x

ปีใหม่ นอกจากเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง หลายคนยังถือเอาช่วงนี้เป็นหลักยึดให้การ “เริ่มต้นใหม่” 

สร้างกำลังใจ และเป้าหมายในปีหน้าที่จะเดินออกไปจากกรอบชีวิตเดิมๆ ของตัวเอง เพื่อไปหาความสำเร็จใหม่ๆ ที่รออยู่ 

แน่นอนว่า “เส้นชัย” คงไม่ได้มาแค่ลมปาก หากไม่เริ่มลงมือทำ  

การประสบความสำเร็จ 80 % มาจากจิตวิทยาเป็นสิ่งที่ Tony Robbins ไลฟ์โค้ชคนดังเคยบอกไว้

 

Tony Robbins 

ภาพ : Business Insider

 

ความกลัวและความเครียดมักเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ผู้คนส่วนใหญ่ล้มเหลว

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มันยังกลายเป็นกลไกป้องกันตัวเอง และพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่า ทั้งหมดเป็นการพ่ายแพ้อย่างมีเหตุผล ซึ่งนักจิตวิทยามักเรียกอาการทำนองนี้ว่า อาการกลัวความล้มเหลว (Atychiphobia)

แน่นอนว่า เวลาพูดถึงความสำเร็จ เรามักจะเงยหน้ามองไปบนเวทีที่มีเหล่าไอดอลคนดังยืนเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไฟ และเสียงปรบมือ 

แต่ใครจะรู้ เบื้องหลังสปอตไลท์ที่ส่องไปยังเวทีนั้น มีอะไรซ่อนอยู่ในเงามืดรอบๆ บ้าง

 

 

อย่างเนื้อหาสาระใน Worst of the Best โปรเจกต์ทอล์กเพื่อปลุกพลังของความฝันในตัวจากความผิดพลาดของเหล่าคนดังโดย บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เมื่อไม่นานมานี้ ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จของผู้คนมักมีอุปสรรค และความหวาดกลัวมาเป็นกำแพงขวางอยู่เสมอ

อยู่ที่ว่า แต่ละคนจะมองสิ่งขวางทางเดินสู่ความสำเร็จเหล่านี้อย่างไร เพื่อเปลี่ยน “ความพัง” ให้กลายเป็น “ความปัง” ให้ได้ 

เรามี 3 ตัวอย่างจากโครงการมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง  

 

มุ่งมั่นกับตัวตน

 

เราไม่เก่งอะไรเลย นอกจากภาษา และการพูดนั่นเป็นคำสารภาพแรกของ สายใย สระกวี Head of Communications and Public Affairs จากบริษัท Google Thailand 

แน่ล่ะ คนในสายงานประชาสัมพันธ์จะต้องการทักษะอะไรมากกว่านั้น

แต่ถ้าวัดว่าการทำงานในองค์กรระดับโลกเป็นความสำเร็จ มันมีอะไรมากกว่านั้น ...เยอะ 

ตั้งแต่เด็ก สายใยยอมรับว่าเธอเรียนไม่เก่ง ขนาดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนมีชื่อในกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเก่งขึ้น 

แถมยังต้องย้ายโรงเรียน เพราะคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ 

เรียนมหาวิทยาลัย เพราะสอบไม่ติด

ชีวิตพัง ? 

เปล่า, เพราะความล้มเหลวในห้องเรียนก็ทำให้เธอรู้ตัวว่าสายใยถนัดนอกห้องมากกว่า ไม่ว่าจะทำกิจกรรม คุยกับคนโน้นคนนี้ดีเอ็นเอความเป็นนักประชาสัมพันธ์เริ่มชัดตรงนี้

 

สายใย สระกวี

 

หลังเรียนจบสายใยตัดสินใจไปฝึกภาษาที่ 3 ต่อที่เมืองจีน ทั้งที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้แต่ก็เหลวอีก ไม่ได้ภาษาจีนกลับเลย แต่ภาษาอังกฤษดีขึ้นเพราะเพื่อนฝรั่งเยอะ 

เธอไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำไม่ได้ จึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทที่ตัวเองแสนจะไม่ชอบ ที่ NYU 

