Connect with us

Subscribe

Life

มาสก์สามมิติ ช่วยแก้ปัญหา
สแกนใบหน้าไม่ผ่านสักที

 เรื่อง:  Captain Thor

วันละล้านกว่าชิ้นผลิตออกมาแต่ไม่รู้หายไปไหนหมด?

ได้ยินเสียงตาลุงข้างบ้านบ่นอุบ ทว่าแกก็ยังไม่มีมาตรการแก้ปัญหาการกักตุนหน้ากากอนามัยที่ตอนนี้ขาดตลาด หาซื้อยาก และราคาแพงเกิ๊น

แม้ที่ผ่านมาจะมีการให้ความรู้อย่างถูกต้อง เรื่องไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยถ้าไม่ได้ป่วย แต่ควรให้ความสำคัญกับการล้างมือมากกว่า ถ้าไม่มีแอลกอฮอล์ (ขาดตลาดเหมือนกัน) ให้ใช้น้ำสบู่ แต่อาจต้องใช้เวลาล้างมือนานและพิถีพิถันขึ้นอีกนิด กับหลีกเลี่ยงการจับของมั่วซั่ว เพราะมือที่ไม่สะอาด เมื่อจับโดนส่วนอื่นๆ ของใบหน้า โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย นั่นจะกลายเป็นแหล่งปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อันตรายและสุ่มเสี่ยงมากกว่าการไม่ใส่หน้ากากเสียอีก บางคนหาซื้อหน้ากากอนามัยไม่ได้ เลยไม่ยอมทิ้ง เก็บไว้ใช้ซ้ำๆ นั่นยิ่งอันตราย

โอย…เครียด โรคก็กลัว ลุงก็ดันไม่ฉลาด พอแก้ปัญหาอะไรไม่ได้แกก็บ่นๆๆ ขออนุญาตใส่เฮดโฟนอุดหูฟังสปอติฟายดีกว่าฟังลุงบ่น แล้วชวนพักเรื่องเครียดมาดูงานออกแบบหน้ากากอนามัยแบบเก๋ๆ ด้วยการพิมพ์ลายหน้าคนแบบสามมิติลงไป

ผลงานสร้างสรรค์นี้เป็นของ แดเนียล บาสกิ้น (Danielle Baskin) ศิลปินหญิงชาวอเมริกัน เธอออกผลงานโปรดักต์ดีไซน์นี้มาเพื่อแก้ไขปัญหาสำหรับคนที่ต้องใส่มาสก์แล้วไม่สามารถปลดล็อกหรือใช้งานโทรศัพท์มือถือที่ปัจจุบันส่วนใหญ่จะอาศัยเทคโนโลยีสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อก

ผลงานออกแบบหน้ากากอนามัยใบหน้าคนแบบสามมิตินี้เพิ่งผลิตออกมาสดๆ ร้อนๆ และกลายเป็นไวรัลเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยเทคนิคการพิมพ์ใบหน้าครึ่งล่างในส่วนจมูกไล่ลงมา ภาพที่เห็นคือมีทั้งครึ่งใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิง หรือหากผู้หญิงอยากใส่หน้ากากอนามัยของผู้ชายที่มีหนวดมีเคราก็ได้ แปลกดี

โดยเบื้องต้น จังหวะการวางมาสก์ลงบนหน้าจำเป็นต้องเล็งให้เหมาะเหม็งกับส่วนจมูกลงไปจนถึงปาก

“หน้ากาก N95 มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันไวรัสโควิท-19 แต่เวลาเราสวมใส่มัน เรากลับไม่สามารถปลดล็อคโทรศัพท์ได้ซะงั้น” บาสกิ้นกล่าว

ก่อนหน้านี้เราอาจคุ้นเคยกับการสแกนลายนิ้วมือและสแกนบัตร แต่ปัจจุบันเครื่องสแกนได้รับการพัฒนาให้สามารถสแกนสิ่งอื่นๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุรูปทรงต่างๆ หรือส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ม่านตา เส้นเลือด ลายนิ้วมือ และใบหน้า

โดยเฉพาะการสแกนใบหน้านั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่คนให้ความสนใจกันมาก หลังจากโทรศัพท์ค่าย Apple คิดค้นเทคโนโลยีปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้าแทนการสแกนด้วยลายนิ้วมือ ใน iPhone 8 จากนั้นแทบทุกค่ายโทรศัพท์มือถือก็เลือกใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับโทรศัพท์รุ่นใหม่

2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์โควิท-19 ทำให้พวกเราต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย จึงเกิด ปัญหาไม่สามารถสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกโทรศัพท์ได้ ฉับพลันทันใดนั้นบาสกิ้นก็คิดแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการผลิตหน้ากากให้พอดีกับปากและจมูก เพื่อป้องกันผู้สวมใส่จากละอองของเหลวและอนุภาคที่ลอยละล่องอยู่กลางอากาศ แต่จะทำยังไงล่ะให้มาสก์ที่ใส่ดูมีดีไซน์ นอกจากใช้งานได้จริงแล้วยังต้องเท่และคูลมากพอ

เจ้าตัวจึงทำการทดสอบและพัฒนาเทคนิคการพิมพ์ลงบนมาสก์จดจำใบหน้าได้สำเร็จ ด้วยการเปลี่ยนภาพถ่ายสองมิติจากบุคคลต้นแบบ ให้กลายเป็นภาพสามมิติ แล้วพิมพ์มันลงบนหน้ากาก N95 ซึ่งหน้ากาก N95 ในท้องตลาดนั้นมีให้เลือกใช้อยู่หลายแบบ ทั้งแบบใช้แล้วทิ้ง แบบซับแล้วใช้ซ้ำ หรือแบบวัสดุเป็นผ้าแล้วเปลี่ยนไส้กรองได้

แบบที่สามารถใช้ซ้ำได้ เหมาะจะใช้ซ้ำประมาณ 2-3 วัน หรืออาจเร็วกว่านั้นหากเริ่มรู้สึกว่าหายใจลำบากขึ้น หรือหายใจแล้วได้กลิ่นแปลกๆ หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นอยู่ในหน้ากาก

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยต่อว่า เทคโนโลยีการสแกนใบหน้ามีวิธีการทำงานอย่างไร?

