อันที่จริง ความกังวลเรื่องความแก่มิได้เกิดขึ้นเฉพาะคนไทยเท่านั้น  เพราะไม่ว่าคนชาติไหนๆ  ก็กลัวความแก่เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักจิตวิทยาทั่วไป สินค้าและบริการอันเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและความงามจึงขายดิบขายดีอย่างที่เห็น เพราะใครๆ ก็อยากให้ตัวเองมีลุคดูดีไว้ก่อน
 
แต่ดูเหมือนคนไทยเราจะมีความกังวลมากกว่านั้น ราวกับลงลึกไปในจิตใต้สำนึกและดีเอ็นเอ เพราะเราผูกคำว่า "แก่" ควบรวมกับคุณสมบัติอื่นๆ ไปด้วย ทั้งความเก่า ความเชย ความคลาสสิก โบราณ ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคนเจเนอเรชั่นรุ่นก่อน ตลอดจนถึงบรรดาค่านิยมของคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ที่เรามักสลัดทิ้งไปหมด
 
ด้วยความกลัวแก่และกลัวเชย เรามุ่งไปให้ทันเทรนด์และความทันสมัยไว้ก่อน เหมือนสมัยหนึ่งที่เรา "สลัดผ้าถุงนุ่งกางเกงยีนส์" เราหลงใหลในความล้ำสมัยจนลืมมองรากเหง้าของตัวเอง พร้อมๆ กับทำคุณค่าบางอย่างหล่นหายไปในกาลเวลา
 
มาถึงตรงนี้ คุณพอนึกถึงคำพูดทีจริงทีเล่น อย่าง "เกิดไม่ทัน" ออกไหม?
 
ยามเมื่อหัวข้อในวงสนทนาหยิบยกผลงานสร้างสรรค์เมื่อครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนัง วรรณกรรม หรืออะไรก็ตาม มาพูดคุยกัน คำพูดทำนอง "เกิดไม่ทัน"  เสมือนจะทำหน้าที่ปกป้องผู้พูดบางคนจากข้อหาที่ว่า "ไม่มีความรู้พื้นฐาน" ในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างแนบเนียน 
 
ทั้งที่ หากเราพูดคุยกับเพื่อนฝรั่งหรือคนชาติอื่นในหัวข้อเดียวกัน บทสนทนาที่เกิดขึ้นสามารถเชื่อมโยงโลกของอดีต แนวทางการสร้างสรรค์ในสกุลต่างๆ กับอิทธิพลต่อปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจของเขา และยังบ่งบอกถึงตัวตนในฐานะผลผลิตของสังคม ซึ่งแตกต่างไปจากที่เราเป็นอยู่
 
คงสรุปไม่ได้ว่าอะไรดีกว่าอะไร แต่พอจะบอกได้ว่าเราควรมีท่าทีใหม่เพื่อจัดการกับอาการกลัวความแก่ได้แล้ว 
 
เพราะเราหยุดความแก่ไม่ได้ พอๆ กับที่เราปฏิเสธรากเหง้าและความเป็นตัวตนของเราไม่ได้เช่นกัน ตราบเท่าที่เวลายังเคลื่อนไปร่วมด้วยบริบททางสังคมที่รายล้อม ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเราจะแก่ตัวลงอย่างไรต่างหาก ที่จะไม่ใช่สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ หรือเป็นเพียง "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน"
 
โลกนี้ มีหลายอย่างที่ยิ่งแก่ยิ่งมีคุณค่า หากเป็นชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง