x

“เบอร์ลินไม่ใช่เยอรมนี แต่เบอร์ลินคือเบอร์ลิน” เพียงแค่ประโยคนี้ พร้อมรอยยิ้มของเจ้าหน้าที่สนามบินที่เราเจอที่ท่าอากาศยานนานาชาติเบอร์ลิน-เทเกล ประเทศเยอรมนี หลังจากเที่ยวบินไฟลท์ปฐมฤกษ์ สิงคโปร์-เบอร์ลิน ของสายการบินสกู๊ต ลงจอดได้สักพัก ก็จุดประกายความสงสัยใคร่รู้ในตัวขึ้นมาทันที 
 
อากาศร้อนกว่า 30 องศาเซลเซียสของเมืองหลวงแห่งเยอรมนีทักทายเราในวันแรก แน่ละ! เพราะนี่คือช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนของที่นั่น ก่อนที่ความแปรปรวนของฤดูกาลจะยั่วล้อเราด้วยสายฝนโปรยปราย ส่งให้อุณหภูมิลดฮวบฮาบเหลือเกือบ 20 องศาฯ ตลอดหลายวันที่นั่น กลายเป็นฤดูหนาวชั่วคราวไปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ภาพของกรุงเบอร์ลินเลือนรางไปในม่านฝน แต่ยิ่งทำให้เราอยากออกไปหาคำตอบถึงสิ่งที่ก่อร่างสร้างเบอร์ลินให้เป็นอย่างทุกวันนี้
 

 
ไปที่ไหนในกรุงเบอร์ลิน ก็จะเจอ ‘หมี’ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ 
 
เบอร์ลินเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของยุโรปที่ไม่ได้แออัดด้วยอาคารทันสมัย หรือมีตึกระฟ้าเบียดตัวกันอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจ แต่เบอร์ลินมีสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายที่มีเค้ารอยประวัติศาสตร์กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง มีพิพิธภัณฑ์นับร้อยแห่ง ทั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ศิลปะ ฯลฯ มี ‘พื้นที่สีเขียว’ อย่างสวนสาธารณะที่เป็นเหมือนปอดของเมืองนับสิบที่ แถมยังมีสนามบิน Tempelholf ที่เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว ก็ปรับให้เป็นพื้นที่สันทนาการขนาดใหญ่ของชาวเมืองอีกด้วย
 

 
Tiergarten สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเบอร์ลิน ครอบคลุมพื้นที่ 2.1 ล้านตารางเมตร
 

 
Viktoriapark สวนสาธารณะในย่าน Kreuzberg มีจุดเด่นอยู่ที่น้ำตก
 
เบอร์ลินรุ่มรวยวัฒนธรรม แต่ก็ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เป็นเมืองแห่งสีสันและชีวิตชีวา และเป็นเมืองที่ไม่ว่ายุคใด ผู้คนก็ต่างหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาโอกาสในการสร้างชีวิตให้ดีขึ้น เบอร์ลินจึงเป็น ‘เมลติ้ง พ็อท’ ที่ผสมผสานความแตกต่างหลากหลาย และพยายามหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างลงตัวมากที่สุด 
 
ด้วยเสน่ห์แบบนี้ เบอร์ลินจึงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือนได้ปีละกว่า 10 ล้านคน ซึ่ง visitBerlin องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวและการประชุมของเบอร์ลิน บอกว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเบอร์ลินแล้ว 6.4 ล้านคน 
 
 
สงครามและกำแพง
 
“จะเข้าใจเบอร์ลินทุกวันนี้ไม่ได้เลย ถ้าไม่รู้ว่าเบอร์ลินต้องผ่านอะไรมาบ้าง” Bernd Gutderlet นักประวัติศาสตร์ ที่อีกบทบาทหนึ่งของเขาคือไกด์ หันมาบอกเรา ระหว่างหยุดยืนหน้ารูปปั้นของ Karl Marx และ Friedrich Engels สองนักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้เขียน ‘The Communist Manifesto’ หนึ่งในหนังสือทรงอิทธิพลต่อการเมืองโลก ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1848 
 
หลังจากเยอรมนีพ่ายแพ้ยับเยินในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศมหาอำนาจ ทั้ง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และ โซเวียต ก็เข้ามาจัดสรรอำนาจดูแลเยอรมนี เบอร์ลินก็ถูกแบ่งด้วยเช่นกัน เบอร์ลินตะวันตก อยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มประเทศตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตย นำโดยสหรัฐฯ ส่วน เบอร์ลินตะวันออก ปกครองด้วยระบอบคอมมูนิสต์ มีโซเวียตหนุนหลัง 
 

