x

อ้าย เว่ย เว่ย น่าจะเป็นศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาวจีนที่ฮิปที่สุดในชั่วโมงนี้
 
เขาคือศิลปินระดับโลกที่สร้างผลงานสั่นสะเทือนไปทั้งโลก ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม ไปจนถึงงานติดตั้ง โซเชียล มีเดียและสารคดี อ้ายใช้สื่อหลายรูปแบบเพื่อแสดงออกทางความคิดเพื่อให้ผู้ชมให้สำรวจสังคมและคุณค่าของมัน งานแสดงล่าสุดของเขาได้แก่ Ai Weiwei: Trace at Hirshhorn ที่พิพิธภัณฑ์เฮิร์ชฮอร์นในวอชิงตัน ดี.ซี. Maybe, Maybe Not ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอิสราเอลในเยรูซาเลม Law of the Journey ที่หอศิลป์แห่งชาติในปราก Ai Weiwei. Libero ที่Palazzo Strozzi ในฟลอเรนซ์, #SafePassage ที่พิพิธภัณฑ์ FOAM ในอัมสเตอร์ดัม translocation - transformation ที่ 21er Haus ในเวียนนา, และ Ai Weiwei ที่สถาบันศิลปะแห่งชาติในลอนดอน
 
อ้ายเกิดที่ปักกิ่งในปี 1947  เขาเริ่มต้นชีวิตในฐานะผู้อพยพเช่นกัน เขาเป็นลูกของนักเขียนชาวจีนสองคนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรม พ่อของอ้ายเคยเป็นกวีเอกของประเทศแต่ถูกจับเป็นนักโทษการเมือง แม้ท้ายที่สุดเขาถูกปล่อยตัวแต่ทั้งครอบครัวถูกเนรเทศไปอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ในซินเจียง กลางทะเลทรายโกบี ที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างทรหด แทบไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา อ้ายเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือสารานุกรม
 
ในปี 1976 ตอนที่อ้ายอายุ 19 ปี ครอบครัวของเขาได้รับอนุญาตให้กลับแผ่นดินบ้านเกิด ไม่นานหลังจากนั้น อ้ายเข้าเรียนที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่อัดแน่นอยู่เต็มหัว เขากลายมาเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกของ  Stars Group กลุ่มนักเคลื่อนไหวใต้ดินที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการศิลปะของจีน จากชิ้นงานน่าเบื่อ ถูกตีกรอบความคิด เป็นงานสร้างสรรค์อิสระ ไร้ซึ่งความกลัวที่จะปลดปล่อยความคิดออกมาอย่างมีสีสันและไร้การดัดแปลง แม้แต่ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงวงการศิลปะ อ้ายยังถือเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวที่แกร่งที่สุดคนหนึ่ง เขามีปัญหากับทางการอยู่สม่ำเสมอ
 
ในทศวรรษที่ 80 อ้ายย้ายไปนิวยอร์กเพื่อเรียนต่อที่สถาบัน Parsons School of Design ก่อนที่จะลาออกมาใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนิวยอร์กจริงๆ โดยการเป็นศิลปินข้างถนน ช่างภาพ นักพนัน ตอนที่พ่อเขาป่วย อ้ายบินกลับจีน ซึ่งเขากลับมาเป็นหัวเรือใหญ่ของวงการศิลปะปักกิ่งอีกครั้ง เขาทดลองงานผ่านสื่อทุกรูปแบบ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม ไปจนถึงภาพยนตร์ ภาพถ่าย ภาพวาด งานเขียน การแสดง และงานจัดวาง เช่นเดียวกับเป็นผู้ริเริ่มศิลปะผ่านทางอินเตอร์เน็ทและโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนเขายังคงผลักดันงานของเขาให้ถึงขีดสุด วิพากษ์วิจารณ์โลกโพสต์โมเดิร์นที่เต็มไปด้วย การสร้างภาพ, เซเล็บ, การเซนเซอร์, การสอดส่อง, หัวขบถ, และการไขว่คว้าอิสระ
 
