ทัพอัซซูรีพลาดท่าตกรอบเพลย์ออฟชิงตั๋วไปรัสเซียเพื่อดวลศึกลูกหนังซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้กลายเป็นความผิดหวังของวงการลูกหนังอิตาลี และอาจรวมไปถึงแฟนฟุตบอลทั่วโลก เบื้องหลังความล้มเหลวครั้งนี้สะท้อนอะไรบ้างหลังม่านลูกหนังแดนมักกะโรนี
 
อิตาลีพลาดไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านี้เคยพลาดเมื่อปี 1958 (ปี 1930 ไม่ได้ร่วมเล่น) ผลเพลย์ออฟกับสวีเดนในนัดที่ 2 ที่มิลาน จบด้วยสกอร์ 0-0 สวีเดนอาศัยสกอร์ได้เปรียบจากนัดแรกที่ชนะ 1-0 กำตั๋วไปรัสเซียในปี 2018 แทนที่นาซิอองนาล
 
อะไรที่ทำให้พวกเขาพลาดท่า 
 
1. ผลงานโดยรวมทำให้ตกที่นั่งลำบาก
 
ความโชคร้ายของอิตาลีที่อยู่ร่วมกลุ่มกับสเปนจนต้องเล่นเพลย์ออฟมีต้นตอที่ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแคมเปญรอบคัดเลือกโซนยุโรป 
 
ช่วงกลางปี 2015 ฟีฟ่าจับสลากแบ่งกลุ่มรอบคัดเลือก อิตาลีรั้งอันดับ 17 ของโลก จนถูกจับไปอยู่ในโถที่ 2 และโชคไม่ดีที่จับสลากอยู่ร่วมกลุ่มกับสเปน ทีมวางจากโถแรกที่แม้ผลงานไม่ดีในบอลโลก 2014 แต่ยังมีฟอร์มน่ากลัว 
 
อิตาลีทำผลงานรอบแบ่งกลุ่มไม่เลวทีเดียว ชนะ 7 เสมอ 2 แพ้ 1 มี 23 คะแนน แต่ยังจบอันดับ 2 ของกลุ่ม จากที่สเปน ชนะ 9 เสมอ 1 ไม่แพ้ใคร และมี 28 คะแนน
 
อัซซูรีติดหนึ่งใน 8 ทีมอันดับ 2 ที่ผลงานดีที่สุดได้ไปเล่นเพลย์ออฟกับสวีเดน แต่แน่นอนว่า ผลงานโดยรวมของอิตาลีซึ่งฟีฟ่านำไปคิดเป็นค่าสัมประสิทธิ์ทำให้อิตาลีอยู่ต่ำกว่า 10 อันดับแรกของโลกจนมีแนวโน้มเจองานลำบากขึ้นในทัวร์นาเมนต์ สุดท้ายความเสี่ยงก็ทวีคูณจนมาถึงจุดสิ้นสุด
 
2. การบริหารงาน
 
ที่มาของการจัดอันดับอิตาลีในตารางฟีฟ่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาถูกมองย้อนไปถึงโครงสร้างส่วนบนในวงการลูกหนังอิตาลีซึ่งหลายฝ่ายชี้นิ้วสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีในฐานะคนที่ไม่ทันระบบการจัดอันดับของฟีฟ่าจนอัซซูรีหล่นมาอยู่นอกทีม 10 อันดับแรกของโลก
 
คาร์โล ตาเวคคิโอ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีวัย 74 ปี ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2014 ถูกวิจารณ์ว่า “หัวโบราณ” ไม่ทันเกมการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ในวงการฟุตบอลโลกแม้เจ้าตัวพยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของฟุตบอลในประเทศหลายข้อ แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงแต่ภายในโดยไม่มองบริบทภายนอกประกอบด้วยก็ไม่มีประโยชน์ 
 
นอกจากนี้ ลูกหนังอิตาลียังเต็มไปด้วยบุคลากรอาวุโสที่ทรงอิทธิพลอย่างอเดรียโน กัลลิอานี ผู้บริหารของทีมเอซี มิลาน ในเวลานั้นหนุนหลังคาร์โล เช่นเดียวกับซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตประธานเอซี มิลาน อีกหนึ่งบุคคลทรงอิทธิพลในลูกหนังมักกะโรนี ก็หนุนหลังเช่นกัน ทั้งสองนอกจากเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการฟุตบอลแล้วยังเป็นที่รู้กกันดีว่าเคยผ่านสนามการเมืองเข้มข้นโดยเฉพาะแบร์ลุสโคนี 
 