 
แนวกำแพงเบอร์ลินที่หัวมุมถนน Bernauer Straße ตัดกับ Ackerstraße ถัดจากกำแพงเข้าไปคือหอตรวจการณ์ที่คอยสอดส่องไม่ให้ชาวเบอร์ลินตะวันออกหลบหนีเข้าฝั่งเบอร์ลินตะวันตก
 
เมื่อฝั่งตะวันตกมีเศรษฐกิจที่ดีกว่า ผู้คนจากฝั่งตะวันออกก็ทยอยหลบหนีเข้าไปเรื่อยๆ ท้ายสุด เยอรมนีตะวันออก ที่มีเมืองหลวงคือเบอร์ลินตะวันออก จึงสร้าง ‘กำแพงเบอร์ลิน’ ขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ปี 1961 เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองหนีไปฝั่งเบอร์ลินตะวันตก
 
กำแพงเบอร์ลิน ที่ฉีกโลกใบเดิมให้ขาดออกจากกัน มีความยาวกว่า 140 กิโลเมตร มีรั้วไฟฟ้า มีจุดตรวจการณ์หลายร้อยจุด มีเจ้าหน้าที่สอดส่องอย่างเข้มงวด แต่เพราะมนุษย์ต้องการเสรีภาพ การหลบหนีจึงเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ต้องแลกมาด้วยชีวิตก็ตาม ซึ่งเท่าที่มีการบันทึกไว้ ตลอดระยะเวลา 28 ปีของการมีกำแพงกั้น มีผู้เสียชีวิตเกือบ 150 คน ไม่นับที่บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน
 
“จำได้มั้ยว่าวันนั้นพวกคุณทำอะไรและอยู่ที่ไหน ถ้าถามคนเยอรมัน พวกเราตอบได้ทุกคน เพราะเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตพวกเราไปตลอดกาล” ไกด์หมายถึง วันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 1989 ที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย เป็นเสมือนสัญลักษณ์การยุติสงครามเย็น ที่กัดกร่อนชีวิตชาวเยอรมันมาหลายสิบปี 
 

 
ภาพจูบอันโด่งดังที่ East Side Gallery
 

 
ตลอดแนวของ East Side Gallery คือภาพวาดกว่าร้อยภาพ
 
ทุกวันนี้ ร่องรอยประวัติศาสตร์ช่วงนั้นยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็น East Side Gallery กำแพงเบอร์ลินที่ตลอดความยาว 1,316 เมตร คือภาพวาดกว่า 100 ภาพ สะท้อนยุคสงครามเย็น และแนวคิดต่างๆ ภาพที่เป็น ‘ลายเซ็น’ ของที่นี่คือ ‘My God, Help Me to Survive This Deadly Love’ ผลงานของ Dmitri Vrubel ที่วาดภาพ Leonid Brezhnev นักการเมืองโซเวียต จูบกับ Erich Honecker นักการเมืองเยอรมนีอย่างดูดดื่ม
 

 
Checkpoint Charlie เดิมเป็นจุดผ่านแดนเยอรมนีตะวันออก-เยอรมนีตะวันตก
 

 
มุมมองจากฝั่งเบอร์ลินตะวันออกในอดีต
 
Checkpoint Charlie คือ จุดผ่านแดนเยอรมนีตะวันออก-เยอรมนีตะวันตก ที่ขึ้นชื่อมากสุด จากเดิมที่มีรถถังของสหรัฐฯ จอดประจันหน้ากับรถถังโซเวียต มาวันนี้ มีทหารปลอมยืนให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป อาคารโดยรอบก็ปรับเป็นร้านขายสินค้าที่ระลึกและร้านอาหาร ถ้าอยากเก็บภาพความทรงจำมุมสูง ใกล้กันมีบริการบอลลูน 
 

 
Television Tower สิ่งปลูกสร้างที่สูงสุดในเบอร์ลิน มองลงมาเห็นทิวทัศน์ทั้งเมืองได้ชัดเจน
(Copyright: visitBerlin, ภาพ : Wolfgang Scholvien)
 

