‘พ.ร.บ. อากาศสะอาด: ความสำคัญของพระราชบัญญัติเพื่ออากาศสะอาดสำหรับทุกคน’

หนึ่งในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา คือความพยายามที่จะผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ‘อากาศสะอาด’ ให้ลุล่วง ซึ่งแม้ว่าจะยังเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ก็เป็นพระราชบัญญัติสำคัญที่จะช่วงส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสาระสำคัญของพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็มีดังต่อไปนี้
สาระสำคัญของ พ.ร.บ. อากาศสะอาด เน้นการ รับรองสิทธิของประชาชนในอากาศสะอาด โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่เคารพ ปกป้อง และทำให้สิทธิเกิดขึ้นจริง กำหนดกลไก การจัดการมลพิษทางอากาศแบบบูรณาการ ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดตั้ง กองทุนอากาศสะอาด จากค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและระยะยาว.
การรับรองสิทธิและกลไกการมีส่วนร่วม
- สิทธิในอากาศสะอาด:
กำหนดให้ทุกคนมีสิทธิในการหายใจอากาศสะอาด ที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน.
- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล:
ประชาชนมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลคุณภาพอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม.
- สิทธิในการมีส่วนร่วม:
ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย จัดทำกฎหมาย และกำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาด.
การจัดการมลพิษทางอากาศ
- การกำหนดมาตรฐาน:
กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพระดับประเทศ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการบริหารจัดการ.
- การควบคุมแหล่งกำเนิด:
ครอบคลุมการควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ การเผาในที่โล่ง รวมถึงมลพิษข้ามแดน.
- การบูรณาการทุกมิติ:
สร้างกลไกให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ.
- การกระจายอำนาจ:
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและงบประมาณในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนเอง.
กลไกสนับสนุน
- กองทุนอากาศสะอาด:
จัดตั้งกองทุนเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหามลพิษทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเก็บจากผู้นำเข้าและผู้ผลิตอุตสาหกรรม.
- คณะกรรมการต่างๆ:
จัดตั้งคณะกรรมการระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด และคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและบริหารจัดการเชิงพื้นที่.
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- สามารถป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นระบบ.
- ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นในระยะยาว.
อุปสรรคและความท้าทายสำคัญของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง, การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น, การบริหารจัดการมลพิษข้ามแดนที่ซับซ้อน, การสร้างกลไกที่เชื่อมโยงกฎหมายเฉพาะภาคส่วนต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้จริง โดยไม่สร้างภาระเกินควรต่อผู้ประกอบการ.
อุปสรรคและความท้าทายในเชิงเนื้อหาและกระบวนการ
- การบูรณาการกฎหมายเฉพาะภาคส่วน:
พ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องสามารถเสริมและเชื่อมโยงกฎหมายเฉพาะด้าน เช่น ภาคอุตสาหกรรม คมนาคม เกษตรกรรม ให้สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหามลพิษที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
- ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน:
การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรฐานการควบคุมมลพิษที่เหมาะสม.
- การบังคับใช้กับปัญหามลพิษข้ามแดน:
เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ และมีความซับซ้อนในการพิสูจน์ความเชื่อมโยง รวมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ.
- ภาระต่อผู้ประกอบการ:
กฎหมายต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมมลพิษกับภาระของภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เป็นภาระจนเกินควร และควรมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษี เพื่อจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม.
- การกระจายอำนาจ:
ต้องมีกลไกการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทและงบประมาณในการจัดการปัญหาในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ.
- ความยั่งยืนและความต่อเนื่อง:
การแก้ปัญหาต้องมีกลไกที่ทำให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น การมีกองทุนอากาศสะอาด เพื่อสนับสนุนการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน.
ความท้าทายในการนำไปปฏิบัติจริง
- การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจ:
อาจต้องมีการปรับโครงสร้างอำนาจและตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษให้มีความรวดเร็วและต่อเนื่อง.
- การสร้างระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง:
ต้องมีระบบศูนย์กลางข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และระบบแจ้งเตือนค่าฝุ่นพร้อมคำแนะนำในการป้องกันที่ส่งตรงถึงทุกคน.
- การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน:
การผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การตรวจสอบ และการให้ความรู้เรื่องฝุ่นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบและร่วมมือกันแก้ไข





