x

เรื่อง ณัฐกร เวียงอินทร์
 
ในตอนที่กตัญญู สว่างศรี เดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกภายใต้แบรนด์ A-Katanyu เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง ตอนนั้นกตัญญูตั้งใจทำโชว์เล็ก ๆ ที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งเพื่อฉลองอายุ 30 ปีของเขา ในชื่อ “A-Katanyu 30 ปีชีวิตห่วยสัส” ซึ่งผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี โชว์ของเขาครั้งนั้นไม่มากไม่น้อยไป บรรยากาศเล็ก ๆ อบอุ่น มันทำให้การส่งพลังการแสดงของกตัญญูนั้นไปถึงทุก ๆ คนได้ไม่ยากนัก
 
 
ในโชว์นั้นผมจำได้ว่า ได้ให้สัมภาษณ์หน้ากล้องว่า “จำชื่อกตัญญูไว้ให้ดีครับ อีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็นโชว์ของเขากับคนหลักพันหลักหมื่นที่อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานีแน่นอน”
 
ตอนตอบอย่างนั้น ฟังดูเหมือนจะตอบส่ง ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ใช่(ฮา) แต่ส่วนหนึ่งเชื่อว่า เท่าที่รู้จักกับกตัญญูมาหลายปี มันจะต้องทำอะไรใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
 
เพราะกตัญญู มันเป็นคนบ้ามาก ๆ (คำชม)
 
หลังจากนั้นมา กตัญญู ก็ขยายสเกลโชว์งานของเขาใหญ่ขึ้นมาอีก กับงาน “A Katanyu One Night Stand(Up) Show” จัดขึ้นที่บาร์แถว ๆ สุขุมวิท โดยมีเพื่อนพ้องกตัญญูหลายคนขึ้นมาบนเวทีนี้ร่วมเดี่ยวไมโครโฟนด้วย ซึ่งงานค่อนข้างประสบความสำเร็จในผู้ชมระดับหลักร้อยที่เจ้าของบาร์บอกว่าตั้งแต่จัดงานสแตนด์อัพคอเมดี้มา งานนี้คนน่าจะมามากสุดแล้ว
 
แต่ที่น่าทึ่ง เพียงแค่เวลาปีเดียวจากโชว์แรกของเขา กตัญญู สามารถเนรมิตโชว์สเกลใหญ่ขึ้นถึงหลักพันได้เพียงแค่ปีเดียวหลังจากโชว์นั้นผ่านพ้นไป กับโชว์ที่มีชื่อว่า “A-Katanyu The Man Who Stand Up” ที่โรงละครเคแบงก์ สยามพิฆเนศ ในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 2560
 
ถ้านี้เป็นเกมโอเพ่นเวิลด์ หลังจบงานนี้ กตัญญู คงต้องอัพเกรดโชว์ขึ้นมาเพื่อเตรียมรับกับมิชชั่นครั้งใหม่อีกรอบ
ก่อนที่จะพูดถึงโชว์นี้ ผมอยากพูดถึงกตัญญูผ่านสายตา “เพื่อน” ยาว ๆ หน่อยแต่ลองอ่านกันดู (นั่นก็แน่นอนว่า ผมต้องออกตัวก่อนว่า รีวิวนี้ย่อมมีความลำเอียงในการให้ความเห็นและค่อนข้างคุยเรื่องส่วนตัวสักหน่อย ถ้าเป็นเว็บพันเทียบ ผมต้องขึ้นหัวกระทู้ว่าเป็นกระทู้ SR แต่อยากให้เชื่อว่า อ่านกันจบแล้ว เราจะได้รับอะไรจากงานเขียนชิ้นนี้แน่นอน)
 
...
 