 
ข้างบน Television Tower สามารถเดินได้โดยรอบ 
 

 
มองลงมาเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้ทั้งหมด
 
Television Tower ความสูง 368 เมตร ก็น่าเที่ยว เยอรมนีตะวันออกตั้งใจสร้างเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจการปกครองแบบคอมมูนิสต์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเบอร์ลินไปแล้ว ขึ้นลิฟต์ความเร็วสูงขึ้นไป 203 เมตร ก็จะเจอจุดชมวิวที่เดินได้โดยรอบ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ต่างๆ ของเมืองได้ทั้งหมด อย่าง อาคารรัฐสภา ทาวน์ฮอลล์ของเบอร์ลินที่มีธงรูป ‘หมี’ สัญลักษณ์ของเมืองโบกปลิวไสว ประตูชัย Brandenburg ฯลฯ ถ้าอยากดื่มด่ำบรรยากาศนานๆ ขอแนะนำห้องอาหารที่หมุนได้ 360 องศา รับรองว่าไม่มีอะไรมาบดบัง เพราะนี่คือสิ่งปลูกสร้างที่สูงสุดในเมือง 
 

 
City Hostel Berlin ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สถานทูตเกาหลีเหนือ
 
เบอร์ลินยังเป็นที่ตั้ง สถานทูตเกาหลีเหนือ สะท้อนความสัมพันธ์อันแนบแน่นของกลุ่มประเทศคอมมูนิสต์ในยุคสงครามเย็น ที่เมื่อเวลาผ่าน สถานทูตฯ ก็ยังคงอยู่ แต่มีการแบ่งที่ดินและอาคารบางส่วนให้นักธุรกิจชาวเยอรมันเช่าทำโรงแรมในชื่อ City Hostel Berlin หากอยากสัมผัสบรรยากาศความเป็นเกาหลีเหนือ การพักในโฮสเทลราคาประหยัดแห่งนี้ ซึ่งเดิมเป็นที่พักของนักการทูตแดนโสมแดง ก็เป็นความคิดที่น่าสนใจ 
 

 
อาคารบางส่วนบน Karl-Marx-Allee
 
อีกแห่งที่น่าเดินชมคือ Karl-Marx-Allee ถนนความยาวกว่า 2 กิโลเมตร กว้าง 90 เมตร มากกว่า Champs-Élysées ที่ปารีสราว 20 เมตร สร้างโดยเยอรมนีตะวันออกอีกเช่นกัน ตลอดถนนคืออาคารความสูง 7-9 ชั้น สถาปัตยกรรมแบบ ‘Classical Socialist Style’ ที่รูปทรงและหน้าตาคล้ายคลึงกัน เดิมเป็นที่พักคนงาน และเป็นที่ตั้งร้านค้า ร้านอาหาร และโรงภาพยนตร์ แต่หลังการรวมชาติเยอรมนี อาคารต่างๆ บนถนนสายนี้ก็ถูกขายให้นักลงทุน แต่ก็ยังคงสถาปัตยกรรมแบบเดิมมาถึงปัจจุบัน
 
 
เสพงานศิลป์สุดจี๊ด-กินของอร่อย ย่าน Kreuzberg
 
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา หลังจาก Mesut Özil วัย 29 ปี นักเตะชาวเยอรมันเชื้อสายเตอร์กิช ยุติบทบาทนักเตะทีมชาติเยอรมนี สาเหตุหลักเพราะถูกเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเขาอัดอั้นจนต้องระบายความรู้สึกว่า “ผมเป็นเยอรมันเมื่อเราชนะ แต่เป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้” 
 
ชาวเตอร์กิชจำนวนมากเข้าเยอรมนีตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะในเยอรมนีตะวันตก ที่ชาวเตอร์กิชเข้ามาเป็นแรงงาน พวกเขาได้รับอนุญาตให้พาคนรักหรือครอบครัวมาอยู่ด้วย กระทั่งชุมชนชาวเตอร์กิชขยายใหญ่ขึ้นในหลายพื้นที่ ทุกวันนี้ คาดว่ามีชาวเยอรมันเชื้อสายเตอร์กิช 3-4 ล้านคน อาศัยอยู่ในเยอรมนี จำนวนนี้ราว 2 แสนคนอยู่ในเบอร์ลิน ซึ่งหนึ่งในชุมชนใหญ่ของชาวเตอร์กิชก็คือ Kreuzberg
 

 

 

 
ทุกที่ในย่าน Kreuzberg คือการสร้างสรรค์งานกราฟฟิตี้
 
นอกจาก Kreuzberg จะเต็มไปด้วยสีสันวัฒนธรรมแบบชาวเตอร์กิช โดยเฉพาะ ‘อาหาร’ ที่มีร้านเด็ดอยู่หลายร้าน สิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อไปเยือนย่านนี้ก็คือ ‘กราฟฟิตี้’ สตรีทอาร์ทที่แทบจะพูดได้ว่า ไม่ว่าจะกวาดตาไปตรงไหนของ Kreuzberg ทั้งประตู ผนังบ้าน กำแพง ตัวตึก บันได สะพาน ฯลฯ ก็จะพบกับกราฟฟิตี้ ที่เป็นศิลปะฉายตัวตนของศิลปิน และยังสะท้อนมุมมองที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งกลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้ที่มีชื่อเสียงมากของเบอร์ลินก็คือ ‘1UP’
 