แม้ว่าชื่อเสียงของอ้ายจะกระหึ่มระดับโลก แต่เขายังถูกรัฐบาลจีนเฝ้าจับตาและถือว่าเป็นตัวปัญหา เขาเคยถูกตำรวจเข้าทำร้ายและจับกุมในบ้านของเขาและถูกเฝ้าระวัง และในปี 2011 อ้ายถูกจับเข้าคุกโดยไม่มีข้อหานานถึง 81 วัน เช่นเดียวกับถูกทางการจีนปรับเป็นเงินกว่า 1.85 ล้านเหรียญสหรัฐ  หลังจากเกิดเรื่อง อ้ายย้ายมาพักที่เบอร์ลิน เมืองเดียวกับที่เป็นศูนย์กลางวิกฤตผู้ลี้ภัยเมื่อปี 2015และยังคงทำงานทั้งในปักกิ่งและเบอร์ลิน อ้ายเป็นอาจารย์อาคันตุกะที่มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งเบอร์ลิน อ้ายเคยทำสารคดีก่อนหน้านี้หลายเรื่องว่าด้วยประเด็นทางสังคมและการเมืองที่คว้ารางวัลจากเทศกาลหนังใหญ่ๆ ทั่วโลกมากแล้ว เช่น. Disturbing the Peace, One Recluse, So Sorry, Ordos 100 and Ai Weiwei’s Appeal ¥15,220.9
 
 
จนมาถึงผลงานล่าสุด Human Flow ภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตอันน่าเหลือเชื่อของผู้ลี้ภัยพลัดถิ่นใน 23 ประเทศทั่วโลก อาทิ เมียนมาร์, ซีเรีย, เคนยา, บังกลาเทศ, ไนจีเรีย, อิรัก, ตุรกี, ซูดาน, เซเนกัล ฯลฯ สารคดีเรื่องนี้สะท้อนมุมมองของคนไร้บ้าน การใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ต้องการเพียงความมั่นคงและความปลอดภัย ผ่านสายตาและมุมมองที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าและวิสัยทัศน์ทางศิลปะที่เหนือชั้นของเขา 
 
และนี่คือบทสัมภาษณ์ของเขาที่พูดถึงโปรเจ็กต์นี้...
 
เรื่องราวของ Human Flow เป็นอย่างไร?
อ้ายเว่ยเว่ย : Human Flow คือสารคดีติดตามกลุ่มคนโชคร้ายที่ต้องการเพียงความมั่นคงและความปลอดภัย ตั้งแต่ค่ายผู้อพยพบนชายฝั่งติดกับมหาสมุทรไปจนถึงเส้นแบ่งเขตแดนที่รายล้อมไปด้วยลวดหนาม จากความสิ้นไร้หนทางและความผิดหวังไปสู่ความกล้าหาญ ความอดทน และการปรับตัว จากชีวิตที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังสู่อนาคตที่คาดเดาอะไรไม่ได้  Human Flow คือหนังที่มาถูกเวลาเพราะมันคือช่วงเวลาที่ต้องอาศัยความอดทด ความเห็นอกเห็นใจ และความไว้ใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์
 
เหตุผลที่ทำ Human Flow ?
อ้ายเว่ยเว่ย : มันมีหลายวิธีที่ผมสามารถเล่า Human Flow ออกมา วิธีแรก, ผมสามารถเล่าประสบการณ์ส่วนตัว ไม่นานหลังจากที่ผมเกิด พ่อผมถูกเนรเทศในฐานะปฏิปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ ครอบครัวเราเลยส่งไปอยู่ในที่ทุรกันดาร เราต้องทิ้งทุกอย่างแถมพ่อผมถูกมองว่าเป็นศัตรูของประเทศ ทั้งชีวิตผมโตมาโดยเห็นเพื่อนมนุษย์ต้องตกระกำลำบากจากการกระทำที่เลวร้ายของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
 
อย่างที่สอง เพราะผมย้ายมาอาศัยในยุโรป ผมยิ่งอยากทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยกันแน่ ผมเริ่มเดินทางไปเกาะเลสบอส เพื่อดูการมาถึงของพวกเขา มันเป็นอะไรที่บรรยายได้ยากมากเมื่อเห็นพวกเขาทั้งหมดขึ้นเรือมา ทั้งชาย หญิง ลูกเด็กเล็กแดง คนแก่ ผมเห็นความไม่แน่ใจในแววตาพวกเขา พวกเขาตื่นกลัวและไม่รู้เลยว่ากำลังต้องเจอกับอะไรที่แผ่นดินใหม่ มันยิ่งทำให้ผมอยากรู้เรื่องราวของคนพวกนี้ขึ้นไปอีก ว่าเขาคือใคร ทำไมต้องยอมเสี่ยงชีวิตมายังที่ที่พวกเขาไม่รู้จักและใครมีใครรู้จักพวกเขา ผมมีคำถามมากมาย
 
