fbpx

Kinkaku-Ji : สถาปัตยกรรมล่ำค่าแห่งเมืองเกียวโต

เมื่อกล่าวกันถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วนั้น แน่นอนว่า สถานที่ท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน คือจุดเด่นที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี เดินทางไปเยี่ยมเยือนเพื่อรับชมสถานที่ต่างๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมืองเกียวโต ที่มีทั้งป่าไผ่ Arashiyama, วัดน้ำใส Kiyomizu-Dera และ ‘วัดปราสาททอง’ หรือ Kinkaku-Ji ที่ GM Live ขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และความน่าสนใจในเชิงวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมกันในครั้งนี้

วัด Kinkaku-ji (金閣寺) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดปราสาททอง เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยชื่อทางการของวัดนี้คือ Rokuon-ji (鹿苑寺) แปลว่า “วัดสวนกวาง” แต่ชื่อ Kinkaku-ji ซึ่งหมายถึง “วัดศาลาทอง” กลับกลายเป็นชื่อที่ใช้กันแพร่หลายยิ่งกว่า เนื่องจากความโดดเด่นของศาลาทองที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัด

ประวัติของสถานที่แห่งนี้ยาวนานย้อนกลับไปก่อนยุค Muromachi อีกหลายร้อยปี โดยพื้นที่นี้ในช่วง ยุคคามาคุระ (1185–1333) เคยเป็นที่ตั้งของวิลล่าสุดหรูชื่อ Kitayama-dai ซึ่งสร้างโดยขุนนางตระกูล Saionji Kintsune และเป็นที่รู้จักในฐานะเรือนพักและสถานที่จัดงานสังคมของชนชั้นสูง ต่อมาในปี 1397 โชกุนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงต้นยุค Muromachi คือ อาชิคางะ โยชิมิทสึ (Ashikaga Yoshimitsu) ได้ซื้อที่ดินและโครงสร้างเดิมนี้มาเพื่อสร้างเป็นวังส่วนตัวที่หรูหราซึ่งเรียกว่า Kitayama Dono โดยมีศาลาทองเป็นศูนย์กลางของคอมเพล็กซ์ที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่า

หลังจากโยชิมิทสึเสียชีวิตในปี 1408 ตามเจตนารมณ์ของเขา วิลล่านี้จึงถูกเปลี่ยนเป็น วัดนิกายเซน (Rinzai Zen) โดยลูกชายของเขา อาชิคางะ โยชิโมจิ (Ashikaga Yoshimochi) ชื่อทางการของวัดคือ Rokuon-ji และได้รับการยกย่องให้เป็นสาขาของวัด Shōkoku-ji ซึ่งเป็นวัดหลักของนิกายเดียวกัน ช่วงเวลานี้ยังเป็นยุคที่ Kyoto กลายเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม Kitayama culture ซึ่งผสมผสานอิทธิพลจากจีน (ยุคราชวงศ์หมิง) เข้ากับศิลปะและปรัชญาเซนญี่ปุ่นด้วย

วัดแห่งนี้ไม่ได้หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่รุนแรงมายาวนาน อาคารและสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งถูกทำลายไปในช่วง สงคราม Ōnin (1467–1477) ซึ่งเป็นสงครามภายในญี่ปุ่นช่วงยุค Sengoku แต่ศาลาทองยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่เสียหายในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ในปี 1950 อาคารเดิมถูกเผาทำลายโดยพระภิกษุหน้าใหม่ซึ่งมีปัญหาทางจิต ทำให้โครงสร้างดั้งเดิมที่สร้างตั้งแต่ยุค 1300s สูญหายไป และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ นักเขียนมิชิมะ ยูคิโอะ (Yukio Mishima) แต่งนิยาย The Temple of the Golden Pavilion ในปี 1956 อาคารที่เราเห็นในปัจจุบันถูก สร้างขึ้นใหม่ในปี 1955 โดยอ้างอิงตามแบบดั้งเดิมอย่างใกล้เคียง และมีการบูรณะทองคำบนผิวอาคารในปี 1987 เพื่อคงความงามตามต้นแบบ

สิ่งที่ทำให้ Kinkaku-ji โดดเด่นและสะดุดตาเป็นอย่างมากคือ สถาปัตยกรรมของศาลาทอง (Shariden) ซึ่งเป็นอาคารสามชั้นตามแบบมาตรฐานของยุค Muromachi แต่ละชั้นสะท้อนรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างยุคได้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ชั้นแรกที่สร้างในสไตล์ shinden-zukuri ของยุคเฮอัน, ชั้นสองในแบบ buke-zukuri สไตล์บ้านซามูไร, และชั้นสามในแบบ karayō อันได้รับอิทธิพลจากจีน ซึ่งผสานกันอย่างกลมกลืน พร้อมด้วยการปิดทองใบบนสองชั้นบนสุดที่ทำให้โครงสร้างเปล่งประกายเมื่อกระทบแสงอาทิตย์ และมีเงาสะท้อนในบริเวณสระน้ำ พร้อมกับมี ฟีนิกซ์ทองคำประดับอยู่บนยอดหลังคาเป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่และความเป็นนิรันดร์

นอกจากปราสาททองแล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังมี สวนแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ที่ออกแบบอย่างประณีตตามหลักเซน ซึ่งรวมถึงเกาะหินและเส้นทางเดินที่ส่งเสริมความรู้สึกสงบและสมาธิ สระน้ำที่สะท้อนอาคารและธรรมชาติรอบ ๆ เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียศาสตร์ที่สื่อถึงความไม่จีรังและความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นแก่นของแนวคิด วาบิ-ซาบิ ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

ในเชิงวัฒนธรรม วัด Kinkaku-ji มีความสำคัญอย่างมากต่อญี่ปุ่น ทั้งในฐานะสัญลักษณ์ของศิลปะและความงามแบบ เซนญี่ปุ่น รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของอุดมคติทางศาสนาและปรัชญา การที่อาคารสะท้อนลงใน สระกระจก (Kyōko-chi) ถือเป็นการสื่อถึงความสงบและการใคร่ครวญ ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของศาสนาเซนอย่างชัดเจน วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1994 ในกลุ่ม Historic Monuments of Ancient Kyoto (Kyoto, Uji and Otsu) และยังคงเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ทุกนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเกียวโต

Digiqole ad

บทความที่น่าสนใจ