 

 
Markthalle Neun ที่ยังคงโครงสร้างเดิมสมัยปลายศตวรรษที่ 19 ไว้
 
Kreuzberg ยังเป็นที่ตั้งของ Markthalle Neun แหล่งรวมสตรีทฟู้ดแสนอร่อย ที่ส่งกลิ่นเย้ายวนใจจนนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องขอมาสัมผัสความคึกคัก และลิ้มลองอาหารหลากหลายรสชาติกันอย่างไม่ขาดสาย
 
Markthalle Neun แปลว่า ตลาดลำดับที่ 9 (จากทั้งหมด 14 แห่ง) สร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นสถานที่ค้าขายของชาวเมืองมาหลายทศวรรษ แต่เมื่อถึงยุคซูเปอร์มาร์เก็ตครองเมือง Markthalle Neun ก็เสื่อมความนิยม และทรุดโทรมไปตามเวลา กระทั่งมีการซ่อมแซมโดยอิงกับโครงสร้างเดิม ที่เป็นอาคารหลังคาสูง และเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2011
 



 
สตรีทฟู้ดแสนอร่อยที่รอให้ทุกคนไปลิ้มลองรสชาติ
 
ถึงวันพฤหัสบดีเมื่อไหร่ Markthalle Neun จะกลายร่างเป็น ‘Street Food Thursday’ เต็มไปด้วยอาหารนานาชนิดทันที ไม่ว่าจะเป็น ชีส ขนมปังอบ แซนด์วิช ติ่มซำ ผัดไทย ทาโกะยากิ ทาปาส ไอศกรีม ฯลฯ จากพ่อค้าแม่ค้านานาชาติ ที่รอเสิร์ฟความสุขผ่านอาหารให้ทุกคน หรือถ้าไม่อยากรับประทานมื้อหนัก ที่นี่ก็มีไวน์รสเลิศและคราฟต์เบียร์ให้จิบเพลินๆ ด้วย
 
 
ชมวังแสนงามที่ ‘พอทสดัม’ 
 
ห่างจากเบอร์ลินไปไม่ถึงชั่วโมงคือ พอทสดัม เมืองที่มีความหมายในประวัติศาสตร์ยุโรป เพราะเป็นที่ประทับของกษัตริย์ปรัสเซียหลายพระองค์ ที่พระนามเกริกไกรมากสุดเห็นจะเป็น Frederick II ครองราชย์ตั้งแต่ปี 1740-1786 ทรงขยายดินแดนปรัสเซีย และสร้างความแข็งแกร่งให้อาณาจักร จึงทรงได้รับการยกย่องเป็น ‘Frederick the Great’
 

 
พระราชวัง Sanssouci
 
Frederick II ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังฤดูร้อน Sanssouci ขึ้นที่พอทสดัม ตั้งอยู่บนยอดเนินที่เมื่อมองลงมาจะเห็นไร่องุ่นลดหลั่นเป็นชั้นดูสวยงาม มีน้ำพุขนาดใหญ่ดูเพลินตา มีรูปปั้นต่างๆ ประดับประดาอยู่เป็นระยะ และมีสวนเล็กๆ ร่มรื่นหลายแห่งซุกซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ซึ่งพระราชวังนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลกในพอทสดัม ที่ขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกตั้งแต่ปี 1990
 




ภายในพระราชวังที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม
 
Sanssouci สร้างขึ้นในปี 1745-1747 เป็นอาคารชั้นเดียว มีสถาปัตยกรรมแบบ Rococo ภายในมีห้องหลัก 10 ห้อง เริ่มด้วยโถงทางเข้าที่เป็นแนวยาว ประดับด้วยภาพวาดวิถีชีวิตผู้คนในราชสำนักและชนชั้นสูง จากนั้นตื่นตาตื่นใจไปกับห้องหินอ่อน ห้องหนังสือ ห้องบรรทม แกลเลอรี่ ห้องรับแขก ฯลฯ ที่ล้วนแต่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม 
 
Frederick II สวรรคตบนเก้าอี้ในห้องทรงพระอักษร ในปี 1786 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ฝังพระศพพระองค์ใกล้ที่ฝังสุนัขเกรย์ฮาวนด์ทรงเลี้ยงทั้งหลาย แทนการฝังใกล้กับพระชายา แต่ความปรารถนาของพระองค์ก็ไม่เคยสมหวังกระทั่งปี 1991 
 


