คุณอยู่หมวดไหน? เช็คลิสต์ 5 นิสัยใช้รถยอดฮิตของคนเมือง 

 

 

รู้กันดีว่าการเดินทางในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ กลุ่มหลักบนถนนในเมืองมักเป็นของกลุ่มรถยนต์ส่วนตัววิ่งสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่ไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคัน

 

นอกจากพฤติกรรมยอดแย่ที่มักพบเจอกันเป็นประจำ ปรากฏเป็นดราม่าโซเชียลก็หลายครั้ง แต่รู้หรือเปล่าว่านิสัยการใช้รถของคนเมืองนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง 

 

เรื่องนี้ บริษัท ปาร์คทูโก จำกัด ผู้ให้บริการสมาร์ทปาร์คกิ้ง เจ้าของแอพลิเคชั่น p2go แอพจองที่จอดรถได้ทำการเก็บข้อมูลการใช้รถยนต์ของคนเมืองมากว่า 2 ปี ได้แบ่ง “นิสัยการใช้รถยอดนิยม” ของคนกรุงเทพฯ ออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่     

 

 

ชอบจอดรถใกล้ที่หมาย 

 

เรื่องจอดรถให้ใกล้จุดหมายปลายทางที่สุดน่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่แวบเข้ามาให้หัวเมื่อเราจะเริ่มมองหาที่จอดรถ แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ส่วนใหญ่เจ้าของรถมักจะยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ตัวเองอยู่ใกล้กับที่หมายมากที่สุด 

 

เชื่อไหมว่า หากสถานที่หนึ่งมีที่จอดรถ 2 จุด จุดแรกอยู่ห่างจากที่หมาย 100 เมตร คิดค่าจอดชั่วโมงละ 50 บาท ขณะที่จุดถัดไปอยู่ห่าง 300 เมตร ค่าจอดชั่วโมงละ 20 บาท คนส่วนใหญ่จะเลือกจุดแรก เพราะเดินใกล้กว่า

 

 

ที่จอดรถต้องปลอดภัย 

 

นอกจากสะดวกแล้ว ความปลอดภัยก็ถือเป็นเรื่องที่บรรดาเจ้าของรถทั้งหลายแคร์เป็นอันดับแรกๆ เพราะรถไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงยอมจ่ายค่าสมาชิกบัตรต่างๆ เพื่อแลกสิทธิพิเศษในการมีโซนจอดรถที่มีพนักงานดูแลใกล้ชิด

 

 

วางแผนการเดินทางเฉพาะหน้า   

 

อย่าหวังว่า เราจะเปิดแมพสำรวจเส้นทางกันตั้งแต่วันนี้เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปทำธุระในวันพรุ่งนี้ เพราะโดยทั่วไปนิสัยของคนมีรถส่วนใหญ่มักจะชอบวางแผนเฉพาะหน้ามากกว่า เรียกว่าจะเปิดแผนที่ หรือสำรวจเส้นทางก็ต่อเมื่อเสียบกุญแจสตาร์ทรถเตรียมเดินทางกันนั่นแหละ 

 

 

ต้องการความสะดวกสบาย 

 

ถ้าคิดว่าคุณมีแค่ที่จอดรถแล้วจบ ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิดถนัด เพราะส่วนใหญ่ของการใช้ที่จอดรถของคนเมืองนั้น มักจะพ่วงด้วยบริการในลานจอดรถด้วยเสมอ เรียกว่ายิ่งวันสต๊อปเซอร์วิสได้ยิ่งดี เราจึงมักจะเห็นบริการประเภทคาร์แคร์ไปตั้งอยู่ตามลานจอดรถต่างๆ ด้วยนั่นเอง 

 

 

ใช้เทคโนโลยีมามีส่วนร่วมในการใช้รถ

 

จะจีพีเอส แอพลิเคชั่น หรือกล้องหน้ากล้องหลัง อะไรต่างๆ ในรถ ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนเมืองจะต้องมีเอาไว้ประจำรถ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เราอุ่นใจได้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยอำนวยความสะดวก และคุ้มค่า (ในแง่ของความรู้สึกปลอดภัย) ที่เราต้องจ่ายไปในการเดินทางแต่ละครั้ง