“133 ปี ร้อยศิลป์ ร้อยศิษย์” อาจารย์ศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปกรรมร่วมสมัยไทย
ปูชนียบุคคลด้านศิลปะของไทย

ทุกวันที่ 15 กันยายนของทุกปี เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของผู้คนในแวดวงการศิลปะ โดยเฉพาะนักศึกษาจากรั้วศิลปากร เพราะเป็นวันที่ระลึกถึงปูชนียบุคคลด้านศิลปะของไทย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี “บิดาแห่งศิลปกรรมร่วมสมัยไทย“ และผู้ให้กำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากร … ปีนี้ ในวาระ 133 ปี ในปีนี้ GM Live มีนิทรรศการดีๆ น่าสนใจมาบอกต่อ เป็นผลงานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน @“133 ปี ร้อยศิลป์ ร้อยศิษย์” ภาพทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ชุดภาพดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นภาพร่างลายเส้นของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ถูกเก็บรักษา ณ คลังจดหมายเหตุ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร และไม่เคยเปิดเผยสู่สาธารณะที่ไหนมาก่อน งานดังกล่าวจัดแสดงที่ หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน – 31 ตุลาคม 2568 ทุกวันจันทร์- ศุกร์ เวลา 08.30 – 19.30 น. และเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 18.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)

และเพื่อเป็นการร่วมย้อนรำลึกถึง “บิดาแห่งศิลปกรรมร่วมสมัยไทย” ผู้มีคุณูปการต่อแวดวงศิลปะของไทย GM Live ขอพาท่านผู้อ่านร่วมย้อนไปทำความรู้จักกับ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือเด็กศิลปาการต่างเรียกขานท่านว่า อาจารย์ศิลป์
โปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี (Professor Corrado Feroci) เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ที่ตำบลซานตา จิโอวานนี ซึ่งเป็นตำบลเล็กๆ ในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยเมืองฟลอเรนซ์นี้เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ด้านศิลปะเรเนซองส์มายาวนาน
นายอาร์ตูโร เฟโรชี และนางซานตินา เฟโรชี บิดาและมารดาของอาจารย์ศิลป์ประกอบธุรกิจการค้า มีฐานะปานกลาง ซึ่งพ่อและแม่อยากให้ท่านมาสืบทอดทางธุรกิจ แต่อาจารย์ศิลป์กลับสนใจด้านศิลปะตั้งแต่วัยเยาว์ มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเรียนด้านศิลปะ โดยใช้เวลาว่างจากการเรียน ไปเป็นลูกมือให้แก่ประติมากรอาวุโสในเมืองอิตาลี และรับจ้างเขียนรูปเพื่อเก็บเงิน เข้าเรียนใน Accademia di belle Arti di Firenze หลักสูตร 7 ปี (พ.ศ. 2451-2458) อีกทั้งท่านยังสอบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และได้สมัครแข่งขันเป็นศาสตราจารย์ในสถานการศึกษาด้วยวัยเพียง 23 ปี ซึ่งอาจารย์ศิลป์เคยชนะเลิศการประกวดออกแบบ “อนุสาวรีย์ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1” บนเกาะเอลบา ประเทศอิตาลีอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2465 คอร์ราโด เฟโรจี (ชื่อเดิมภาษาอิตาลีของท่าน) เป็น 1 ในจำนวน 200 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลสยาม ที่รับช่างปั้นชาวอิตาลีเข้ารับราชการในสยามประเทศ
โปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี เดินทางพร้อมครอบครัว ได้แก่ นางแฟนนี วิเวียนนี ผู้เป็นภรรยา และลูกสาว อิซซาเบลล่า ที่มีอายุเพียง 1 ขวบจากท่าเรือเจนัว ประเทศอิตาลี รอนแรมในทะเลเป็นเวลาเดือนเศษ ก่อนมารับราชการในสยามประเทศ เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 โดยรับราชการในตำแหน่งช่างปั้น ประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง รับอัตราเงินเดือน 800 บาท พร้อมค่าเช่าบ้านอีก 80 บาท ขณะนั้นท่านอายุ 32 ปี และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้นหล่อ แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ 2469

