นิทรรศการศิลปะน่าสนใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้ผู้นิยมงานศิลป์ในไทยได้ชมกันอย่างไม่ขาดสาย ล่าสุดคือ ‘MADSAKI: Combination Platter’ ผลงานภาพวาดและประติมากรรมสุดเจ๋งจาก MADSAKI ศิลปินสตรีทอาร์ทชาวญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก ที่หลอมรวมเอาวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่เขาเติบโต มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างกลมกล่อมด้วยเทคนิคอันแพรวพราว พร้อมเสิร์ฟศิลปะเมนูเด่นให้ทุกคนที่สนใจได้ชมกันเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 3 มิถุนายนนี้ ที่ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

MADSAKI เกิดเมื่อ ค.ศ.1974 ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น แล้วย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ การสนใจงานศิลปะตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาเลือกเรียนต่อด้านศิลปะที่ Parsons School of Design จากนั้นก็สร้างงานศิลปะของตัวเองทั้งในโตเกียวและนิวยอร์ก ซึ่งมีผลงานจัดแสดงเป็นนิทรรศการหลายครั้ง ที่สร้างชื่อก็อย่าง ‘WANNABIES’ ที่เขานำผลงานศิลปะชิ้นดังๆ ของศิลปินระดับโลก เช่นภาพ ‘Mona Lisa’ ของ Leonardo da Vinci มาตีความใหม่และวาดในแบบฉบับของตัวเอง ทั้งยังคอลลาบอเรทกับสตรีทแบรนด์ชั้นนำหลายๆ แบรนด์อีกด้วย กระทั่งสองสามปีก่อน ผลงานของเขาก็ไปเข้าตา Takashi Murakami ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่น ตามด้วยการร่วมงานกัน สร้างความคึกคักให้แวดวงศิลปะได้ไม่น้อยทีเดียว

โอกาสที่เขามาเปิดนิทรรศการในไทย 247 City Magazine ชวนทุกคนล้อมวงเข้าไปนั่งใกล้ๆ MADSAKI มากขึ้นอีกนิด เผื่อจะชมงานศิลปะของเขาได้อย่างอิ่มเอมขึ้น

ที่มาของชื่อ ‘MADSAKI’

ผมเคยทำงานเป็นคนส่งเอกสารอยู่ที่สหรัฐฯ ประมาณ 4-5 ปี พอเลิกงานเพื่อนๆ ก็ชอบชวนผมไปแฮงค์เอาท์แล้วก็บอกว่า “ไปดื่มสาเกกันให้สุดๆ ดีกว่า” จาก ‘mad sake’ ก็เลยกลายเป็น ‘MADSAKI’ ซึ่งผมก็ชอบนะ (หัวเราะ)

แรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะของคุณคืออะไร

ผมย้ายไปอยู่สหรัฐฯ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ตอนนั้นผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย จึงต้องพยายามสื่อสารด้วยการวาดรูป ซึ่งชีวิตวัยเด็กของผมตอนนั้นก็เป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง นอกนั้นก็เป็นเรื่องการอยู่ในสังคมที่มีหลายวัฒนธรรมและเรื่องการท่องเที่ยว แต่เอาจริงผมก็ยังถามตัวเองอยู่เสมอว่าแรงบันดาลใจที่แท้จริงของผมคืออะไร

บางช่วงผมไม่มีแรงบันดาลใจก็จะสร้างงานไม่ได้เลย คือผมเป็นคนที่จริงจังกับงานศิลปะ แต่ถึงที่สุดก็ไม่ได้จริงจังถึงขั้นจะเป็นจะตายขนาดนั้น ก็สบายๆ บ้าง ช่วงไหนหมดไฟผมก็ไม่ฝืนตัวเอง บางทีหยุดไปหลายเดือนก็มี ซึ่งช่วงที่หยุดไปก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมในการสร้างสรรค์งานชิ้นต่อไปนั่นแหละ

ผลงานที่เป็น ‘ลายเซ็นของคุณคือภาพวาดดวงตาที่มีสีหยดลงมา มีความหมายอะไรอยู่ในนั้น

จริงๆ ก็มีความหมาย แต่ผมไม่อยากพูดอะไรมาก อยากให้คนดูได้ตีความเองมากกว่า (ยิ้ม)

