ : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (ประเทศไทย)