นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา สุนทรียะแห่งความโรแมนติกปรากฏให้เห็นอยู่มากมายในโฆษณา เพลง นวนิยาย ตลอดจนภาพยนตร์ เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่กำลังวนเวียนอยู่ในความโรแมนติกทั้งแบบสุข เศร้า เหงา ซึ้ง วันนี้ลองมาดูกันสิว่า มีภาพยนตร์รักสุดโรแมนติกเรื่องใดบ้างที่ยังคงเป็นซึ้งอยู่ตลอดกาล หรือดูแล้วสามารถจดจำเนื้อเรื่องได้เนิ่นนานตลอดไป โดยเรามีมาให้เลือกชมกันทั้งภาพยนตร์โรแมนติกแบบแฮปปี้เอนดิ้ง และโรแมนติกที่จบลงด้วยความผิดหวังแต่งดงาม ซึ่งคุณไม่ควรพลาดแม้แต่เรื่องเดียว

 

1. Gone with the Wind (1939)
เรื่องราวของ สการ์เล็ท โอฮารา สาวน้อยแสนสวยที่ต้องฝ่าฟันชีวิตช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ เธอแต่งงานกับชายหนุ่มที่ไม่ได้รักเพื่อประชดคนรักของเธอ แต่แต่งงานได้ไม่นาน สามีเธอก็ตายในสนามรบ สงครามทำลายชีวิตอันแสนสุขของผู้คน ทรัพย์สินของชาวบ้านโดนปล้น ความเป็นอยู่แร้นแค้น สการ์เล็ทจึงต้องก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เพื่อดูแลญาติพี่น้องที่เหลืออยู่

Best Quote
“How could I help loving you? You have all the passion for life that I lack. That kind of love isn’t enough for a successful marriage for two people as different as we are.”

“ผมจะไปรักคุณได้อย่างไร คุณมีความปรารถนาต่างๆ ในชีวิต ซึ่งผมไม่มี ความรักแบบนี้นั้นไม่เพียงพอสำหรับคู่ชีวิตที่ประสบ ความสำเร็จ สำหรับคนสองคนที่ต่างกันเช่นเรา”

 

2. Chungking Express (1994)
ภาพยนตร์เก่าที่ดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ผลงานลำดับที่ 3 ของสุดยอดผู้กำกับชาวฮ่องกง หว่อง กาไว เรื่องราวความรัก และความเหงาของนายตำรวจ 2 คน ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องกัน แต่กลับถูกยึดโยงความสัมพันธ์ด้วยสถานที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ที่เป็นไปอย่างฉาบฉวย อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ไร้เหตุผล จนทำให้ความเหงาเคลื่อนตัวเข้าหากัน และสิ่งท้าทายของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ประเด็นการหมดอายุของความรัก ที่ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไร

Best Quote
“Somehow everything comes with an expiry date. Is there anything in the world which doesn’t?”

“ทุกสิ่งในโลกล้วนมาพร้อมกับวันหมดอายุ มีอะไรในโลกบ้างที่ไม่มีวันหมดอายุ

 

3. Notting Hill (1999)
ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศโทนเย็น อ้อยอิ่ง และอบอุ่น ถ่ายทอดอารมณ์แห่งความรักของความเป็นมนุษย์ปุถุชนได้อย่างลึกซึ้ง นำแสดงโดย จูเลีย โรเบิร์ตส์ และฮิวจ์ แกรนท์ เรื่องราวของ วิลเลี่ยม แทคเกอร์ หนุ่มพ่อม่ายเจ้าของร้านหนังสือย่านน็อตติ้งฮิลล์ กลางกรุงลอนดอน ที่ต้อนรับดาราสาวระดับโลกอย่าง แอนนา สก๊อต เข้ามาในชีวิต ซึ่งวิถีชีวิตของทั้งคู่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่พรหมลิขิตก็บันดาลให้ทั้งสองเดินทางมาพบรักกันจนได้

Best Quote
“The fame thing isn’t really real, you know. Don’t forget – I’m just a girl, Standing in front of a boy, Asking him to love her.”

“ชื่อเสียงมันไม่ใช่เรื่องจริง คุณก็รู้ แล้วอย่าลืมว่า ฉันก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่หน้าผู้ชายคนหนึ่ง เพื่อถามหาความรัก”

 

4. In the Mood for Love (2000)
มอบให้สำหรับคนที่อยู่ในห้วงอารมณ์แห่งรักอันยากเปิดเผย ภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ยังคงรักษาขนบการทำงานในแบบ หว่อง กาไว ไว้อย่างครบถ้วน เนื้อหาเลือกพูดถึงความเหงา และความเจ็บปวดจากความผิดหวังในรัก ตัวละครยังคงบอบบาง และอ่อนไหวภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย โดยมี เหลียง เฉาเหว่ย กับ จาง หมั่น อวี้ ดำเนินเรื่องราวมนต์รักสลับเตียง จนในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เริ่มถลำลึก ทว่ากลับเป็นความรักที่ต่างฝ่ายต่างต้องเก็บไว้บอกใครไม่ได้นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บีบหัวใจอย่างร้ายกาจ แต่ก็มีแง่มุมแห่งความงดงามให้เห็นอยู่ไม่น้อย

Best Quote
“That era has passed. Nothing that belonged to it exists anymore.”

“เมื่อยุคสมัยนั้นได้ผ่านพ้น ไม่มีสิ่งใด ในยุคนั้นจะคงอยู่สืบไปได้”

 

5. Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004)
บางคนอาจสงสัยว่า เรื่องนี้จัดเป็นภาพยนตร์รักแน่หรือเปล่า เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นความทรงจำ และการลบความทรงจำที่ค่อนข้างสับสนอลหม่านอยู่ไม่น้อย เรื่องราวภายใต้ภาวะอันสิ้นหวังของ จิม แคร์รีย์ ผู้รับบทเป็น โจเอล แบริช ที่กำลังพยายามหนีจากการลบความทรงจำของตนเองที่มีต่อ คลีเม็นไทน์ ที่แสดงโดย เคท วินสเล็ต เนื่องด้วยทั้งคู่มีบุคลิกตรงกันข้าม และเมื่ออยู่กันไป จนพบว่าต่างฝ่ายต่างไม่ชอบบุคลิกของกัน จึงเลิกกันอย่างเจ็บปวด หลังจากนั้นทั้งคู่จึงไปให้คลินิกพิเศษที่เชี่ยวชาญด้านลบความทรงจำ เพื่อขอให้แพทย์ลบความทรงจำเกี่ยวกับอีกฝ่ายออกจากใจไปให้หมด แต่สุดท้าย ความทรงจำที่อยากลืมกลับกลายเป็นความทรงจำที่อยากจำมากที่สุด

Best Quote
“How happy is the blameless vestal’s lot! The world forgetting, by the world forgot.”

“ชะตาของผู้บริสุทธิ์นั้นจะสุขเพียงไหน! โลกกำลังถูกลืม เพราะโลกหลงลืม”

 

6. Brokeback Mountain (2005)
ตอกย้ำให้นักรักรู้กันไปเลยว่า ความรักเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน ระหว่างเพศใดกับเพศใด ก็เกิดขึ้นได้ในสังคมทั้งนั้น จึงเป็นที่มาของเรื่องราวความรักต้องห้ามของ 2 ชายหนุ่ม ในช่วงยุค 60’s ที่สังคมยังต่อต้านกลุ่มรักเพศเดียวกัน โดย 2 ตัวละครเอกร่างกำยำนามว่า เอนนิส เดล มาร์ รับบทโดย ฮีธ เลดเจอร์ และแจ็ก ทวิสต์ รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล เริ่มทำงานรับจ้างเลี้ยงแกะบนภูเขาโบรคแบ็กที่ไกลโพ้น และแล้วความอ้างว้าง ว้าเหว่ เป็นบ่อเกิดแห่งความรักที่ไม่อาจฝืนความต้องการทางเพศได้

Best Quote
“I wish I knew how to quit you.”

“ฉันปรารถนาที่จะรู้หนทางตัดใจจากนาย”

 

7. (500) Days Of Summer (2009)
ภาพยนตร์โรแมนติกเบาสมองที่มาพร้อมคำโปรยว่า “นี่ไม่ใช่หนังรัก หากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก” เรื่องราวของ ทอม ชายหนุ่มนักเขียนการ์ดอวยพรผู้เชื่อในความรักและพรหมลิขิต ที่ไปตกหลุมรัก ซัมเมอร์ หญิงสาวที่ไม่เชื่อทั้งความรัก พรหมลิขิต และไม่อยากมีแฟน และแล้ว 500 วันแห่งความสัมพันธ์แหวกแนวของเขาและเธอจึงเกิดขึ้น

Best Quote
“What always happens, Life.”

“ชีวิต อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ”

 

8. Blue Valentine (2010)
ภาพยนตร์โรแมนติกสมจริงจนอาจทำให้เจ็บ! เนื้อเรื่องว่าด้วยความสัมพันธ์อันแหลกสลายของหนุ่มสาว นำแสดงโดย ไรอัน กอสซลิง และมิเชล วิลเลียมส์ ซึ่งบอกเล่าวัฏจักรของชีวิตคู่ที่ทุกสิ่งล้วนไม่มีความแน่นอน ทำให้ทั้งคู่ต้องพยายามกลับไปสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นอีกครั้ง โดยพวกเขาใช้เวลาหนึ่งคืนภายในห้องเพื่อรักษาชีวิตคู่ ขณะเดียวกันก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีต เมื่อครั้งที่ทั้งสองตกหลุมรักกัน และชีวิตยังเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่เมื่อรักจางจืดลงแล้ว สิ่งที่เคยทำให้มีความสุขได้สมัยแรกรักก็ไม่อาจใช้ได้ผลอีกต่อไป เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ เดเร็ค เซียนฟรานซ์ จงใจบดขยี้ความเชื่อเกี่ยวกับความรัก และชีวิตคู่ ด้วยเรื่องราวธรรมดา ทว่าสมจริงอย่างถึงที่สุด

Best Quote
“In my experience, the prettier a girl is, the more nuts she is, which makes you insane.”

“จากประสบการณ์ของผม ผู้หญิงยิ่งสวยยิ่งบ้า ผมเลยว่าคุณต้องบ้าแน่”