“ศาสตราจาย์ศิลป์ พีระศรี จะอยู่กับศิษย์ของท่านตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทุกวันท่านจะมาทำงานแต่เช้า เมื่อว่างเว้นจากการสอนและกิจกรรมธุระข้างนอก ก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องทำงาน เตรียมการสอน เขียนบทความทางวิชาการ หรือให้คำปรึกษาแก่ลูกศิษย์ที่เข้ามาขอความรู้จากท่าน แม้จนเมื่อหมดเวลางาน ท่านก็ยังคงทำงานปั้นของท่านไปจนค่ำจึงจะกลับ บรรดานักศึกษาส่วนใหญ่ในยุคนั้น จึงพลอยขยันเรียนล่วงเวลาไปตามอาจารย์ฝรั่งของเขาด้วย
ห้องทำงานเล็กๆ ห้องนี้ เป็นห้องทำงานห้องแรกและห้องเดียวของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีตลอดระยะเวลาการทำงานอันยาวนานของท่าน ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นห้องปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการของกรมศิลปากรเท่านั้น หากยังเป็นห้องทำงานศิลปะ ห้องรับประทานอาหาร ห้องพักผ่อน ห้องรับแขก จนถึงห้องสมุด เหนือสิ่งอื่นใด ห้องทำงานห้องนี้ได้เป็นสถานที่แรกที่ท่านใช้ถ่ายทอดความรู้ทางศิลปะแก่ศิษย์รุ่นแรกของท่าน และถือเป็นจุดกำเนิดการเรียนการสอนศิลปะ รวมถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรในเวลาต่อมา
ในห้องเรียน ท่านเป็นครูที่เอาจริงเอาจัง ดูแลสั่งสอนและให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ทุกคนอย่างใกล้ชิด นอกชั้นเรียน ท่านยังเป็น “พ่อ”อีกคนหนึ่ง ที่คอยดูแลทุกข์สุขของเหล่าศิษย์อย่างเสมอหน้า
ภาพของ “อาจารย์ฝรั่ง” สวมแว่นตา ก้มหน้าจนใกล้แป้นพิมพ์ดีด พิมพ์งานก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เป็นภาพที่คุ้นตาของเหล่าศิษย์และผู้ใกล้ชิด บางครั้ง ท่านก็เอาโน้ตขยุกขยิกที่ท่านเตรียมไว้สำหรับสอนในชั้นเรียนมาพิมพ์ใหม่ให้อ่านง่าย และหลาย ๆ ครั้งก็เป็นจดหมายและใบรับรองการเรียนและการทำงานของเหล่าศิษย์ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ บทความทางวิชาการที่มีค่ายิ่งต่อการศึกษาศิลปะของเมืองไทย”
ผลงานแรก โปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี ต้องทดสอบการปั้นพระรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 6 โดยใช้พระบรมฉายาลักษณ์เป็นแบบ การปั้นผ่านรูปถ่ายยากจะสมจริง สุดท้ายคือ “สอบไม่ผ่าน” !
“สมเด็จครู” เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะของเมืองไทย ทรงเชื่อมั่นในฝีมือของโปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี และทรงเป็นแบบปั้นเพื่อพิสูจน์ฝีมือที่แท้จริงของโปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจีอีดด้วย ซึ่งผลงานในครั้งนี้ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวาง ทำให้อาจารย์ฝรั่งท่านนี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ที่เสด็จมาเป็นแบบด้วยพระองค์เอง
โปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี เชี่ยวชาญรอบรู้ด้านประวัติศาสตร์ ปรัชญาศิลปะ ตลอดจนถึงการวิจารณ์ศิลปะ และเชี่ยวชาญด้านประติมากรรมและจิตรกรรม