ระบบสแกนใบหน้า หรือ Face Scan System จัดเป็นเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Image Processing ทำงานโดยการจับภาพรูปใบหน้าเทียบกับใบหน้าที่คุณได้ทำการลงทะเบียนไว้ หากประมวลผลตรงกันจะสามารถปลดล็อคได้ เราสามารถนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้าไปใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ตลอดจนคอมพิวเตอร์ แต่ที่นิยมมากที่สุด คือการนำไปใช้ในเครื่องบันทึกเวลาและระบบควบคุมการเปิด – ปิดประตู (Access Control) เพราะช่วยให้ง่ายในการปลดล็อคพอๆ กับลายนิ้วมือและบัตร

หลักการทำงานของเครื่องสแกนใบหน้าส่วนใหญ่จะเป็น ระบบจดจำใบหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งได้รับการพัฒนาจากระบบจดจำใบหน้าแบบ 2 มิติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสแกนใบหน้าแบบดั้งเดิม และการจดจำใบหน้า 3 มิตินี้ได้รับการยืนยันว่าแม่นยำกว่าเดิมหลายเท่าตัว โดยเป็นการจดจำคุณลักษณะที่โดดเด่นของใบหน้า เช่น เนื้อเยื่อแข็ง และกระดูกในส่วนที่เห็นได้ชัดที่สุด (เบ้าตา, จมูก และคาง) เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ซ้ำกัน และไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

“วิธีการที่ฉันใช้สร้างหน้ากากสามมิติที่มีใบหน้าโค้งรับกับผู้สวมใส่ และมันสามารถปลดล็อคโทรศัพท์ได้ คือการพิมพ์ที่มีรายละเอียด จนเทคโนโลยีสแกนใบหน้าสามารถจับความลึก ความโค้ง กับส่วนเว้าของใบหน้าคนได้จริง” บาสกิ้นอธิบายต่อ “คุณเพียงแค่สวมหน้ากากแล้วตั้งค่ามันให้เป็นใบหน้าเพิ่มเติม ที่ต้องตั้งค่าเพิ่มเพราะตอนใส่หน้ากากนี้มันอาจจะมีรูปร่างที่แตกต่างจากใบหน้าเดิมของคุณเองที่ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้า”

บาสกิ้นยังบอกอีกด้วยว่า เธอรู้สึกประหลาดใจที่งานออกแบบหน้ากากสามมิติของตนเองครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากผู้คนในเกาหลีใต้ สาธารณรัฐลัตเวีย ฝรั่งเศส และจีน ที่มีคนติดต่อเข้ามาภายในไม่กี่วันหลังจากภาพหน้ากากสามมิติถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์และกลายเป็นกระแสไวรัล

และไม่ใช่แค่ไวรัสโควิท-19 แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกยังนิยมใส่หน้ากากในหลากหลายโอกาส โดยเฉพาะการทำงาน เพราะมันช่วยป้องกันฝุ่นพิษ หรือแม้แต่ใส่หน้ากากอนามัยไปเดินประท้วงเพื่อหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีจดจำใบหน้าอย่างที่พวกเราเห็นกันในฮ่องกง

ไม่ใช่เพียงหน้ากาก แต่บาสกิ้นและบริษัทของเธอยังมีโครงการจะใช้เทคนิคการพิมพ์สามมิตินี้ลงบนวัสดุและพื้นผิวอื่น อย่างหมวกกันน็อกจักรยาน หรือการพิมพ์โลโก้ลงบนผลอะโวคาโด

อย่ามัวแต่เคร่งเครียดเรื่องหน้ากากอนามัยขาดตลาด บางครั้งในบางสถานการณ์ที่น่าเศร้าและชวนหวาดวิตก อาจนำไปสู่การออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหา หรือถ้าหายากนักก็ผลิตใช้เองซะเลยเหมือนที่นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีเขาตั้งเป้าผลิตหน้ากาก 1 หมื่นชิ้น ส่งออกไปช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน อันนี้ต้องบอกต่อและขอปรบมือให้

อะไรนะ…เดินมา 5 ร้านแล้ว ก็ยังหาซื้อมาสก์ไม่ได้

ลุง…ทำอะไรบ้างเห้อะ!

ขอบคุณข้อมูลและภาพ: soyacincau.com, dezeen.com, tigersoft.co.th, charoenfingerscan.com

Written By

มังกรผงาด!! เปิดโผธุรกิจ
แห่งความหวัง จูงจีนกลับมา
แบบเร่งสปีด

Life

COVID-19
วายร้ายทำลายระบบสืบพันธุ์ของผู้ชาย

Life

เมื่อ COVID -19 ถล่มโลกยานยนต์

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup