Starbucks ทุ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ ปิด 500 สาขา ปลดคนงาน 900 คน

ข่าวใหญ่สำหรับคนรัก Starbucks ทั่วโลก เมื่อสำนักงานใหญ่ เดินหน้าแผน ‘Back to Starbucks’ ทุ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ ปิดร้านสุทธิรวม 500 สาขา เลิกจากพนักงานกว่า 900 คน ในสหรัฐอเมริกา จากยอดขายที่ร่วงต่อเนื่องกว่า 6 ไตรมาส
สำนักข่าว CNBC รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบริษัท Starbucks ว่า เตรียมเดินหน้าแผนปรับโครงสร้างมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ปิดร้านบางแห่งในสหรัฐอเมริกา และเลิกจ้างพนักงานเพิ่มเติม ตามแผน ‘Back to Starbucks’ ที่นำโดย ไบรอัน นิโคล ซีอีโอคนปัจจุบันของบริษัท
ในเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) บริษัทระบุว่าจำนวนร้านที่บริษัทบริหารเองในอเมริกาเหนือจะลดลงราว 1% ในปีงบประมาณ 2568 หรือคิดเป็นการปิดสุทธิประมาณ 500 สาขา ตามการประเมินของ TD Cowen ขณะเดียวกันจะมีการเลิกจ้างพนักงานนอกสาขาประมาณ 900 คนในวันศุกร์นี้
สตาร์บัคส์คาดว่า 90% ของค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ จะมาจากธุรกิจในอเมริกาเหนือ โดยบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายการเลิกจ้างราว 150 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เกี่ยวกับการปิดร้านอีกราว 850 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้ในปีงบประมาณ 2568
บริษัทตั้งเป้าว่าจะปิดปีงบประมาณนี้ด้วยจำนวนร้านในอเมริกาเหนือ รวมทั้งร้านที่บริษัทบริหารเองและร้านแฟรนไชส์ ราว 18,300 สาขา ก่อนที่จะกลับมาเริ่มขยายสาขาอีกครั้งในปีงบประมาณ 2569
สำหรับบาริสตาที่ทำงานในร้านที่ปิด บริษัทจะพิจารณาโยกย้ายไปยังสาขาใกล้เคียง หรือจ่ายเงินชดเชยสำหรับการเลิกจ้าง ซึ่งสหภาพแรงงาน Starbucks Workers United ซึ่งเป็นตัวแทนของบาริสต้ากว่า 12000 คนใน 650 สาขา ระบุว่า จะยื่นคำขอเจรจาอย่างเป็นทางการกับบริษัทอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่า พนักงานที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับการโยกย้ายไปยังร้านสาขาอื่น
ทั้งนี้ แผนการปรับปรุง Back to Starbucks นั้น มุ่งหวังจะให้ร้านกาแฟ Starbucks นั้นเป็น ‘สถานที่แห่งที่สาม’ ที่คนจะแวะเวียนเข้ามา นอกเหนือจากบ้าน และที่ทำงาน นอกจากจะเน้นประสบการณ์ของลูกค้าแล้ว ไบรอัน นิโคล ซีอีโอของบริษัท ยังได้ดำเนินมาตรการอื่นๆ เช่น ให้พนักงานกลับมาทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน และแต่งตั้งทีมบริหารใหม่ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาด้านการบริการด้วยกันแทบทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารสตาร์บัคส์เคยกล่าวว่า บริษัทจะชะลอการเปิดสาขาใหม่เพื่อเน้นปรับปรุงสาขาเดิมในปีนี้ โดยร้านที่ปรับโฉมใหม่มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดให้ลูกค้านั่งพักผ่อนนานขึ้น ซึ่งเป็นการพากลับไปสู่รากเหง้าของแบรนด์
การดำเนินการนโยบาย Back to Starbucks จะเริ่มต้นในไตรมาสนี้เป็นต้นไป ซึ่งก็น่าติดตามอยู่ไม่น้อยว่า การบริหารภายใต้แนวทางใหม่นี้ จะส่งผลเป็นบวกต่อสถานการณ์โดยภาพรวมของบริษัท และประสบการณ์ของลูกค้ามากน้อยเพียงใด