พลังทางการเมืองที่หนุนหลังผู้บริหารในสหพันธ์ฯถูกวิจารณ์พร้อมไปกับผลงานของอิตาลี และนี่คือที่มาของข้อความในอินสตาแกรมของเปาโล คันนาวาโร พี่น้องของอดีตกองหลังชุดแชมป์โลกของทีมที่เขียนว่า เขาหวังให้ความตกต่ำขั้นสุดครั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปลูกหนังอิตาลี  และโบกมือลา “เหล่ามัมมี่” ในวงการฟุตบอลอิตาลี เปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่ได้ซะที 
 
3. ผู้จัดการทีม
 
เมื่อทีมบริหารเชิงโครงสร้างไม่แข็งแรง การตัดสินใจเลือกผู้จัดการทีมที่ไม่เหมาะสมกับงานจึงเกิดขึ้น อิตาลีได้กุนซืออย่างจามปิเอโร เวนตูรา กุนซือที่เพิ่งอายุครบ 70 ปีเมื่อต้นปี ไม่มีประสบการณ์ทำทีมใหญ่ระดับท็อปของยุโรป และเคยได้แชมป์ระดับเซเรีย บี และเซเรีย ซี มาคุมทีม
 
ขณะที่โค้ชระดับโลกของอิตาลีที่อยู่ในตลาดอีกจำนวนมากซึ่งเคยพาทีมได้แชมป์ลีกระดับท็อปของยุโรปกลับไม่ได้งาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เวนตูรา ถูกมองว่าได้งานเพราะ “ความสัมพันธ์” มากกว่า “ความสามารถ” 
 
ผลงานในและนอกสนามกับสวีเดนทั้ง 2 นัดแสดงให้เห็นชัดเจน สถิติหลังเกมสะท้อนทักษะการทำงานของเขาอย่างชัดเจน การวางแทคติก การเลือกผู้เล่น และการแก้เกมที่ถูกตั้งคำถามแทบทุกข้อ แม้แต่ดานิเอเล เด รอสซี่ มิดฟิลด์ตัวแกร่งที่นั่งสำรองยังต้องเถียงกับสต๊าฟฟ์ในทีมว่าจะเปลี่ยนเขาลงทำไมในเมื่อทีมต้องการสกอร์ 
 
สุดท้ายลอเรนโซ อินซินเญ แนวรุกตัวแรงของนาโปลีก็ไม่ได้ลงสนาม มิดฟิลด์ของอิตาลีทำงานได้ไม่เต็มที่ การเชื่อมต่อเกมระหว่างแดนกลางกับเกมรุกขาดช่วง หัวหอกไม่สามารถสร้างและหาโอกาสเข้าจบสกอร์ได้ สวีเดนจึงรอดตัวจากการเสียประตูโดยที่พวกเขาเองก็ไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่ดีนัก
 
นอกเหนือจาก แทคติกและการแก้เกมที่ถูกวิจารณ์หนัก สไตล์การทำทีมด้านจิตวิทยาของเวนตูรา ก็โดนวิจารณ์โดยเปรียบเทียบกับกุนซือพลังเทอร์โบอย่างอันโตนิโอ คอนเต้ ที่พาทีมทำผลงานเหนือความคาดหมายในยูโร 2016 เวนตูรา ไม่สามารถกระตุ้นลูกทีมหรือใช้จิตวิทยาเชิงบวกแบบคอนเต้ ได้
 
4. ผู้เล่น
 
อิตาลีได้คอนเต้ ลากทีมชุดที่ว่ากันว่าพิษสงน้อยที่สุดเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในยูโร 2016 ในวันที่ไม่มีคอนเต้ อิตาลีภายใต้เวนตูรา เลือกผู้เล่น 11 คนแรกในเกมที่ไปเยือนสวีเดนเป็นนักเตะอายุมากกว่า 30 ปีถึง 7 คน 4 ใน 7 อายุ 33 ปีและมากกว่านั้น ขณะที่เลกที่ 2 มี 6 คนที่อายุมากกว่า 30 แต่ใช่ว่าขิงแก่จะรสร้อนแรงไม่ได้ อย่างไรก็แล้วแต่ ขิงแก่เหล่านั้นเค้นความเผ็ดร้อนออกมาไม่เพียงพอ
 