มันฝรั่งบนหลุมพระศพของ Frederick II ใกล้กันคือที่ฝังสุนัขทรงเลี้ยงของพระองค์
 
บนหลุมพระศพไม่ใช่ช่อดอกไม้ที่ผู้คนนำมาวางเพื่อรำลึกถึง แต่เป็น ‘มันฝรั่ง’ เพราะพระองค์มีฉายา ‘The Potato King’ ตามตำนานเล่าว่า Frederick II ทรงโปรดให้ปลูกมันฝรั่ง และทรงชักชวนให้ชาวบ้านกิน แต่ชาวบ้านไม่ชอบการบังคับ พระองค์จึงทรงออกอุบายให้ทหารไปเฝ้ายามที่สวนมันฝรั่ง ชาวบ้านจึงคิดว่ามันฝรั่งต้องมีดีแน่ๆ วันหนึ่งพระองค์ก็ให้ทหารแกล้งหลับ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านขโมยมันฝรั่งไปปลูก มันฝรั่งเลยแพร่หลายมานับแต่นั้น 
 


Cecilienhof Palace ในเมืองพอทสดัม สถานที่จัด Potsdam Conference
 

 
Glienicke Bridge หรือ ‘สะพานสายลับ’
 
พอทสดัมยังเป็นเมืองที่ใช้จัด ‘Potsdam Conference’ ในปี 1945 ที่ Harry S. Truman ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Josept Stalin เลขาธิการพรรคคอมมูนิสต์จากโซเวียต และ Winston Churchill นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มาประชุมจัดระเบียบเยอรมนีหลังสงคราม ทั้งยังมี Glienicke Bridge ที่ทอดตัวข้ามแม่น้ำ Havel ซึ่งช่วงสงครามเย็น สะพานนี้คือเส้นแบ่งเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก และถูกสหรัฐฯ กับโซเวียตใช้เป็นสะพานแลกเปลี่ยนสายลับระหว่างกันราว 40 คน จึงได้อีกชื่อว่า ‘สะพานสายลับ’ 
 
หากเปรียบการท่องเที่ยวแต่ละแห่งเป็นจิ๊กซอว์ ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 สัปดาห์ เราก็เก็บชิ้นส่วนมาปะติดปะต่อ จนพอจะเห็นสิ่งที่หล่อหลอมความเป็นเบอร์ลินได้มากขึ้น ถึงอย่างนั้นการเยี่ยมเยือนเมืองอันแสนพิเศษแห่งนี้ ครั้งเดียวย่อมไม่เคยพอ  
 
แล้วพบกันใหม่...เบอร์ลิน!
 
 
TO BERLIN 
 
-สายการบินสกู๊ต เปิดเส้นทางบินตรงไปกลับ สิงคโปร์-เบอร์ลิน จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ ดูรายละเอียดที่ www.flyscoot.com โทร. 0-2021-0000
 
IN BERLIN 
 
-ค้นหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในเบอร์ลิน เช่น สถิติ, สถานที่ท่องเที่ยว ได้ที่ www.visitberlin.de
 
-หากต้องการเที่ยวในราคาประหยัด แนะนำ Berlin Welcome Card ประกอบด้วยตั๋วโดยสาร ส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวและร้านค้าต่างๆ ราว 200 แห่ง และแผนที่เบอร์ลิน ในราคาเริ่มต้น 19.90 ยูโร รายละเอียดที่ www.berlin-welcomecard.de
 
-หากต้องการไกด์นำเที่ยวเบอร์ลิน โดยเฉพาะสถานที่ประวัติศาสตร์ ดูได้ที่ www.berlinfirsthand.de
 
 -ปั่นจักรยานเที่ยวในเบอร์ลินก็ให้ประสบการณ์ที่ดีไปอีกแบบ ดูได้ที่ https://berlinonbike.de
 
-ใต้ดินของเบอร์ลินคือโลกที่น่าค้นหา อย่างที่เราลงไปสำรวจหลุมหลบภัยใหญ่ใต้ดินที่ซับซ้อนราวเขาวงกต ดูได้ที่ www.berliner-unterwelten.de
 
-อีกหนึ่งสถานที่ที่ควรเข้าชม คือ Memorial to the Murdered Jews of Europe สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชาวยิว 6 ล้านคนที่เสียชีวิตไปในช่วงนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เปิดให้เข้าชมฟรี