x

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกด้านหนึ่งเขาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์คอยทำหน้าที่อธิบายเรื่องเหลือเชื่อต่างๆ ที่ถูกส่งต่อกันในโลกโซเชียลฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรอยพญานาค กระสือ ผีเข้า และอื่นๆ อีกมากมายตามสไตล์ออนไลน์ไทย เราจึงอยากรู้มุมมองจากฟากฝั่งของวิทยาศาสตร์ว่า มีความคิดเห็นอย่างไรต่อไสยศาสตร์ในเมืองไทยบ้าง
 
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์กำลังทำหน้าที่ฮีโร่คอยปราบเหล่าร้ายอย่างไสยศาสตร์อยู่หรือเปล่า
เจษฎา : ไม่เลย เหมือนแยกกันอยู่คนละมิติ แต่ยุคนี้มีคนมาขอคำอธิบายจากวิทยาศาสตร์มากขึ้น จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องอธิบาย แต่กลายเป็นว่าวิทยาศาสตร์มีข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่าเลยถูกมองว่าเป็นฮีโร่ ฝั่งไสยศาสตร์ที่มีแต่ความเชื่อล้วนๆถูกมองว่าผิด ทั้งๆที่ไม่ได้ผิดอะไรเลยจนกระทั่งมีคนลากเข้ามาเกี่ยวกัน
 
ในยุคที่สื่อออนไลน์และวิทยาศาสตร์อธิบายเหตุการณ์ลี้ลับต่างๆได้มากมาย จะทำให้คนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์น้อยลงไหม
เจษฎา : น้อยลง..แต่จะไม่หายไป ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาสื่อเปิดกว้างขึ้น ทีวีไม่ได้จำกัดแค่ช่อง 3 5 7 9 หรือหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่ฉบับ ทำให้เทรนด์ข่าวและการแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น ถ้าสื่อหลักหรือออนไลน์นำเสนอผิดก็จะโดนอีกฝ่ายแย้ง หรือต่อให้ไม่ได้เป็นสื่อก็สามารถใช้เฟซบุ๊คเชื่อมโยงความคิดของตัวเองในโลกออนไลน์ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อนเวลามีข่าวเรื่องรอยพญานาค เชื่อว่า 80-90% ของคนจะต้องสาธุกันแน่นอน แต่ยุคที่มีคนออกมาอธิบายแสดงหลักฐานต่างๆให้ดู เรื่องพวกนี้แม้จะยังมีคนเชื่ออยู่ แต่ในโลกของสื่อกระแสมันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
 
ขอย้อนกลับไปถามตรงที่บอกว่าเรื่องไสยศาสตร์จะไม่มีวันหายไป ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
เจษฎา : ความแตกต่างของมนุษย์เมื่อเทียบกับสัตว์อื่นคือ เรามีวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ และเรื่องที่จะถ่ายทอดให้ลูกหลานฟังได้ดีที่สุดที่มีมาตั้งแต่อดีตคือเรื่องของบุคคลที่ตายไปแล้ว เพราะมนุษย์มีความผูกพันต่อคนที่ตายไป ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องหรือบรรพบุรุษ ไม่มีใครอยากให้คนรักจากไปตลอดกาล สมัยโบราณจึงมีตำนาน เรื่องเล่า นิทานต่างๆเกิดขึ้นมากมาย จนไปถึงเรื่องของนรกสวรรค์ที่มีอยู่ในทุกวัฒนธรรม ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีความผูกพันกับคนที่ตายไปแล้ว เรื่องพวกนี้จะไม่มีวันหายไปจากทุกสังคมของมนุษย์
 
เคยคิดไหมว่าวิทยาศาสตร์อาจจะผิด
เจษฎา : วิทยาศาสตร์เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการปรับปรุงให้ถูกเสมอ ฉะนั้นวิทยาศาสตร์มันไม่เคยสมบูรณ์และไม่มีวันสมบูรณ์ 100% ผมถึงชอบออกตัวเสมอว่าถ้าวันนี้ถามว่าผีมีจริงไหม? ผมก็จะตอบว่าจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตอนนี้ผีไม่มีจริง แต่ถ้าในอนาคตเกิดมีการพิสูจน์ได้ว่ามี ทั้งวิทยาศาสตร์และตัวผมเองก็พร้อมจะเชื่อเหมือนกัน
 
 
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์มีช่องทางถ่ายทอดความรู้มากมาย หนึ่งในนั้นคือการนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งของปรากฎการณ์ประหลาด เช่น รอยพญานาค แต่ทำไมหลายคนถึงยังเลือกเชื่อไสยศาสตร์และกราบไหว้ต่อไป
เจษฎา : วิทยาศาสตร์เป็นองค์ความรู้ที่ถูกสะสมมาตั้งแต่อดีตและมีข้อมูลเยอะมาก การจะเข้าไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆทั้งหมดในรวดเดียวมันมีความเหนื่อย คนเก่งๆที่จะมาย่อยข้อมูลต่างๆให้เข้าใจง่ายขึ้นในบ้านเรายังมีน้อย เช่น วันนี้เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด วิทยาศาสตร์บอกว่าสาเหตุเกิดจากวันนี้มีเมฆเยอะ แล้วบนเมฆมีเกล็ดน้ำแข็ง เมื่อแสงแดดส่องไปโดนจึงเกิดสะท้อนเป็นวงแหวน ในเชิงของการทำความเข้าใจมันยาก สู้ทางไสยศาสตร์บอกว่า 'เป็นลางที่ดี' จบ...เข้าใจง่ายกว่าเยอะ อีกเหตุผลหนึ่งคือมนุษย์มีความผูกพันธ์กับไสยศาสตร์มานานกว่า และในจิตใจเรามีบางอย่างที่ทำให้พร้อมจะเชื่อเรื่องพวกนี้ได้เสมอ มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับอาการกลัวความมืด หากมีคนบอกว่าในความมืดมีอะไรบางอย่างอยู่ ทุกคนก็พร้อมจะเชื่อทันที การที่วิทยาศาสตร์จะกล่อมให้ทุกคนมาใส่แว่นอินฟราเรด แล้วมองเข้าไปในความมืดจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก 
 
ชีวิตของคนที่เชื่อกับไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์มีความแตกต่างกันไหม
เจษฎา : ค่อนข้างพูดยากเพราะชีวิตคนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางคนจนมากแต่ไม่เชื่อเรื่องผีเลยก็มีบางคนรวยสุดๆแต่เชื่อเรื่องพวกนี้ก็เยอะ ฉะนั้นในภาพรวมของความเชื่ออาจไม่ส่งผลต่อรายได้หรือชีวิตมากนัก แต่เคสที่ส่งผลก็แน่นอนว่ามีเช่นกัน
 
แสดงว่าไสยศาสตร์ไม่ใช่ตัวถ่วงความเจริญอย่างที่หลายคนมอง
เจษฎา : ผมไม่เคยมองใครว่าถ่วงความเจริญนะ หมายถึงในเชิงประเทศคงไม่มีใครถ่วงใคร แต่ในเชิงของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมก็ถ่วงเยอะเหมือนกัน เพราะแทนที่สังคมจะตื่นเต้นและได้เรียนรู้ปรากฎการณ์ธรรมชาติในมุมวิทยาศาสตร์เพื่อต่อยอดความรู้ใหม่ ก็จะถูกเททิ้งด้วยความเชื่อท้องถิ่นหรือไสยศาสตร์แทน แต่มองอีกด้านหนึ่งมันก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ หลายคนบอกว่าถ้าคนโตขึ้นมาโดยไม่มีความเชื่อเรื่องบาปบุญเลยจะเป็นอย่างไร ขนาดเชื่อแล้วสังคมยังเป็นแบบนี้ ฉะนั้นส่วนดีของไสยศาสตร์นั้นมีอยู่แน่ๆ แต่ถ้าเชื่อมากเกินไปคนๆนั้นก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์เลย
 
ทำอย่างไรสังคมไทยถึงจะเชื่อเรื่องไสยศาสตร์น้อยลง
เจษฎา : ส่วนตัวผมไม่คิดว่ามันจะต้องน้อยลงหรือมากขึ้น แต่เราสามารถทำให้คนสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้นได้โดยการเชื่อมโยงกับไสยศาสตร์ ทุกวันนี้โลกแคบลงโอกาสที่จะทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์ไสยศาสตร์มีเพิ่มขึ้น ถ้าย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อนไม่มีใครกล้าวิจารณ์หรอก วิจารณ์ไปก็โดนกระแสตีกลับ แต่ในเชิงสังคมก็อยู่กันมาได้ถึงวันนี้ด้วยคำว่า “ไม่เชื่ออย่าหลบลู่” เพียงแต่โลกตอนนี้มีเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทุกคนมีพื้นที่แสดงความเห็นและรับข้อมูลได้มากขึ้น อย่างป่าคำชะโนดที่เมื่อก่อนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เดี๋ยวนี้มีแต่คนอยากเข้าไปทุกวัน
 
คิดว่าชนชั้นปกครองของประเทศนำไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากไปหรือเปล่า
เจษฎา : อันนี้ชัดเจน ประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มความเชื่อมาตั้งแต่โบราณ เราบอกว่าประเทศเรานับถือพุทธ แต่ในพิธีกรรมต่างๆรวมถึงเรื่องการปกครองเป็นเรื่องของพราหมณ์กับความเชื่อท้องถิ่นเข้ามาเยอะมาก สมมุติมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทุกรัฐบาลก็จะต้องรอฤกษ์ก่อน บางคนเอาฤกษ์ทางพราหมณ์ บางคนเอาฤกษ์ทางจีน เท่านั้นไม่พอยังไปตามเอาซิสแสมาดูฮวงจุ้ยอีก พอมีกระแสจากชนชั้นปกครองแบบนี้เลยทำให้ชนชั้นถูกปกครองที่อยู่ข้างล่างเชื่อถือตามไปด้วย สมมุติว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ แทนที่เราจะคิดว่าทำยังไงถึงจะผลักดันน้ำให้ระบายได้เร็วขึ้น เรากลับไปทำพิธีไล่น้ำก่อน ตรงนี้สำหรับคนที่ไม่เชื่อมันดูวุ่นวายเสียเวลาทำไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่กับคนที่เชื่อเขาจะมีกำลังใจมากขึ้น หรืออย่างวันพืชมงคลที่ให้พระโคมาเที่ยงทายอาหาร ไม่ว่าพระโคจะกินอะไรก็ดีไปหมด ไม่มีอะไรที่พระโคกินแล้วไม่ดีต่อประเทศเลย เรื่องแบบนี้เป็นกุศโลบายทำให้คนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ มีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป เป็นกระบวนการในชนชั้นปกครองที่ต้องการสื่อสารลงมาให้คนกลุ่มที่เชื่อเรื่องนี้อยู่ในสังคมต่อไปได้ 
 
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายปรากฎการณ์ทางไสยศาสตร์จนหมดข้อโต้แย้งมาแล้วมากมาย แต่ทำไมถึงยังมีคนที่ไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์อยู่
เจษฎา : เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า คัลเจอร์ ช็อค หรือการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว บางคนอยู่ในครอบครัวหรือพื้นที่ๆเชื่อว่าเหตุการณ์บางอย่างเป็นไสยศาสตร์มาทั้งชีวิต อยู่ดีๆวิทยาศาสตร์มาบอกว่าไม่ใช่ แถมแสดงหลักฐานให้ดูต่อหน้าได้อีก คนที่เจอเรื่องแบบนี้จะต้องทิ้งสิ่งต่างๆที่รู้มาทั้งหมดไปเยอะมาก เหมือนคนที่อยู่เมืองไทยมาทั้งชีวิตแล้วต้องย้ายไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก มันต้องใช้เวลาทิ้งความรู้เก่า เรียนรู้ใหม่ ปรับตัวปรับเข้ากับความคิดใหม่ บางคนจึงเลือกที่จะเชื่อไสยศาสตร์ต่อไปเพราะมันง่ายและดีกับตัวเขาเองมากกว่า