ขณะที่ผู้เล่นตัวเก๋าไม่สามารถเล่นได้ มองกลับมาที่ผู้เล่นดาวรุ่ง แข้งอิตาเลียนพลังหนุ่มที่พอจะมาทดแทนก็ไม่เพียงพออีก นอกเหนือจากจอร์จินโญ มิดฟิลด์ดาวโรจน์วัย 25 ปี (ซึ่งเพิ่งเล่นให้ทีมชาติอิตาลีเต็มตัวไม่กี่เกม) และอินซินเญ วัย 26 ปี แข้งหนุ่มอิตาเลียนที่ฟอร์มพอพึ่งพาได้ยังหายาก ดาวรุ่งที่เหลือไม่ฟอร์มตกก็ยังฝีเท้าไม่ดีพอ
 
ที่มาของการขาดแคลนต้องย้อนกลับไปที่ลีกและการวางระบบขององค์กรลูกหนังในประเทศ เปาโล คันนาวาโร ยังวิจารณ์ว่าฟุตบอลอิตาลีเสียแชมป์ไปตั้งแต่นายทุนเข้ามาในวงการลูกหนังเมื่อ 15 ปีก่อน เซเรีย อา อิตาลี เป็นอีกหนึ่งลีกที่ดึงนักเตะลือชื่อจากทั่วโลกมา และมาแย่งพื้นที่ของนักเตะในถิ่น
 
ประเด็นนี้ถูกพูดถึงมานานแล้ว ถ้าลองย้อนกลับมาดูสภาพในปัจจุบันของเซเรีย อา นักเตะอิตาลีที่เป็นตัวหลักใน 5 ทีมแรกของตารางเหลือทีมละไม่เกิน 4 ราย ทีมที่มีผู้เล่นอิตาลีมากกว่าผู้เล่นต่างชาติ ทีมที่อันดับดีที่สุดคือ เอซี มิลาน ในอันดับ 9 ของตาราง ตามมาด้วย กายารี่ ที่ 11 ของตาราง
 
นาโปลี - อินซินเญ และจอร์จินโญ
ยูเวนตุส - บุฟฟอน, คิเอลลินี และบาร์ซาญี
อินเตอร์ มิลาน - คานเดรวา, กายาร์ดินี และดัมโบรซิโอ
ลาซิโอ - อิมโมบิเล, ปาโรโล
โรมา - เด รอสซี่, เปเญกรินี, เอล ชาราวี และฟลอเรนซี
 
นักวิจารณ์บางคนเริ่มหยิบไอเดียที่อิตาลีแบนผู้เล่นต่างประเทศหลังตกรอบบอลโลกปี 1966 กลับมาพูดถึงอีกครั้ง โดยหลังจากใช้นโยบายนี้ อิตาลี ได้แชมป์ยูโร 1968 ได้รองแชมป์โลก 1970 และได้แชมป์อีกในปี 1982 
 
ปัญหาที่จริงอาจไม่ใช่ผู้เล่นต่างชาติในลีกอิตาลีเยอะเกินไป แต่อยู่ฝีเท้าผู้เล่นต่างชาติไม่ดีพอที่จะยกระดับลีก และเพิ่มเพดานเกรดความท้าทายให้ผู้เล่นในลีกพัฒนาตัวเอง
 
นี่คือปัญหาที่อิตาลีต้องปฏิรูป แต่จนถึงวันนี้ แม้แต่การให้สัมภาษณ์หลังเกมของเวนตูรา ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรกับทีม เมื่อเขาไม่ได้รับผิดชอบด้วยการลาออก แต่บอกว่าจะไปหารือกับสหพันธ์ก่อน ถ้าสหพันธ์ยังไม่เริ่มปฏิรูปที่ด่านแรกแบบเร่งด่วน การปฏิรูปทีมแบบที่เยอรมันทำได้หลังปี 2000 และเริ่มเห็นผลภายใน 10 ปี แต่สำหรับอิตาลีถ้ายังเริ่มช้า อาจต้องกินเวลานานกว่ากรณีตัวอย่างจากทีมอื่น

ข้อมูลจาก : Goal.com / SI.com