วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หนึ่งปีแห่งการขับเคลื่อน รฟท.
เพิ่มโอกาส เพิ่มคุณค่า ลดภาระรัฐ และพัฒนาบุคลากร

เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. นอกเหนือจากจะมีส่วนในการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมภาครถไฟให้ทั่วถึงในทุกพื้นที่แล้ว ยังทำหน้าที่ในการสร้างมูลค่าของที่ดินโดยรอบ ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรม อันเป็นแกนหลักหมุดหมายสำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยตลอดมา
และในตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ วีริศ อัมระปาล ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนที่ 20 นั้น ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างมากมายเป็นที่สัมผัสจับต้องได้ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของ “รางแห่งการเปลี่ยนแปลง หนึ่งปีแห่งการขับเคลื่อน…รฟท. “ จริงๆ ซึ่งในโอกาสครบ 40 ปี ของGM Magazine ทาง GM Live อันเป็นภาคออนไลน์ (on line) ของ GM Magazine ได้สรุปแนวคิด และแนวทางในการทำงานของท่านผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยหนุ่มท่านนี้ ที่เจ้าตัวไม่ได้มองว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นแค่ผู้นำองค์กร แต่คือการเป็นหัวหน้าครอบครัวรฟท. ที่ต้องดูแลสมาชิกทุกคนด้วยความรักและใส่ใจ
“จากจุดเริ่มต้น แห่งความตั้งใจ”
ก่อนที่ วีริศ อัมระปาล จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนที่ 20 เขาได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องแผนฟื้นฟูองค์กร ข้อมูลจากสื่อออนไลน์ รวมถึงสภาพปัญหาที่การรถไฟฯ กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะประเด็นด้าน “หนี้สิน” ซึ่งในมุมมองของผู้ว่าการรถไฟท่านนี้ มองว่า คือ ปัญหาหลัก และนำมาสู่แนวคิดว่าจำเป็นต้อง “บริหารจัดการที่ดินของการรถไฟฯ ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม” เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่องค์กร พร้อมกันนั้นก็ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
และเพื่อการนั้น วีริศ อัมระปาล ได้วาง “วิสัยทัศน์” ขององค์กรไว้อย่างชัดเจน คือ “เพิ่มโอกาส เพิ่มคุณค่า ลดภาระรัฐ และพัฒนาบุคลากร” โดยมีหลักคิดสำคัญคือ การสร้าง “โอกาส” และ “คุณค่า” ให้กับการรถไฟฯ เพื่อให้สามารถหารายได้ใหม่ ๆ จากศักยภาพขององค์กรเอง พร้อมยกระดับภาพลักษณ์จากองค์กรที่เคยถูกมองว่าเป็นภาระของรัฐ ไปสู่องค์กรที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นองค์กรยุคใหม่
โดยสิ่งที่เขามั่นใจว่า “ไม่มีพลังใดจะขับเคลื่อนรถไฟไทยได้ดีไปกว่าพลังของคนรถไฟเอง” ทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้รถไฟเคลื่อนไปข้างหน้า แม้ว่ากำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน ยุคที่ต้องปรับตัวจากองค์กรในตำนาน สู่ “องค์กรแห่งอนาคต” ที่มีระบบงานทันสมัย โปร่งใส และมีสมรรถนะทัดเทียมสากล ก็ตาม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่อาจเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่จะเกิดขึ้นได้จริง หากทุกคน “เชื่อมั่น และร่วมแรงกัน”
“หนึ่งปีแห่งการขับเคลื่อน”
“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ท่านผู้ว่าการรถไฟ ได้พยายามผลักดันและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กรให้มีระบบระเบียบมากขึ้น พร้อมวางรากฐานแนวคิดในการปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ ยุคที่การตรวจสอบจากสังคมเป็นเรื่องสำคัญ ทุกสิ่งถูกสะท้อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ดังนั้น รฟท.จำเป็นต้องทำตัวเองให้มีมาตรฐานในการทำงานต่อไป
และยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้เพราะ “พลังของคนรถไฟทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นพนักงานภาคสนาม เจ้าหน้าที่ในสถานี หรือบุคลากรในสำนักงาน ทุกคนคือ “รางแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่ทำให้การรถไฟฯ เดินหน้าได้อย่างมั่นคง ผ่านแนวทางต่างๆ ดังต่อไปนี้
การขนส่งสินค้าทางราง
ตลอดช่วงที่ผ่านมา การรถไฟให้ความสำคัญกับ “การขนส่งสินค้าทางราง” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มศักยภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การรถไฟฯ สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
การรถไฟฯ พยายามผลักดันและพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศมาเลเซีย เพื่อวางรากฐานความร่วมมือด้านการขนส่งระหว่างกัน เพราะเราทราบดีว่า “การเชื่อมต่อของเส้นทางขนส่งระหว่าง สปป.ลาว – จีน – ไทย – มาเลเซีย” จะเติบโตขึ้นอย่างมากในอนาคต


