ก้าวข้ามอุปสรรค ก้าวข้ามความท้าทาย ของความมั่นคงทางอาหาร โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล’

จากวิกฤติสงครามและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องความมั่นคงทางอาหารเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากในสังคมระดับโลกครับ เนื่องจากความต้องการอาหารที่สูงขึ้น ตามประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมีผลทำให้เกิดความท้าทายในการรักษาความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้คำนิยาม “ความมั่นคงทางอาหาร” ประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) 2. การเข้าถึงอาหาร (Food Access) 3. การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) และ 4. การมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability)

สำหรับประเทศไทยนั้นได้กำหนดคำนิยาม “ความมั่นคงทางอาหาร” ที่อย่างสอดคล้องกับทาง FAOเช่นกัน คือ “การเข้าถึงอาหารที่มีอย่างเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชนในประเทศ มีความปลอดภัยและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสม” ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยต้องการเร่งพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่จากการจัดอันดับของ “ดัชนีความมั่นคงทางอาหาร” (Global Food Security Index) ของ 113 ประเทศทั่วโลกในปี 2565 กลับพบว่าประเทศไทยได้คะแนนรวม 60.1คะแนน โดยอยู่ในอันดับที่ 64 ของโลก ลดลงจากปี 2564 ซึ่งเคยอยู่อันดับที่ 51 นั่นเท่ากับว่าไทยเราลดอันดับลงมาถึง 13 อันดับ ส่งผลให้อันดับความมั่นคงทางอาหารของไทยในอาเซียนอยู่อันดับ 5 รองจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ดังนั้นเพื่อจะก้าวข้ามข้อจำกัดที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนความเชื่อมโยงระหว่างการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารกับมิติการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของประเทศและสังคมโลก แม้ว่าประเทศไทยได้เสนอตัวเองในฐานะ ครัวโลก โดยอาศัยความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในนวัตกรรมอาหาร และมีความมุ่งมั่นตั้งใจรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารก็ตาม

ทั้งนี้ ในปี 2564 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก ฉะนั้นเพื่อที่จะตั้งรับกับความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารที่ยั่งยืน จึงต้องพิจารณาถึงศึกยภาพการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของภายในประเทศเองและตลาดโลกด้วยครับ

โดยในแง่ของการเป็นผู้ผลิตอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีหลายด้านที่ต้องส่งเสริมและสนับสนุน เนื่องจากประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) ทำให้อายุโดยเฉลี่ยของเกษตรมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ในสัดส่วนร้อยละ 60 ในขณะที่ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออาชีพเกษตรนั้นเป็นไปในทิศทางที่ลดลงจนถึงขาดความสนใจทั้งที่เกษตรกรเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนประเทศไทย การสนับสนุนการประกอบอาชีพและการเสริมแรงบวกทางด้านมุมมองและวิสัยทัศน์ต่อวิชาชีพเกษตรจึงสำคัญ เพราะจะทำให้ฟันเฟืองการผลิตอาหารเป็นไปอย่างมั่นคง ซึ่งต้องพัฒนาทั้งกลุ่มเกษตรและเทคโนโลยี รวมถึงวางแผนเพื่อที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความแปรปรวน (Climate Change and Extreme Weather) เนื่องจากมีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น ทั้งยังพยากรณ์ด้านต่างๆ ได้ยากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต การควบคุมการระบาดและการจัดการศัตรูพืช การควบคุมคุณภาพผลผลิต การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และการประเมินวัฏจักรการผลิตอาหาร 

ทั้งนี้ยังต้องคำนึงถึงลดการสร้างมลพิษ เช่น ลดการผลิต MP2.5 ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต โดยสิ่งที่เริ่มได้ง่ายและเร่งด่วน คือ ลดการเผาในที่โล่ง  และสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการทำการเกษตร เช่น ความเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติภายใต้รูปแบบการพัฒนาแนวใหม่ ที่เน้นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตเดิมควบคู่กับการใช้ทรัพยากรต่อหน่วยที่ลดลงและต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะจากนี้ไปการเจรจาหรือทำสัญญาการค้านั้น ได้ปรับเข้าสู่โหมดบนหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจด้วยบทบาทความรับผิดชอบ

และเนื่องจากปัจจุบันความเสี่ยงจากเสถียรภาพทางการค้าระหว่างประเทศและภัยพิบัติมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและถี่ยิ่งขึ้น เช่น ภาวะข้าวยากหมากแพงที่เกิดขึ้นทั่วโลกซึ่งเป็นผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องมาถึงและความตึงเครียดทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากกรณีรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ อีกประการหนึ่งคือ สัญญาระยะยาว (Long-term contract)  ทำให้ประเทศไทยขาดความมั่นคงทางอาหาร การสร้างความร่วมมือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางอาหาร และลดผลกระทบต่อความเสียหายจากการวิกฤติการณ์ต่างๆ จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่สำคัญ

เพราะในอนาคตยังต้องรับมือกับความมั่นคงทางอาหารในสังคมเมือง (Urban food security) เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในปี 2030 ประชากรประมาณ 70% ของประเทศจะย้ายสู่เมือง ความท้าทายที่จะเกิดขึ้น คือ ปัญหาเรื่องการขาดแคลนเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร และการปนเปื้อนสะสมมลพิษของอาหารจากกิจกรรมของชุมชนเมือง ซึ่งส่งผลต่อปัญหาสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างมาก และการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง  รวมถึงลดการนำเข้าอาหารจากภายนอกพื้นที่ สนับสนุนการศึกษาเรื่องอาหารที่เป็นประโยชน์ การบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ  ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ตลาดสดที่สะอาดและปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารท้องถิ่น นอกจากเป็นการสร้างชุมชนที่มีการเชื่อมโยงและยั่งยืนทางอาหารแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงทางอาหารในเมืองที่ยั่งยืนอีกด้วยครับ

สุดท้ายนี้ผมขอสรุปง่ายๆ ของปัจจัยและความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของไทย ได้ตามไดอะแกรมนี้ครับ

บทความที่น่าสนใจ