เคยดูซีรีส์ เซ็กส์แอนด์เดอะซิตี้ หรือ เฟรนด์ ไหมค่ะอันนี้ปัจจัยรอง

ปัจจัยหลักก็คือ ที่นี่มีหลักสูตรประชาสัมพันธ์เป็นอันดับ 1 ของอเมริกา    

กู้เรียน และตั้งใจติวจนสอบติด 

ได้เข้าไปเรียนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรียนได้ กำแพงใหญ่และสูงของด่านนี้ที่เธอต้องเผชิญก็คือ ความเชี่ยวชาญภาษาที่ใช้ในการเรียนตั้งแต่ ฟัง พูด อ่าน เขียน 

วิธีเอาตัวรอดของต่างด้าวอย่างเธอก็คือ วิธีการนำเสนอเรียกว่า 2 ปีนั้นสายใยผ่านมาได้เพราะการพรีเซ้นท์ก็ไม่ผิดนัก 

ก่อนจะออกมาร่อนใบสมัครงานเป็นพันใบ และสัมภาษณ์อีกไม่ต่ำกว่า 20 บริษัทเพื่อจะได้ทำงานต่อที่นั่น หลังจากเธอกลับมาอยู่เมืองไทยสายใยก็ทำงานเป็นบล็อกเกอร์ เขียนเล่าทุกอย่างที่เธอสนใจ

จนกลายเป็นวัตถุดิบหลักให้เธอเข้ามาอยู่ในกูเกิ้ล บริษัทที่มีคนสมัครงาน 1 ล้านคนต่อปีได้สำเร็จ 

เธอบอกว่า เมื่อทำงานไประดับหนึ่งแล้ว เกรดในห้องเรียนก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป 

เขาจะไม่ดูเกรดในโรงเรียนแล้ว เขาดูว่าคุณทำอะไรนอกห้องเรียน หรือมีแรงบันดาลใจกับมันแค่ไหน  

ที่เหลือก็แค่ต้องชัดเจน และมุ่งมั่นกับมันให้ถึงที่สุด

เหมือนอย่างวันนี้ ที่เธอตัดสินใจเริ่มเรียนภาษาจีนอีกรอบ เพราะไม่อยากปล่อยให้เวลา 2 ปีในชีวิตให้หายไป 

ถ้าไม่นับเรื่องผู้ชายที่เจ้าตัวแอบกระซิบว่า นี่แหละความเฟลแห่งชีวิตที่แท้ทรู 

 

Pivot & Preserve

 

ภาพของ ท้อป-ศรัณย์ ภิญญรัตน์ และ พาย- ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี 2 ผู้ร่วมก่อต้องเว็บ Fungjai สำหรับคนฟังเพลงดูจะไม่ผิดไปจาก 2 สตาร์ทอัพไฟแรงเจ้าของอาณาจักรเพลงสุดคูลอีกค่ายหนึ่งของไทย ที่นอกจจะจะมีสตรีมมิ่งเพลงแล้ว ก็ยังมีนิตยสารออนไลน์ คอนเสิร์ต รวมทั้งกิจกรรมทางดนตรีต่างๆ 

แต่ถ้าถามพวกเขา ทั้งคู่ปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่ 

สตาร์ทอัพที่ดูจะเป็นโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่ทั้ง คูลทั้ง เท่แต่ท้อปกับพายต่างมองตรงกันว่า

่ง! โกหกทั้งเพ

 

ท้อป - ศรัณย์ ภิญญรัตน์

 

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ คนส่วนใหญ่มักมองเห็นแต่คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่ลืมมองไปกว่า กว่าพวกเขาจะถึงคำว่าสำเร็จนั้นก็มีรายละเอียดมากกว่าตรงที่แสงไฟส่องถึงเยอะ 

ตั้งแต่เริ่มตั้งไข่ธุรกิจ นอกจากต้องหาทางทำให้ความฝันอยู่รอด ชีวิตจริงก็ต้องอยู่รอดด้วย

ผมเคยทำ 3 อาชีพ แต่เวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิมท้อปที่ผ่านมาทั้งการเป็นฟรีแลนซ์ รับกราฟฟิก สอนพิเศษ และอีกสารพัดระหว่างปั้นฟังใจ 

