x

การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุของนานาประเทศ กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในวงกว้างขึ้นถึงทิศทางของแต่ละดินแดนในอนาคต เพราะอายุที่มากขึ้นของประชาชนหมู่ใหญ่ดูจะเป็นสมการที่ต้องขบคิดและผกผันไปได้กับทุกเรื่องราว โดยเฉพาะกับการคมนาคม ที่มีข่าวคราวของยานยนต์ไร้คนขับกระเตื้องขึ้นมาเป็นระยะ ทว่าล่าสุดดินแดนซามูไร ที่มีนักรบปลดเกษียนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างญี่ปุ่น ได้ทำการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมแท็กซี่ในกรุงโตเกียว เพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ คนพิการ และโอลิมปิกฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงในปี 2020 

ญี่ปุ่นกำลังจะปรับเปลี่ยนรถแท็กซี่ภายในกรุงโตเกียวกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ให้เป็น รถยนต์คอมฟอร์ทของโตโยต้า ในชื่อรุ่น ‘เจพีเอ็น แท็กซี่’ แต่เดิมรถยนต์ดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งแท็กซี่ในตำนานที่วิ่งอยู่บนถนนมากว่า 22 ปีแล้ว โดยรถยนต์รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ระหว่างน้ำมันและก๊าซแอลพีจี ซึ่งมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการลดกระบวนการเกิดขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

จุดเด่นหลักของรถยนต์รุ่นนี้ที่ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือสามารถพับเบาะได้ และมีทางลาดที่ซ่อนเอาไว้ใต้เบาะสำหรับวีลแชร์ให้ขึ้นไปโดยสารบนรถยนต์ได้เลย แถมยังใช้เวลาติดตั้งเพียงน้อยนิดจนแทบจะไม่เป็นอุปสรรคเมื่อนำมาถูกใช้งานจริงบนท้องถนน

หากพูดถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานแล้ว ประเทศชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แม้รถแท็กซี่ของแดนลอดช่องจะไม่ได้กว้างขวางหรือมีอุปกรณ์รองรับมากมาย แต่สามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องอาศัยผู้ขับขี่ หรือที่เรียกวันว่าแท็กซี่ไร้คนขับนั่นเอง

nuTonomy เจ้าของบริการแท็กซี่ไร้คนขับของประเทศสิงคโปร์ คือผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่ไร้คนขับรายแรกของโลก โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า LIDAR ในการยิงแสงเลเซอร์เพื่อคำนวณทิศทางและวัตถุ ผนวกเข้ากับกล้องจำนวน 6 ตัว เพื่อให้การเคลื่อนไหวของรถเป็นไปอย่างสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งขณะนี้แท็กซี่ไร้คนขับได้เปิดทำการทดลองมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว คาดว่าจะเปิดให้บริการได้อย่างสมบูรณ์ภายในปีนี้

อันที่จริงประเด็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ และคนพิการถูกนำมาขบคิดในบริการขนส่งสาธารณะมาอย่างเนิ่นนานแล้ว อย่างที่เราเห็นได้ในรถบัสในหลายๆ ประเทศชั้นนำ ที่ทำทางลาดไว้เป็นอย่างดีสำหรับวีลแชร์ ที่นั่งแบบมีจุดล็อกสำหรับวีลแชร์บนรถไฟฟ้า ซึ่งลามไปถึงทางเท้าที่ออกแแบมาให้เดินทางได้สะดวก และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สำหรับประเทศไทยของเรา ก็ขอหวังสั้นๆ เพียงว่ามีลิฟต์รองรับครบทุกสถานีรถไฟฟ้า หรือมีแท็กซี่ที่พร้อมรองรับผู้ใช้งานที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ก็คงจะดีไม่น้อย