ผมรู้จักกับกตัญญูเมื่อเกือบสิบปีก่อนแล้วมั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าสนิทกัน ไปรู้จักกันโดยบังเอิญเพราะว่าผมไปทำข่าวท่องเที่ยวที่อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน แล้วเกิดไปเจอพี่ ‘ปราย พันแสง นักเขียนในดวงใจ ซึ่งไปเปิดร้านหนังสือแถวนั้น เราเลยนัดกินข้าวกันตอนค่ำ
 
ค่ำวันนั้น เรานั่งทานข้าวด้วยกันหลายคน แต่ว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งท่าทางมั่นใจ มันสะดุดตาเรามาก ๆ ดูเป็นคนคุยเก่ง คุยสนุก 
 
จะใช่ใครล่ะ ไอ้ยู กตัญญู นั่นเอง...
 
คุยไปคุยมาเลยมารู้ว่า กตัญญูตั้งใจขึ้นมาปาย เพื่อค้นหาชีวิต เขียนหนังสืออะไรประมาณนั้น แล้วมาเฝ้าร้านหนังสือของ ‘ปราย พันแสง อยู่เป็นเดือน ๆ
 
เออ...มันบ้าดีแฮะ นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้จักกับกตัญญู จนมารู้ที่หลังว่า กตัญญูเป็นนักเขียน เขียนหนังสืออย่าง คำสาป และเป็นแฟนพันธุ์แท้ a day …
 
จากนั้นมาหลายปี กว่าจะพบกันอีกทีก็เมื่อเล่น facebbok แล้วแอดเฟรนด์กันนั่น จำได้ว่าที่เริ่มต้นคุยกันเพราะต่างคนต่างประสบปัญหานอนไม่หลับเพราะเป็น Sleep Apnea กัน แล้วจุดเริ่มต้นของการเข้ามาสู่จักรวาลของกตัญญูก็เริ่มตรงนั้น
 
พอเริ่มสนิทกัน เราเลยเริ่มเห็นลูกบ้าในการปล่อยของขงอกตัญญูมากขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตของกตัญญไม่ต่างจากโชว์ของเขาตรงที่ว่า ทุกคนรอคอยให้เขาปล่อยมุกเด็ด ๆ พอกับเอาใจช่วยในการพยายามที่จะนำเสนอไอเดียของกตัญญูเอง
ชีวิตของลูกผู้ชายสไตล์กตัญญู มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เขาขยับไปทำอะไรแล้วมันจะสำเร็จทุกเรื่อง จากที่ยูชอบเล่าให้ฟังบ่อย ๆ หรือาหกอยากรู้จักกับมันเพิ่ม หนังสือ “เป็นคนธรรมดามันง่ายไป” ที่ยูเขียนขึ้นมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วคงจะสรุปความเป็นไปของกตัญญูได้ดีที่สุด
 
คืออันที่จริง หนังสือเล่มนี้คือหนังสือที่มาคู่กับภาพยนตร์สารคดี “เดอะ ดาวน์ เป็นคนธรรมดามันง่ายไป” ที่ a day ลงมาทำเอง แต่อ่านไปอ่านมา ด้วยความที่เขาให้โจทย์แบบเปิดกว้างให้กตัญญูเขียนได้อิสระ อ่านไปอ่านมานอกจากเรื่องน้อง ๆ ที่มาภาวะดาวน์ซินโดรมแล้ว เอ๊ะ! ทำไมเรื่องเล่าของกตัญญูเยอะจัง
 
ยูเล่าให้ฟังว่า ช่วงดิจิทัลทีวีเปิดตัว เขาเคยทำโปรดักชันเฮ้าส์ส่งงานรายการ ก็ไม่ได้ไปต่อ ทำงานประจำก็ล้มเหลว คือช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาเฟลของกตัญญูแล้วได้มาเขียนหนังสือเวลานั้นพอดี
 
“คุณใช้ปากทำงาน” นี่คือคำปรามาสที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา ซึ่งเชื่อว่าหลายปีที่ผ่านมากตัญญูได้แบกมันไว้แล้วพิสูจน์ตัวเองผ่านงานสื่อและงานด้านดิจิทัลเอเจนซีที่เขาทำในช่วง 2-3 ปีให้หลังนี้
 