นอกจากความหนักหน่วงของอุตสาหกรรมที่เป็นเรื่องจริงของการทำงาน ยังมีความจริงอีกเรื่องที่ไม่ได้มีใครบอกพวกเขา 

ศิลปินมีไว้ชื่นชม ไม่ได้มีไว้รู้จักพายเอ่ยถึงสำนวนบางสำนวนที่เขาเคยได้ยิน

คนนิสัยดี-คนนิสัยไม่ดีมีอยู่ทุกวงการ นอกจากการบริหารงานยังต้องบริหารใจให้พร้อมรับมือตลอดเวลาอีกด้วย 

บริหารกระทั่งความรู้สึกคนใน 

อยู่บนหัวแต่ทำตัวเป็นฐานแปลความได้ว่า ผู้บริหารนอกจากเป็นผู้นำแล้ว ยังต้องเป็นกองเชียร์หรือผู้สนับสนุนด้วย 

โดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็ก ที่จะมีทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวมาปะปนกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

พายปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี 

 

พวกเขาผ่านมาด้วย 2 คำ 

Pivot และ Preserve

2 คำนี้เป็นศัพท์ที่เหล่าสตาร์ทอัพคุ้นเคยกันดี 

Pivot แปลง่ายๆ ว่า การปรับเปลี่ยน ส่วน Preserve แปลว่า เก็บไว้ 

หลังจากออกผลิตภัณฑ์มาตัวนึงจะต้องเริ่ม Preserve ข้อมูลคนใช้ อะไรดี อะไรไม่ดี เพื่อ Pivot ให้สามารถก้าวไปสู่เป้าหมายได้ในที่สุด

พวกเขายกตัวอย่าง ฟังใจ ที่อยากเป็นพื้นที่สำหรับการเชื่อมต่อผู้คนที่มีความหลงใหลในดนตรี ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์มาเจอกัน 

ระยะแรกที่วางแผนธุรกิจเอาไว้ ฟังใจจะเป็นแอพลิเคชั่น มิวสิกสตรีมมิ่ง มีรายได้จากโฆษณา ถ้าใครไม่อยากฟังโฆษณาก็จ่ายเงินสมัครสมาชิก แค่นี้ จบ

แต่ความจริงก็คือ ยากมากที่คนจะยอมเสียเงินให้ดนตรีที่พวกเขาหาฟังได้หลากหลายช่องทางอย่างนี้

ฟังใจจึงเปลี่ยนมาใช้โมเดลแบบ O to O หรือออน์ไลน์สู่ออฟไลน์แทน

แทนที่จะเก็บเงินจากออนไลน์ ก็สร้างคอมมูนิตี้ในโลกออนไลน์ และชวนคนในนั้นออกมาดูคอนเสิร์ต เพราะในงานคอนเสิร์ต คนยอมจ่ายบัตร เพื่อเข้ามาดู และยังสามารถหารายได้จากสปอนเซอร์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

นิทานเรื่องนี้ สอนเรื่อง เป้าหมาย และความยืดหยุ่น 

เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง ความมั่นคงในเป้าหมาย เพื่อหาวิธีพลิกแพลงในการเดินไปสู่เป้าหมายนั้นจึงสำคัญ 

จงรีบ (เรียนรู้) แต่อย่าใจร้อน (ในความสำเร็จ)

เพราะความผิดพลาดในวันนี้ คือต้นทุนอันมีค่าสู่ความสำเร็จในวันหน้า

 

จะทำ หรือ จะตาย 

 

เฮ้ย ผมเสียใจว่ะ คุณต้องตาย คุณรู้ตัวป่ะ

ได้ฟังแล้วอาจจะสะดุ้ง แต่ถ้าไม่ ดวงฤทธิ์ บุญนาค ยังมีอีกความจริงอีกเรื่องที่เขาต้องแลกมา นอกจากการทำรายได้ปีละ 200 ล้านบาทแถมให้

“คุณต้องเป็นหนี้ 60 ล้านบาทนะ มีใครบอกคุณเรื่องนี้หรือเปล่าครับ”