สิ่งที่ รฟท.ต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ การปรับปรุงศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าทางราง (ICD) ลาดกระบัง ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการพัฒนา “เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างแหลมฉบัง – นาทา – ท่านาแล้ง” เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์ไปถึงประเทศมาเลเซียได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นการเปิดเส้นทางเศรษฐกิจสายใหม่ของภูมิภาค
อีกหนึ่งก้าวสำคัญ คือ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างการรถไฟฯ และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ในเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนของการขนส่งตู้สินค้าระหว่างท่าเรือแหลมฉบังและ ICD ลาดกระบัง ตั้งเป้าขยายปริมาณการขนส่งให้แตะสองล้าน TEU ต่อปี ภายในสิบปีข้างหน้า ความร่วมมือนี้จะช่วยลดการจราจรบนถนน ยกระดับศักยภาพโลจิสติกส์ของประเทศ และผลักดันให้ “ระบบราง” กลายเป็น “รากฐานของการขนส่งแห่งอนาคต” อย่างแท้จริง
และการบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างการรถไฟฯ และกรมศุลกากร เพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างเข้าใจ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าทางราง ตอบสนองต่อความต้องการด้านโลจิสติกส์ของประเทศ และวางรากฐานสู่การพัฒนาการคมนาคมอย่างยั่งยืน

การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางราง
ได้มีการสานต่อแนวคิดและรูปแบบการท่องเที่ยวทางราง เช่น ขบวนKIHA และ Royal Blossom ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ การเดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวทางรางนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม


ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ยังได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลเมืองหัวหิน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบการจัดการพื้นที่สถานีรถไฟให้รองรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงการเดินทางไร้รอยต่อ และเปิดโอกาสให้ชุมชนรอบข้างใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังมีแผนขยายเส้นทางการท่องเที่ยวทางรางไปยังพื้นที่กุยบุรี และ บางสะพานน้อย ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อได้โดยระบบราง การพัฒนาเส้นทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ “รถไฟ” ในฐานะพาหนะของการเดินทางที่สร้างคุณค่าให้กับทั้งเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของประเทศ
การบริหารทรัพย์สิน
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา การรถไฟฯ ได้ดำเนินการส่งมอบสัญญาเช่าและการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์กว่า 12,000 สัญญา (หนึ่งหมื่นสองพันสัญญา) ครอบคลุมกว่า 38,000 ไร่ (สามหมื่นแปดพันไร่) ให้กับบริษัทลูก “เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA)” เพื่อบริหารจัดการเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้และผลตอบแทนคืนสู่องค์กร โดยทรัพย์สินทั้งหมด ยังคงเป็นของการรถไฟฯ เช่นเดิม

ปัจจุบัน การรถไฟฯ มีที่ดินรวมกว่า246,880 ไร่ (สองแสนสี่หมื่นหกพันแปดร้อยแปดสิบไร่) ในจำนวนนี้กว่า 45,000 ไร่ (สี่หมื่นห้าพันไร่)เ ป็นพื้นที่ซึ่งสามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ โดยเฉพาะ 28 แปลง (ยี่สิบแปดแปลง) ศักยภาพสูงที่กำลังอยู่ในแผนพัฒนา เช่น โครงการบางซื่อ–คลองตัน (RCA), โครงการศิลาอาสน์แปลงย่อย และตลาดคลองสาน ซึ่งจะทยอยพัฒนาในช่วงปี พ.ศ. 2568 – พ.ศ. 2572 เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวให้แก่องค์กร
นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังเดินหน้า โครงการพัฒนาพื้นที่บางซื่อ (Bang Sue TOD Project) บนพื้นที่กว่า1,184 ไร่ (หนึ่งพันหนึ่งร้อยแปดสิบสี่ไร่) ให้เป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเอเชีย” ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า169,000 ล้านบาท (หนึ่งแสนหกหมื่นเก้าพันล้านบาท) ครอบคลุมเก้าโซนสำคัญ ตั้งแต่โซนธุรกิจอัจฉริยะ (Smart Business Complex) ไปจนถึงโซนวัฒนธรรมนานาชาติ (International Culture) เพื่อสร้าง “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย” ที่จะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของกรุงเทพฯ

อีกหนึ่งความสำเร็จคือ การคัดเลือกเอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) โดยกลุ่มกิจการร่วมค้าPGWR ได้รับสิทธิ์พัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ในพื้นที่กว่า47,000 ตารางเมตร (สี่หมื่นเจ็ดพันตารางเมตร) สร้างผลตอบแทนให้การรถไฟฯ ตลอดอายุสัญญายี่สิบปี รวมมูลค่ากว่า8,000 ล้านบาท (แปดพันล้านบาท)ซึ่งจะช่วยยกระดับสถานีกลางกรุงเทพฯ ให้เป็น “Lifestyle Destination แห่งใหม่ใจกลางเมือง”
การพัฒนาการให้บริการ – เดินหน้าเพื่อประชาชน
ในปีที่ผ่านมา อีกก้าวสำคัญของการรถไฟฯ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ช่วงขอนแก่น–หนองคาย มูลค่ากว่า28,679 ล้านบาท ( สองหมื่นแปดพันหกร้อยเจ็ดสิบเก้าล้านบาท)ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงไทย–ลาว–จีน เมื่อแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2571 จะช่วยย่นระยะเวลาในการขนส่ง และเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างมหาศาล
อีกหนึ่งความร่วมมือที่น่าภาคภูมิใจ คือMOU ไทย–ลาว ที่จะช่วยการพัฒนาเทคนิคการขนส่งผู้โดยสาร
เพื่อพัฒนาเส้นทาง “กรุงเทพอภิวัฒน์ – เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)” ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยตั้งแต่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ มีผู้โดยสารเดินทางแล้วกว่า288,000 คน (สองแสนแปดหมื่นแปดพันคน)ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบรางที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนและเศรษฐกิจสองประเทศได้อย่างแท้จริง
รวมถึงโครงการติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคมครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารให้ครอบคลุมทุกเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสนับสนุนระบบอาณัติสัญญาณ เครื่องกั้นถนน กล้องวงจรปิด (CCTV) และระบบติดตามขบวนรถ

การพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
อีกหนึ่งมิติสำคัญ คือ “การพัฒนาไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” การรถไฟฯ ได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า100,000 ตันต่อปี (หนึ่งแสนตัน) ผ่านหลายโครงการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
- การดัดแปลงโบกี้โดยสารเป็น “Power Car” เพื่อลดการใช้น้ำมัน
- ในอนาคต มีแนวคิดที่จะทำโครงการจัดซื้อหัวรถจักรไฮบริดกว่า 113 คัน (หนึ่งร้อยสิบสามคัน) ที่ช่วยลดการใช้ดีเซลได้
10 – 30% - การจัดหารถจักรสับเปลี่ยนพลังงานแบตเตอรี่มาใช้ในย่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
- และการเตรียมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกกว่า 10,000 ตันต่อปี (หนึ่งหมื่นตัน)
การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางไทย
ในปีนี้ การรถไฟฯ ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมกันศึกษา วิจัย และพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรด้านระบบรางของประเทศความร่วมมือนี้มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การผลิตและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง
- การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบราง
- การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและรถไฟภายในประเทศ
โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาต้นแบบรถจักร รถโดยสาร และตู้สินค้า รวมถึงตู้โดยสารเชิงท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบรางไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