ขนาดคำว่า “วิกฤต” ในภาษาจีน ยังแปลได้อีกความหมายว่า “โอกาส” ประโยคที่ว่า “คุณใช้ปากทำงาน” มองให้ดีอีกมุมหนึ่งความหมายตรงตัวอาจจะเป็น การใช้ “ปาก” ทำงานจริง ๆ ก็ได้
 
เขาคงคิดว่า ประโยคนี้เป็นความจริงนี่หว่า เพราะว่า ปากของกตัญญู พากตัญญูมาจัดเดี่ยวไมโครโฟนครั้งที่ 3 แล้ว และเหมือนครั้งล่าสุดนี้ A-Katanyu The Man Who Stand Up จะเป็นครั้งที่ท้าทายมากในฐานะโชว์ใหญ่ที่สุด ที่มีคนดูรวมกันหลักพันคน
 
 
นี่ทำให้เกิดความท้าทายที่ว่า ผู้ชมเยอะขนาดนี้ กตัญญูยังจะส่งพลังความฮาและความเชื่อมาถึงผู้ชมเหมือนที่จัดที่ร้านหนังสือและบาร์แบบสองครั้งที่ผ่านมาได้หรือเปล่า?
 
นั่นคือสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของโชว์นี้...
 
A-Katanyu The Man Who Stand Up เปิดฉากด้วยโชวหน้าม่านจากบี เบ๊นซ์ ประมาณ 15-20 นาที ที่สนุกกันท้วมเหมือนกินออเดิร์ฟ รออาหารจานหลัก ซึ่งหากได้ชมเบ๊นซ์โชว์ในหลาย ๆ สถานการณ์ คงจะเห็นว่าในมุมหนึ่งเบ๊นซ์มีคาแรกเตอร์บางอย่างเหมือนเดี่ยวไมโครโฟนรุ่นใหญ่อย่าง โน้ส อุดม แต่อีกมุมชายคนนี้ก็มีจังหวะเป็นของตัวเองที่น่าเอาใจช่วยในเวทีต่อ ๆ ไป
 
ที่นี้พอเข้าถึงโชว์ กตัญญูเริ่มต้นหักหลังคนดูด้วยการเปลี่ยนคาแรกเตอร์ จากที่เห็นใส่เสื้อลายขวางที่เห็นเป็นประจำ (หลายคนใส่เสื้อตามแบบยูมางานนี้) แต่ยูกับมาในมาดสูทอย่างเนี้ยบที่มาพร้อมกับความสะใจว่า วันนี้แค่เริ่มต้นก็เซอร์ไพร์ซ แล้วใช่ไหม
 
เรื่องเล่าของกตัญญู ถ้าเราเคยดูผ่านเดี่ยวครั้งที่แล้วมา จะเห็นสไตล์ถนัดของเขานั่นคือการเล่าถึงเรื่องของตัวเอง ทุกคนมีเรื่องฮาเกิดขึ้นในชีวิต แต่อยู่ที่จังหวะการเล่าจะเอาอยู่ขนาดไหน 
 
และจากที่รู้จักกับกตัญญู ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรือว่าจะมาแนวนี้ เพราะเราเชื่อว่า หากจะข้ามผ่านอะไรสักอย่างได้ เราต้องเริ่มจากมองเรื่อง “ห่วย ๆ” ของตัวเองให้กลายเป็นเรื่องตลกนี่ล่ะ เราเลยเห็นการขยี้มาเล่าทั้งเรื่องพี่ชาย พ่อ และแม่ ที่มีฉากหลังเป็นประสบการณ์ร่วมกับเรื่องชวนหงุดหงิดหลาย ๆ เรื่องมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น กรไปซื้อสตาร์บัคส์ ประสบการณ์การหาที่จอดรถในห้าง เพลง “โหยหาความรักความเมตตาฯ” ที่ฟังกันมาตั้งแต่ยังเด็ก หรือเรื่องฮา ๆ สมัยเรียนที่แข่งยูโดกับเพื่อนที่ตัวใหญ่กว่า (เรื่องมุกไม่อยากสอปยล์มากเผื่อมันปั๊มแผ่นขาย คนที่ยังไม่ได้ชมจะฮาน้อยลง)
 