เจ้าของ เดอะ แจมแฟคทอรี่ ที่เคยผ่านงานอะไรหลายๆ อย่าง นอกจากการเป็นสถาปนิกเล่าถึงการเริ่มต้นออฟฟิศแรกของเขาด้วยเงิน 3 แสนบาทเมื่อ 18 ปีที่แล้วจากการไปรับ “ฝิ่น” ออกแบบบ้านให้รุ่นพี่

หลังจากทำออฟฟิศของตัวเองมาได้สักระยะ เขาก็พบว่า เงินในกระเป๋าเหลือเพียง 3 หมื่นบาทเท่านั้น กับพนักงาน 3 ชีวิต ถ้าไม่มีงานในเดือนหน้า หมายความว่า เจ๊งแน่ๆ 

“โชคดี ที่มีงานออกแบบบ้าน ได้ค่าแบบมา 4 แสน เลยรอดตาย”

ถึงวันนี้ เขามีคนทำงาน 50 ชีวิต และมีอีก 16 บริษัทอยู่ในความดูแล 

สำหรับ เดอะ แจมแฟคทอรี่ เขาก็เริ่มจากการ “ไม่มี” เหมือนกัน เขาเดินเข้า-ออกธนาคารเป็นว่าเล่นเพื่อขายไอเดีย แม้แนวคิดน่าสนใจ แต่ไม่มีหลักประกันแบงค์ก็ไม่ให้กู้ จนธนาคารสุดท้าย 

“ผมพูดเยอะมาจนไม่ยอมให้เขาลุกไปไหน เพราะผมรู้ว่า ผมจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว” 

ในที่สุดเขาก็ได้เงินมา 19 ล้านเพื่อทำโปรเจกต์นี้

 

ดวงฤทธิ์ บุญนาค   

 

สิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา สำหรับ ดวงฤทธิ์ เขามองว่า ทุกอย่างไม่มีทั้ง The Worst และ The Best มีแต่ “ชีวิต” ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้

เมื่อเราทุกคนต้องตาย ดังนั้นทางเลือกเรื่องนี้จึงมีแค่ 2 ทางเท่านั้น

“ทำ” หรือ “ไม่ทำ”

เมื่อลงมือทำ สิ่งที่ตามมาก็จะเกิด “ผลลัพธ์” โอกาสของผลลัพธ์ก็มีเท่ากับ 50 : 50 

แต่ถ้าไม่ทำ โอกาสก็เป็น “ศูนย์” 

“ผมถึงทำิบหายเลย” 

ความผิดพลาดที่มีโอกาสเกิดขึ้นจึงไม่ต่างจากการให้ความหมาย แน่นอน สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ “สมอง” กับ “การตัดสินใจ” ว่าจะทำ หรือจะอยู่เฉยๆ ไปจนตาย 

"ไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่า อะไรเป็นวิธีที่ถูก อะไรเป็นวิธีที่ผิด ทั้งชีวิตคุณ มันอาจไม่มีสิ่งที่ดี หรือ สิ่งที่เลวก็ได้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ มันก็แค่สิ่งที่เกิดขึ้น 

ถึงที่สุดนั้น เราอยากถูกจดจำแบบไหนตอนตาย 

“เฮ้ย มันมีความฝันนะ แต่มันไม่เคยทำอะไรเลย” หรือว่า “โห มันทำเยอะมากเลยว่ะ มันเจ๊งนะ แต่มันก็ทำเยอะมากเลย”

“คุณอยากตายแบบไหนครับ” เป็นคำถามที่เขาทิ้งไว้ให้คิดต่อ

 

 

ถ้านักเขียนนามอุโฆษอย่าง เฮย์มิ่งเวย์ จะเป็นอีกคนที่ยืนยันว่า มนุษย์อาจถูกทำลายได้แต่ไม่อาจถูกทำให้ยอมแพ้ได้” นั่นก็น่าจะเป็นอีกคำจำกัดความเพียงพอที่จะอธิบายถึงจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ที่หลายๆ คนกำลังทำให้เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ กับตัวเอง ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ระดับประเทศ

ทำไมน่ะเหรอ 

...เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ยอมรับความพ่ายแพ้ น่ะสิ