ความสงสัยนี้เองทำให้ผมตั้งทีมหาข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ผู้ลี้ภัย และสถานะพวกเขาในปัจจุบัน นอกเหนือจากสงครามซีเรีย ผู้ลี้ภัยยังเพิ่มจำนวนจากสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ความขัดแย้งในทวีปแอฟริกา กลุ่มคนที่ถูกเนรเทศในเมียนมาร์และความรุนแรงในอเมริกากลาง ผมอยากไปทุกที่ที่มีผู้ลี้ภัยบนโลก เพราะผมอยากเข้าใจพวกเขาและบันทึกภาพพวกเขาไว้ไปพร้อมกันๆ มันเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ภูมิศาสตร์การเมือง เช่นเดียวกับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
 
สภาพการถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง?
อ้ายเว่ยเว่ย : ตอนเริ่มผมไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมีทีมงานถึง 200 คน ทำงานในหลายๆโลเคชั่นไปพร้อมกัน เพื่อเก็บภาพในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน รวมถึงในพื้นที่เสี่ยงตายที่แทบมามีใครเคยเข้าถึงมาก่อน ส่วนใหญ่ผมไปร่วมกับพวกเขา แต่มีบางครั้งผมไม่ได้รับอนุญาตให้ไปที่กองถ่าย การถ่ายทำมันยากแถมอันตราย มันสะเทือนอารมณ์จนบางครั้งคุณแทบไม่อยากเชื่อว่าสิ่งตรงหน้าคือเรื่องจริง  ผมมีผู้กำกับภาพภาพยนตร์สารคดีถึง 12 คน  เราเดินทางสำรวจชีวิตแบบเจาะลึกค่ายผู้ลี้ภัยทั่วโลกกว่า 40 แห่ง โดยผมได้สัมภาษณ์ผู้ลี้ภัย 600 คน นี่คือปัญหาระดับโลกที่มาทดสอบบรรดาชาติที่พัฒนาแล้วในการยืนหยัดอยู่ข้างสิทธิมนุษยชน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสร้างขึ้นจากความเชื่อในเรื่องคุณค่าของสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ความไม่แน่นอนในปัจจุบันทำให้เราจำเป็นต้องอดทน เห็นอกเห็นใจกันให้มากขึ้น มิเช่นนั้นแล้ว มนุษยชาติจะเผชิญกับวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่าเดิม ผมอยากจะทำความเข้าใจว่าแก่นความคิดอันเป็นรากฐานของหลักประชาธิปไตยและเสรีภาพชุดนี้ มันจะถูกปกป้องหรือละเมิดอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้กันแน่
 

ตัวอย่างภาพยนตร์ Human Flow
 
พูดถึงการมองโลกในแง่ดีและความประทับใจ
อ้ายเว่ยเว่ย : ทุกๆวันมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือแรงใจของบรรดาผู้ลี้ภัย แทบจะไม่มีเสียงบ่นใดๆ แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีอนาคตที่ชัดเจน ไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ในแคมป์คุณอาจจะต้องต่อแถวนาน 2 ชั่วโมงเพื่อแซนวิชชิ้นเดียว บางที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า ทำให้ตอนกลางคืนหนาวมากๆ  มีทั้งฝน โคลน ไม่มีระบบระบายน้ำทิ้ง ชิวิตพวกเขาลำบากมากแต่ผู้คนไม่เคยย่อท้อ พวกเขายังเชื่อเสมอว่าโลกตะวันตกจะมอบความสงบสุขให้ และมอบการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาในอนาคต
 