นับจากปี พ.ศ. 2485 โปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี ได้แปลงสัญชาติจากอิตาเลี่ยนเป็นไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยหลวงวิจิตรวาทการ ใช้ชื่อ “ศิลป์ พีระศรี” เพื่อคุ้มครองท่านไม่ให้ถูกเกณฑ์ไปเป็นเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ท่านไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปสร้างทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว
หลังสงคราม เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ค่าครองชีพสูงขึ้น ท่านจำต้องขายบ้าน ที่ดิน รถยนต์เพื่อแก้ปัญหา โดยท่านและครอบครัว (แฟนนี , อิซาเบลลา และ โรมาโน ลูกชายที่เกิดในเมืองไทย) ตัดสินใจกลับอิตาลี
ต่อมาท่านสิ้นสุดชีวิตสมรสกับนางแฟนนี และกลับมาเป็นอาจารย์อีกครั้งในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2492 โดยในปี พ.ศ. 2502 อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับนางมาลินี เคนนี่
อาจารย์ศิลป์ทำงานด้านศิลปะด้วยใจรักอย่างหนักหน่วง จนล้มป่วย และถึงแก่อนิจกรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และหัวใจล้มเหลว
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ท่านคือ ปูชนียบุคคลสำคัญของเมืองไทยในด้านศิลปะ ท่านเริ่มวางหลักสูตรทางด้านศิลปะต่างๆ ดังนี้
วางหลักสูตรให้กับผู้สนใจด้านประติมากรรม ซึ่งจบมาจากโรงเรียนเพาะช่าง โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมใดๆ
วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม ใช้ในโรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ภายหลังโรงเรียนประณีตศิลปกรรมรวมกับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น คือ โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง
จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งขณะนั้น พระยาอนุมานราชธน ได้ปรับปรุงหลักสูตร ยกฐานะของโรงเรียนศิลปากรเป็น “มหาวิทยาลัยศิลปากร” เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 และจัดตั้ง “คณะจิตรกรรมและประติมากรรม” เป็นวิชาแรก และโปรเฟสเซอร์คอร์ราโด เฟโรจี หรืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก ควบคู่ไปกับตำแหน่งอาจารย์ผู้สอน
อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เจ้าของประโยคชวนคิด
- “นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร”
- “พวกเธอต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน… ถึงจะเรียนศิลปะ”
- “ฉันจูงควายมาถึงหนองน้ำแล้ว ส่วนควายจะกินหรือไม่ เป็นเรื่องของควาย“
- “ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต”
- “ชาวนาปลูกข้าวให้เรากิน ทำแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ไฉนเล่าเราจึงจะไม่เนรมิตสิ่งซึ่งยกจิตใจให้สูงสมกับที่เราเกิดมาแล้ว โดยไม่เปลืองเนื้อที่ของแผ่นดินโลก”
ผลงานด้านวิชาการ ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี
- คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนัง
- เครื่องไม้จำหลักตู้ลายรดน้ำ แปลโดย เขียน ยิ้มศิริ
- ทฤษฎีสี
- ทฤษฎีแห่งองค์ประกอบ
- บทความ ข้อเขียน และงานศิลปกรรม
- บทความเรื่องศิลปะ
- ประติมากรรมไทย
- ประวัติศาสตร์และแบบอย่างศิลปะโดยสังเขป แปลและเรียบเรียงโดย เขียน ยิ้มสิริ
- ประสาทพระวิหารในแง่ศิลปะ แปลโดย มจ. สุภัทรดิศ ดิศกุล
- พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว
- เรื่องศิลปะและศีลธรรม ความหมายและจิตวิทยาเกี่ยวกับสี ภาพเปลือย เป็นศิลปะหรืออนาจาร แปลโดย ธนิต อยู่โพธิ์
อนุสาวรีย์ 8 แห่งที่คนไทยรู้จักดี
“การปั้นหล่อแบบตะวันตกเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่จำนวนมากเกิดขึ้นในยุคนี้ ทั้งโดยฝีมือการปั้นหล่อจากท่านศาสตราจารย์เองและจากฝีมือเหล่าศิษย์ที่ท่านอบรมมากับมือ การทำงานปั้นขนาดใหญ่แต่ละครั้งของท่านศาสตราจารย์ เป็นโอกาสให้ศิษย์ได้ศึกษาหาความรู้และเทคนิคการปั้นของท่านได้เป็นอย่างดี
การออกแบบปั้นหล่ออนุสาวรีย์ของศาสตราจารย์ศิลป์ในเมืองไทย อาจถือได้ว่าเป็นงานราชการที่ขาดความอิสระอย่างมากในฐานะศิลปิน งานหลายชิ้นถูกแก้แบบจากเดิมจนขาดความงามในเชิงศิลปะ บางชิ้นท่านถึงกับกล่าวว่า เป็นอนุสาวรีย์ที่ทำไว้เพื่อความขายหน้าตัวท่านเอง งานศิลปะซึ่งแสดงถึงความสามารถที่แท้จริงของท่าน เป็นงานปั้นรูปขนาดเล็ก อันเป็นงานส่วนตัว และงานศิลปะที่ท่านได้สร้างขึ้นในวัยหนุ่มก่อนที่ท่านจะเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น”
ในระหว่างปี พ.ศ. 2472-2498 ท่านและเหล่าศิษย์ได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ มีทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด และทุกแห่งล้วนเป็นสถานที่ซึ่งคนไทยคุ้นเคย รู้จัก และถ้าคุณไม่ได้ร่ำเรียนเรื่องศิลปะ และไม่ได้ใส่ใจในการค้นคว้า ก็ยากที่จะรู้ว่า ผลงานต่างๆ เหล่านี้ เป็นของอาจารย์ ศิลป์ พีระศรี “บิดาแห่งศิลปกรรมร่วมสมัยไทย” ผู้นี้
“อนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์” (พ.ศ. 2472)