ภาพไหนที่คุณคิดว่าวาดแล้วท้าทายความสามารถที่สุด

ภาพใบหน้ายิ้ม (smiley face) คือการวาดจุด 2 จุดและวาดรอยยิ้มเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่การวาดน้อยๆ แค่นั้นคือยากมาก เพราะต้องสื่ออารมณ์ออกมาให้ได้ บางทีผมต้องทิ้งไว้หลายวันแล้วค่อยกลับมาวาด แต่กลายเป็นว่าหลายครั้งที่ผมวาดได้ดีคือช่วงที่เศร้าๆ

ผลงานหลายชิ้นของคุณได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ใช่ไหม

ใช่ครับ ผมชอบดูหนัง แต่บอกยากมากๆ ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด แต่ถ้าดูบ่อยเป็นร้อยๆ ครั้งก็เรื่อง Godfellas ของ Martin Scorsese

คุณเคยคอลลาบอเรทกับสตรีทแบรนด์หลายๆ แบรนด์ (เช่น CLOT) ซึ่งเสียงตอบรับดีทีเดียว เราจะได้เห็นการทำงานในลักษณะนี้อีกไหม

งานศิลปะแบบกราฟิกคือส่วนหนึ่งของงานที่ผมสร้างและเป็นงานที่ผมใช้เลี้ยงชีวิต แต่ไม่ใช่งานศิลปะหลักสำหรับผม เพราะฉะนั้นก็คงไม่มีการคอลลาบอเรทกับแบรนด์ไหนแล้ว

ความยากในการเป็นศิลปินในสหรัฐฯ และในญี่ปุ่น

อืม...ยากทั้งคู่แต่คนละแบบ ในสหรัฐฯ มีศิลปินเต็มไปหมด คุณโยนหินไปตรงไหนก็เจอ เพราะฉะนั้นการแข่งขันจึงสูง ส่วนที่ญี่ปุ่นก็ยากที่จะเลี้ยงตัวด้วยอาชีพนี้

ตอนนี้ผมอายุ 44 แต่ก็เหมือนว่าชีวิตการเป็นศิลปินซึ่งเป็นที่รู้จักเพิ่งจะเริ่มต้น หลังจากที่ผมรู้จักกับ Murakami เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง

คุณรู้จัก Takashi Murakami ได้อย่างไร

Murakami เป็นศิลปินที่เก่งมากๆ เขาเป็นเหมือนปรมาจารย์และเจ้านายผมเลยครับ ผมรู้จักเขานานแล้วและชื่นชมเขามากๆ จนวันหนึ่งเขาเจอผมในอินสตาแกรมแล้วก็มาฟอลโลว์ผม ผมก็แบบ “โห! คนระดับนี้มาฟอลโลว์ผมเลยเนี่ยนะ” (หัวเราะ) จากนั้นเขาก็ขอให้ผมช่วยวาดภาพให้ ซึ่งแน่นอนผมก็ตื่นเต้นอีกแล้ว

มาถึงนิทรรศการในไทยบ้าง ทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘Combination Platter’

ผมอยากทำงานหลากหลายรูปแบบ อย่างงานนี้ก็เอาคำและตัวการ์ตูนมาสร้างงานศิลปะ ซึ่งก็มีทั้งภาพวาดและงานประติมากรรม ผมพยายามสร้างงานหลายๆ รูปแบบไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่สร้างแบบนี้ในยุคนี้ พออีกยุคก็สร้างอีกแบบ เพราะฉะนั้นนิทรรศการครั้งนี้ก็จะเหมือนจานอาหารที่รวมอาหารเล็กๆ น้อยๆ มาอยู่ในที่เดียวกันให้คนดูได้ชิม

ภาพวาดยาว 13 เมตรที่คุณนำมาจัดแสดง มีทั้งตัวการ์ตูนที่มาจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ความหมายของภาพนี้คืออะไร

ผมโตมาจากการดูการ์ตูนทั้ง 2 ประเทศ ก็เลยเอาตัวการ์ตูนมาอยู่ในงานศิลปะด้วยกันเลย สำหรับผมแล้ว แต่ละตัวก็จะมีความหมายแตกต่างกัน อย่าง Big Bird (ในเรื่อง Sesame Street) ก็จะสื่อถึงการเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหลายคนพูดภาษาอังกฤษ ซึ่ง Big Bird จะไม่วันพูดคำหยาบให้คุณได้ยินเด็ดขาด แต่พอ Big Bird มาอยู่ในงานผม ก็จะมีคำว่า ‘F**k off’ ออกมา คือก็เหมือนภาพที่สะท้อนตัวผมด้วยน่ะ (ยิ้ม)

ผมอยากให้ทุกคนสนุกกับงานศิลปะและมองศิลปะในแง่มุมต่างๆ ครับ