การนำเสนอในรูปแบบสารคดีต่างจากภาพยนตร์ทั่วไปไหม?
อ้ายเว่ยเว่ย : คนมักกล่าวว่าสารคดีคือการนำเสนอความจริง สารคดีมันคือสิ่งที่คุณเห็นและสัมผัสในชีวิตจริงแต่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นความจริงเพราะมันช่วงเวลาที่เลือกมาแล้ว ถ้าคุณได้ดู Human Flow คุณจะใช้เวลาดูแค่ 2 ชั่วโมงเศษๆ คุณจะไม่รู้สึกแบบผู้ลี้ภัยนั่นเพราะคุณไม่ได้ทนทุกข์นานเหมือนพวกเขา ดังนั้นภาพยนตร์ไม่สามารถนำเสนอความจริงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะความจริงนั่นไม่มีใครสามารถทนมันได้ แต่ภาพยนตร์สารคดีเป็นการแสดงความคิดรูปแบบหนึ่ง มันเป็นวิธีที่สื่อสารได้ง่ายและไปถึงผู้รับสารวงกว้าง
 
มีความเห็นอย่างไรกับศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน?
อ้ายเว่ยเว่ย : คำจำกัดความของศิลปะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในศตวรรษที่ผ่านมา  มันมีความเคลื่อนไหวเพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุด โดยเฉพาะเมื่อเราใช้ชีวิตในยุคโลกาภิวัฒน์แบบนี้ โลกซึ่งโครงสร้างแบบเก่าถูกแทนที่ด้วยอินเตอร์เน็ทและโซเชียลมีเดียซึ่งมันกำลังปลดปล่อยศิลปะออกจากรูปแบบเดิมๆ เราโชคดีที่ทันยุคนี้แต่ตัวศิลปินเองก็ต้องหมั่นสร้างอะไรใหม่ๆ ด้วยเช่นกันเพราะสังคมเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบเดิมๆ มันล้าสมัยไปแล้ว
 
ระหว่างศิลปะและและความลำบากยากแค้นบนโลกใบนี้ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?
อ้ายเว่ยเว่ย : บ่อยครั้งที่งานศิลปะเลี่ยงจะปะทะกับเหตุบ้านการเมือง แต่สงสัยผมไม่ได้เป็นศิลปินแบบนั้น ผมให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ในปัจจุบันและผมรู้สึกว่าสภาวะของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินสุนทรียภาพของมัน ศิลปะต้องเกี่ยวกับแนวคิด ปรัชญา และก่อให้เกิดการโต้เถียงที่จะก่อให้เกิดปัญญา ถ้าคุณเรียกตัวเองว่าศิลปิน นี่แหละคือความรับผิดชอบของคุณ งานของคุณในฐานะศิลปินคือการแสดงความคิด ซึ่งมันสำคัญพอกับการแสดงความสนใจเกี่ยวกับมนุษยธรรมและคุณค่าของคุณ ถ้าผมต้องให้คำจำกัดความศิลปะ ศิลปะคือสิ่งที่ไม่มีรูปแบบ รูปทรง ไร้กฏเกณฑ์ ศิลปะคือหนทางการต่อสู้เพื่ออิสระในใจ มันยังต่อสู้เพื่อตัวเองด้วย ศิลปะไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณแขวนพนังประดับบ้าน ศิลปะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำความรู้จักตัวเอง ว่าคุณอยู่ในโลกแบบไหน มีความฝันอย่างไร?”
 
พูดถึงความรับผิดชอบในระดับนานาชาติ
อ้ายเว่ยเว่ย : วันนี้ผมรู้สึกต้องทำให้โลกได้รู้ว่าเหล่าผู้ลี้ภัยไม่ได้มีอะไรต่างจากเรา พวกเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายและการใส่ร้ายว่าพวกเขาเป็นในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้เป็นนั่นและคือการก่อการร้ายที่แท้จริง พวกเขาเป็นมนุษย์และมีความเจ็บปวด มีความสุข ทุกความรู้สึกที่พวกเขามีไม่ต่างจากเราเลย ในระดับนานาชาติเรามีระบบต่างๆ รองรับ แต่ควรจะมีเป้าหมายเดียวกันคือการปกป้องความมีมนุษยธรรม ผมคิดว่าตอนที่นักการเมืองละเลยสิทธิมนุษยชน พวกเขายิ่งทำให้เหตุการณ์วิกฤตมากขึ้น มันถึงเวลาแล้วที่นานาชาติจะร่วมมือแก้ปัญหาผู้ลี้ภัย