การดูแลประชาชนและสังคม
ในฐานะองค์กรของรัฐ การรถไฟฯ ไม่เพียงดูแลการเดินรถ แต่ยังเป็น “องค์กรเพื่อประชาชน” โดยได้เปิดศูนย์รับบริจาค “รถไฟช่วยภัยชายแดน” เพื่อรวบรวมสิ่งของส่งต่อไปยังพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และยังจัดกิจกรรม “รถไฟเติมฝันเยาวชน” พานักเรียนจากจังหวัดน่านกว่า 120 คน เดินทางมาทัศนศึกษา เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและศักยภาพของระบบรางไทย

“ก้าวต่อไป…ที่ยังคงเดินหน้า”
ในขณะเดียวกัน วีริศ อัมระปาล ยังฝากถึงบุคลากรในองค์กร ถึงก้าวต่อไปของการรถไฟฯ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานทางราง แต่ยังรวมถึงการยกระดับองค์กรให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนดังนี้
- การสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแรง และเดินหน้าอย่างมีระบบ
การรถไฟฯ กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ เช่น การรถไฟฯ จำเป็นต้องอาศัย “ระบบที่ดี” มากกว่า “ความเคยชิน” จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญกับการวางระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพบริการให้ประชาชน
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ที่ยึดมั่นในคำว่า “มืออาชีพ”
หนึ่งในความเชื่อสำคัญที่สุดสำหรับองค์กร คือ “การเปลี่ยนองค์กร ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนคน” ที่ต้องทำให้ทุกคนในครอบครัวรถไฟรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง ไม่ว่าจะอยู่หน้างานหรือหลังบ้าน ทุกตำแหน่งมีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเดียวกัน อันเป็นสิ่งที่อยากเห็นคนรถไฟรุ่นใหม่กล้าที่จะคิด กล้าที่จะเสนอแนวทางใหม่ ๆ และคนรุ่นเก่ามีโอกาสส่งต่อประสบการณ์อันทรงคุณค่า เพื่อให้พลังของความรู้และความตั้งใจ มารวมกันเป็น “พลังเดียวของคนรถไฟ”
- เดินหน้าสู่การเป็นองค์กรแห่งความร่วมมือ
ในยุคที่ความร่วมมือคือหัวใจของการพัฒนา การนำศักยภาพจากหลายภาคส่วนเข้ามาเสริมให้การรถไฟฯ จะช่วยให้เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรท้องถิ่น ผ่านบันทึกความเข้าใจ (MOU) ต่าง ๆ ที่จะช่วยลดภาระของการรถไฟฯ และทำให้มีเวลาและทรัพยากรไปพัฒนางานหลักได้เต็มที่


- เดินไปพร้อมกัน ด้วยหัวใจของความเป็นหนึ่งเดียว
เรื่องหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จขององค์กรนี้ ไม่ได้เกิดจากผู้นำเพียงคนเดียว แต่เกิดจาก “ทุกคน” ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุดในแต่ละวัน เมื่อทุกจุดของรางเชื่อมโยงกัน ความสำเร็จปลายทางก็จะเกิดขึ้นอย่างมั่นคง
ก้าวต่อไปของการรถไฟฯ จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการ แต่คือการสร้าง “อนาคตใหม่” ให้กับประเทศ อนาคตที่ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และภูมิใจในระบบรางของไทย
“พลังร่วมของคนรถไฟ”
ความตั้งใจหนึ่งของ วีริศ อัมระปาล เมื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คือ ทำให้ “รถไฟ” ของประเทศนี้ ขับเคลื่อนอย่างมั่นคง ด้วยพลังของทุกคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนลูกจ้าง ทุกคนล้วนเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในระบบรางใหญ่แห่งนี้
การบริหารองค์กรใหญ่เช่นนี้ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัย “พลังร่วม” จากทุกฝ่าย ทุกความเห็น ทุกน้ำใจ เชื่อว่ารถไฟจะก้าวไปข้างหน้าได้ ก็เพราะทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
ไม่มีองค์กรไหนเดินทางได้โดยไม่สะดุด แต่สิ่งสำคัญคือ ‘เรายังเลือกจะเดินต่อไปด้วยกัน’ บนเส้นทางของ รางแห่งการเปลี่ยนแปลง หนึ่งปีแห่งการขับเคลื่อน…รฟท. จากผู้ชายที่ชื่อ วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนที่ 20 กับวิสัยทัศน์ เพิ่มโอกาส เพิ่มคุณค่า ลดภาระรัฐ และพัฒนาบุคลากร