แต่ก็เป็นความฮาที่แอบซึ้งเพราะในบางจังหวะยูกลับมาเปลี่ยนอารมณ์พูดถึงตอนลำบากที่อยู่กับแม่แล้วเห็นว่าแม่ทำอะไรเพื่อกตัญญูมากมาย มันทำให้เห็นความเป็นมนุษย์แบบกตัญญูที่เด่นชัดมากในโชว์นี้ 
 
มันเหมือนกับมานั่งกินเหล้ากับเพื่อน พอกรึ่ม ๆ เพื่อนก็เริ่มมีเรื่องเล่าสนุก ๆ ปล่อยมาในวงเหล้า ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่าทุกมุกที่เล่นออกมามันจะตลกกันทุกมุกเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกที่จะทำให้คนขำในเรื่องเดียวกัน แต่เราก็ชอบนั่งฟังกันเพราะมันเป็นเรื่องของฟีลลิ่ง
 
แล้วนี้ไม่ใช่วงเหล้าแบบนั่งกินกัน 5-6 คน แต่มันมีคนจำนวนมากร่วมฟังโชว์นี้ร่วมกัน กตัญญูมีคุณสมบัติสร้างสเน่ห์ มีคนรักในวงการสื่อ บันเทิง ครีเอทีฟ มากมาย มันเลยเหมือนกับเรามาเชียร์เพื่อนของเรานั่นล่ะ
 
 
ความเป็นกตัญญูตรงนี้ เลยทำให้ผมนึกถึงหน้าปกภาพยนตร์เรื่อง Being John Malkovich (1999) ภาพยนตร์ของสไปค์ โจนซ์ ที่ทุกคนใส่หน้ากากและสวมตัวเองเป็นจอห์น มัลโควิช
 
การฟังโชว์ตลกในบรรยากาศดี ๆ แบบนี้ กับความฮาที่กำลังพอดี ๆ เหมือนมีเพื่อนมานั่งเล่าเรื่อง “ห่วย ๆ” ของตัวเองให้ฟัง (ที่เสียดายว่าน่าจะยาวกว่านี้สักหน่อย รู้สึกตอนยูพูดจะกินเวลา 1 ชั่วโมง) ทำให้นึกถึงภาพของทุกคนสวมชุดลายขวางขาวดำแบบที่กตัญญูชอบใส่ แล้วสวมหน้ากากเป็นยู ทำความเข้าใจความตลกและความฝันของเขา
 
ผมเลยคิดว่า จากคำว่า A Katanyu ที่มีเพียงคนเดียว แท้จริงความเป็นกตัญญู ตัวแทนความบ้า(คำชม) ของคนรุ่น ๆ พวกเรา ยิ่งช่วงท้ายที่ยูและเพื่อนกลุ่มผู้ก่อนการทำโปรเจ็กต์นี้ออกมาเล่นดนตรีบนเวทีด้วยกัน (ยู แซม ครูทอม บีเบ๊นซ์) บวกกับคนดูด้วย นับว่ากตัญญูไม่มีวันเดินเดียวดายแน่นอน เพราะมันเชียร์ แมนฯ ยูฯ ไง
 
คำว่า A Katanyu อาจจะต้องเขียนว่า Katanyus เติมเอส ด้วยซ้ำไป...
 
นับถือในความกล้าในการทำโชว์แบบนี้ขึ้นมา และคราวหน้าเราคงได้เจอกันที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานีนะครับ
 

***ติดตามเนื้อหาจาก GM Live จากช่องทางเหล่านี้

 

และ Line@ กดติดตามที่ด้านล่าง

เพิ่มเพื่อน