วาระฉลองกรุง 150 ปี ในแผ่นดินสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างสะพานพุทธยอดฟ้า และฝั่งพระนครจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ รับหน้าที่ดูแลการออกแบบก่อสร้าง และศาสตราจารย์ศิลป์รับผิดชอบการปั้นดินและหล่อพระบรมรูป โดยอาจารย์ส่งไปหล่อและคุมงานด้วยตัวเองที่อิตาลี พิธีเปิดอนุสาวรีย์พระปฐมบรมราชานุสรณ์เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียง 2 เดือน 18 วัน
“อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี” จังหวัดนครราชสีมา (พ.ศ. 2476)

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบและปั้นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สามัญชนคนแรก ร่วมกับพระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทียมศิลปไชย) ศิลปินเอกคนหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวนครราชสีมา รังสรรค์ท้าวสุรนารีด้วยทองแดงรมดำ เป็นสตรีสามัญชนในปางนักรบ มือขวาถือดาบ มือซ้ายท้าวสะเอว สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2476 เปิดเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2477 เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรสตรีในประวัติศาสตร์ ที่กอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์เวียงจันทน์ ในสมัยรัชกาลที่ 3
“อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ถนนราชดำเนิน (พ.ศ. 2482)

ที่ระลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผู้ออกแบบคือ มล.ปื่น มาลากุล อาจารย์ศิลป์ รับผิดชอบประติมากรรมและควบคุมการก่อสร้าง ประติมากรรมนูนสูง บอกเล่าเรื่องราวถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร โดยได้อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมือง และเรื่องราวของสามัญชน อนุสาวรีย์นี้ เปิดเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2483
“พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6” (พ.ศ. 2484)

อาจารย์ศิลป์ทำหน้าที่ปั้นหล่อ พระบรมรูปซึ่งเป็นงานหล่อรูปขนาดใหญ่ได้สำเร็จ รัฐบาล ได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ หลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความจงรักภักดีของประชาชน และรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่มีต่อพระองค์ท่าน โดยใช้พื้นที่ลุมพินี ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ที่ทุ่งศาลาแดง ซึ่งก็คือสวนลุมพินีในปัจจุบันผืนนี้ เพื่อใช้ในการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ และทรงประสงค์ให้เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพฯ อนุสาวรีย์สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2485
“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” (พ.ศ. 2485)

เพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส หรือสงครามอินโดจีน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง โดยลูกศิษย์ทั้ง 4 คน ได้แก่ สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประมุข และ แช่ม ขาวมีชื่อ ทำหน้าที่ปั้นนักรบทั้ง 5 เหล่า (ทหารบก,ทหารเรือ,ทหารอากาศ, ตำรวจ,พลเรือน) เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485
“พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” (พ.ศ. 2493)

เพื่อเทิดพระเกียรติ พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวแห่งกรุงธนบุรี อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบและปั้น โดยมีลูกศิษย์หลายท่าน ร่วมเป็นคณะทำงาน เช่น สิทธิเดช แสงหิรัญ, ปกรณ์ เล็กสน และสนั่น ศิลากรณ์ เป็นรูปพระเจ้าตากสินทรงม้าศึก หล่อด้วยโลหะรมดำ เป็นผลงานที่สมบูรณ์ ลงตัว และเป็นความภูมิใจของท่าน ในการถ่ายทอดศิลปะแนวสัจนิยม และเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้างอนุสาวรีย์ในยุคต่อมา การสร้างในครั้งนี้ ท่านได้รับคำวิจารณ์เรื่องหางม้า ที่ไม่เป็นธรรมชาติ ! ซึ่งอาจารย์ศิลป์ ได้เขียนบทความปกป้องการออกแบบของท่าน กล่าวว่า การออกแบบสมบูรณ์ลงตัวที่สุด จนไม่อาจแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกจากกันได้ ! ผลงานนี้ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2493 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497
“พระบรมราชานุสรณ์ ดอนเจดีย์” จังหวัดสุพรรณบุรี (พ.ศ. 2497)

กรมศิลปากร มอบหมายให้อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบ และคณะลูกศิษย์ที่ร่วมงานนี้ เช่น สิทธิเดช แสงหิรัญ ปกรณ์ เล็กสน และสนั่น ศิลากรณ์ โดยท่านออกแบบอนุสาวรีย์ขนาดเท่าครึ่งของพระองค์ ใหญ่กว่าอนุสาวรีย์อื่นๆ ที่เคยสร้างมาก่อน มีองค์ประกอบ หลายอย่างครบตามยุทธวิธีโบราณ ทรงประทับบนคอพระคชสาร ทรงถือพระแสงของ้าว เตรียมกระทำสงครามยุทธหัตถี หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงราว 20 ตันเศษ รมดำ การหล่อชิ้นส่วนแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2501 นำขึ้นแท่น เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2501 และ อัญเชิญสมเด็จพระนเรศวรขึ้นประทับบนคอพระคชสาร เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2501
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502
“พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์” (พ.ศ. 2498)

พระศรีศากยะทศพลญาณฯ สร้างขึ้นเป็นพุทธบูชาเนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พุทธศักราชเวียนมาครบ 2,500 ปี เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี โดยนำศิลปะตะวันตกในแนวสัจนิยม ที่เชื่อเรื่องความสมจริงมาผนวกเข้ากับความงามในศิลปะสุโขทัยแบบดั้งเดิม การสร้างพระพุทธรูปนี้ไม่ติดยึดแบบแผนโบราณ ตัดทอนรายละเอียดบางอย่างของพระพุทธรูปปางลีลา หันมาเน้นที่ความเรียบง่าย อ่อนช้อย และทรงพลัง เป็นแบบอย่างทำให้เห็นว่า ศิลปะสมัยใหม่กับความเป็นไทย สามารถไปด้วยกันได้อย่างงดงาม
นับได้ว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี “บิดาแห่งศิลปกรรมร่วมสมัยไทย” และผู้ให้กำเนิดมหาวิทยาลัยศิลปากร มีคุณูปการแก่วงการศิลปะในเมืองไทยอย่างสูง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สมบูรณ์พร้อมทั้ง “ความจริง ความดีและความงาม” อันน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง
เรื่อง : นรวัชร์ พันธ์บุญเกิดภาพและข้อมูล จากอินเทอร์เน็ต





