x

สมัยก่อน คนที่ดูจิตใจเปราะบาง หดหู่กว่าปกติ มักถูกเหมารวมว่าเป็นพวกจิตใจอ่อนแอไปจนหมด แต่สมัยนี้ เราได้รับความรู้ใหม่แล้วว่าคนเหล่านั้นอาจเป็นโรคซึมเศร้าก็ได้
 
อาการของโรคซึมเศร้านี้ ก็จะทำให้คนหมดอาลัยตายอยากนอนน้อยหรือมากกว่าปกติ จิตใจหดหู่ เซื่องซึม ไม่อยากมีชีวิตอยู่ และอาจถึงขั้นนำพาไปสู่ปัญหาฆ่าตัวตายได้
เมื่อความรู้ทางการแพทย์พัฒนาขึ้น เราจึงรู้ว่า หลายคนที่มีจิตใจหดหู่ผิดปกตินั้น เกิดมาจากโรค ไม่ใช่แค่สภาพจิตใจ คือสมองทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกกับบางสิ่งเกินปกติ และโรคนี้เกิดได้ทั้งกับคนที่พบเจอเรื่องสะเทือนใจมากกว่าปกติ สตรีที่อยู่ในช่วงหลังคลอด คนชราวัยเกษียณ เป็นต้น เมื่อเร็วๆ นี้มีชายวัยเกษียณท่านหนึ่งกระโดดห้างฆ่าตัวตาย และมีประวัติป่วยซึมเศร้าด้วย เห็นมั้ย ว่ามันใกล้ตัวเราแค่ไหน ชายคนนั้นอาจเป็นเพียงผู้ป่วยที่ไม่ได้ตั้งใจฆ่าตัวตายก็ได้ 
 
อย่างที่เกริ่นมาข้างต้น ว่าโรคนี้มันเริ่มลุกลามไปในโลก จนถึงขั้นองค์การอนามัยโลกประกาศว่าในอีกไม่กี่สิบปี ปัญหาโรคซึมเศร้าอาจเป็นปัญหาทางสุขภาพอันดับสามของโลกเลยทีเดียวผู้ป่วยก็ต้องทำการรักษา โดยหนึ่งในการรักษานอกจากการใช้จิตบำบัดแล้ว ก็มีการใช้ยา ซึ่งปัญหาการใช้ยานี้ เคยถูกโจมตีว่ามันไม่สามารถรักษาได้จริง และมีประสิทธิภาพพอๆ กับยาหลอก(Placebo) เท่านั้น คือ ยาที่จ่ายแบบไม่มีผลต่อร่างกาย แต่มีคุณสมบัติทางการแพทย์ สามารถรักษาได้ในหลายๆ กรณีที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะล่าสุด เราได้ข้อสรุปแล้วว่าไอ้ยาต้านซึมเศร้าที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วยนี่ สามารถใช้รักษาได้จริงไหม คำตอบคือ มีผลทางการรักษาได้จริง
การศึกษาครั้งนี้ ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์เดอะแลนซิต (The Lancet) ซึ่งผลการศึกษาด้วยการทดลอง 522 ครั้ง กับผู้ร่วมทดสอบ 116,477 คน พบว่า ยารักษาอาการซึมเศร้า 21 ชนิด ที่มีการใช้งานจริง มีประสิทธิภาพในการลดอาการซึมเศร้าเฉียบพลันได้ดีกว่ายาหลอก
 
โดยตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ อะโกเมลาทีน (Agomelatine) อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) เอสซิตาโลแพรม (Escitalopram) เมอร์เทซาปีน (Mirtazapine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) ส่วน ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ยารักษาซึมเศร้าที่เราคุ้นเคยกันอยู่บ้างกลับอยู่ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพน้อย
หลายคนตื่นเต้นกับผลลัพธ์นี้มาก เพราะช่วยตอบโจทย์ได้ว่า การจ่ายยาของแพทย์ คู่กับการใช้จิตบำบัด มันช่วยรักษาผู้ป่วยได้จริงไหม แต่การทดลองนี้ ใช้กับผู้ป่วยในระยะประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งยังไม่รับรองผลหากใช้ในระยะยาว และก็ไม่ได้หมายความว่าการรักษาต้องจ่ายยาทุกครั้งหรือเลือกยาที่มีผลแรงที่สุด
 
คนไทยยังมีอีกหลายคนไม่คุ้นเคยกับโรคนี้ แถมยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมภายหลังได้ด้วยทั้งจากความเข้าใจผู้ป่วยผิดๆ และการรักษาที่ไม่ตรงจุด เพราะคนใกล้ตัวของฉันก็ป่วยเป็นโรคนี้กันหลายคน จนเราคิดว่า เราควรทำความเข้าใจปัญหานี้จริงๆ จังๆ กันดีกว่า