x

สำหรับคุณแล้วภาพจำ’ ของประชาธิปไตยคืออะไร

คือสิ่งปลูกสร้างอย่าง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คือเหตุการณ์การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่อย่าง 14 ตุลา 2516’ ‘6 ตุลา 2519’ ‘พฤษภา 2535’ คือการชุมนุมทางการเมืองหลากสีในช่วงสิบปีมานี้ ที่หลายชีวิตไม่ว่าจะฝ่ายใด ต้องปลิดปลิวด้วยกระสุนปืนราคาถูก และความเป็นธรรมยังถูกทำให้เงียบงันมาถึงขณะนี้

หรือท้ายสุด ภาพจำของประชาธิปไตยคือความเจ็บปวด’ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร แต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังก้าวย่ำอยู่กับที่ และบางทีเหมือนกำลังก้าวถอยหลัง

247 City Magazine ชวนคุณขยับเข้ามาทำความรู้จักกับประชาธิปไตย ผ่านมุมคิดและมุมมองของ ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน ที่ไม่เคยแยกประชาธิปไตยหรือเรื่องการเมืองออกจากวิถีชีวิตประจำวัน เพราะทั้งหมดล้วนสอดประสานและดำรงอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนในทุกลมหายใจของเรา

ว่าแต่คุณสัมผัสกลิ่นอายของประชาธิปไตยแบบชัดๆ ในช่วง 4 ปีมานี้หรือเปล่า


KEEPING INSPIRED

แบ็คกราวนด์ทางบ้านกับความสนใจเรื่องการเมืองของคุณ

พรสันต์: ผมโตในครอบครัวไทย-จีน คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัว มีพี่น้อง 6 คน ผมเป็นคนสุดท้อง วัยเด็กชอบดูการ์ตูนเหมือนพี่ๆ คนอื่น แต่ผมจะสนใจการเมืองด้วย ชอบดูข่าวกับคุณพ่อและแลกเปลี่ยนบทสนทนาในประเด็นการเมืองกับเขา ก็รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

จำได้ว่าสมัยประถมศึกษา เดินไปโรงเรียนก็เห็นโปสเตอร์ของคุณสมัคร สุนทรเวช สมัยอยู่พรรคประชากรไทย และเคยเห็นโปสเตอร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่บ้างถ้าจำไม่ผิด เลยมีความมุ่งมั่นระดับหนึ่งว่าอยากศึกษาเรื่องการเมือง และเริ่มชัดขึ้นตอนเรียนมัธยมศึกษาที่สวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สนใจการเมือง อาจเพราะการเมืองอยู่ในชีวิตประจำวันของผมมาตลอด

สวนกุหลาบมีศิษย์เก่าที่เป็นนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองเยอะ?

พรสันต์: ใช่ครับ แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจประเด็นนี้ เราดูแค่ว่าส่วนตัวเราสนใจเรื่องการเมือง พอ ม.ปลาย ผมเรียนสายศิลป์-ภาษา ก็คิดถึงแขนงที่จะเรียนต่อ ซึ่งวางไว้ 2 แขนง คือ นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ แต่คุณแม่อยากให้เรียนด้านบริหารธุรกิจจะได้มาช่วยที่บ้าน เพราะพี่ชายทุกคนดูแลธุรกิจของครอบครัวหมด มีแต่พี่สาวคนโตที่ไปทำงานด้านไฟแนนซ์ในบริษัทเอกชนข้างนอก

จนถึงช่วงเอ็นทรานซ์ ผมตัดสินใจเลือกเรียนนิติศาสตร์ ซึ่งคุณแม่ไม่รู้ มีแต่คุณพ่อรู้คนเดียว (หัวเราะ) ทีนี้ครอบครัวอยากให้ได้ภาษาอังกฤษด้วย ผมเลยเลือกเรียนที่เอแบค ที่นั่นเน้นศึกษากฎหมายธุรกิจเป็นหลัก จนปี 2 ถึงได้เรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง ซึ่งพูดถึงโครงสร้างการปกครอง รัฐบาล การเลือกตั้ง วิชานี้คือตรงกับตัวเองมาก เป็นวิชาที่ทำคะแนนได้ดีมากๆ แทบไม่ต้องอ่านหนังสือหนัก มันเข้ากับจริตเรามาก จุดประกายให้เราศึกษาค้นคว้าเอง อาจารย์ที่คณะคงเห็นแวว เลยดึงตัวไปเป็นผู้ช่วยวิจัยตอนผมเรียนปี 3 ก็ร่วมหาข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายทางการเมือง

ตอนนั้นบรรยากาศการเมืองหรือรัฐธรรมนูญบ้านเราเป็นอย่างไร

พรสันต์: เป็นช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นกระแสการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตย เริ่มมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ผมก็เป็นผู้ช่วยนักวิจัยตั้งแต่ปี 3 จนจบปี 4 ช่วยอาจารย์วิจัยหาข้อมูล เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร

ชีวิตหลังจากนั้นคือการเป็นทนายความ?

พรสันต์: พอเรียนจบ ผมก็ไปสอบใบอนุญาตว่าความ เพราะเข้าใจแค่ว่าเรียนนิติฯ จบแล้วต้องเป็นทนายความ ปรากฏว่าเป็นได้ 1 ปี ก็รู้สึกว่าไม่ถนัด ไม่ค่อยชอบทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา คือผมเป็นคนชอบคิด วิเคราะห์ และวางแผน ชอบให้คำปรึกษาทางกฎหมายมากกว่าออกไปฟ้องร้องโต้แย้งบนชั้นศาล ตอนหลังจึงขอบริษัทมานั่งออฟฟิศ เป็นทนายที่ปรึกษาคดี แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวเรา สุดท้ายก็พบว่าตัวเองอาจไม่เหมาะกับการเป็นทนายความ

กระทั่งมีอาจารย์ที่เอแบคแจ้งว่าคณะนิติศาสตร์เปิดรับสมัครอาจารย์ ท่านเห็นว่าเราพอมีแววจึงแนะนำ ผมก็ไปขอคำปรึกษากับเจ้าของบริษัทกฎหมายชาวอเมริกันที่ผมทำงานอยู่ เขาอยากให้ผมทำงานต่อ แต่ก็เคารพการตัดสินใจ ผมคิดอยู่ 1 สัปดาห์ ก็ลาออกไปสมัครเป็นอาจารย์ และสอบได้ตอนอายุ 23 ปี

ระหว่างที่สอน ทางคณะมีเปิดสอบชิงทุนเรียนต่อปริญญาโทหลักสูตร 4 ปี ผมลองสมัครและสอบได้ ก็เรียนจบใน 3 ปีครึ่ง แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าต้องเรียนเพิ่ม ซึ่งคงต้องไปต่างประเทศ ก็ยื่นใบสมัครไปหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในที่ที่ตอบรับผมเข้าเรียนคือ โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

ทำไมเลือกอเมริกา ทั้งที่ถ้าเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมหาชน หลายคนมักไปฝรั่งเศสหรือเยอรมนีมากกว่า

พรสันต์: ที่เลือกอเมริกา เพราะเป็นประเทศแรกของโลกที่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญของหลายๆ ประเทศในโลก แม้แต่ไทยก็ยังเอามาเป็นโมเดลตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เลยคิดว่าอเมริกาน่าจะเหมาะกับเราที่สุด

ผมต้องเรียนปริญญาโทอีกครั้งตามหลักสูตรที่นั่นคือ Master of Legal Institution (MLI) โดยเลือกเรียนวิชาที่เน้นกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก และทำเปเปอร์ก่อนจบในประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า ไทยมีการปฏิรูปการเมือง จากเดิมที่อาจไม่เป็นประชาธิปไตยมากนัก ว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองการปกครองอย่างไร โดยยึดแนวคิดรัฐธรรมนูญของอเมริกาเป็นโมเดล ซึ่งระหว่างเรียนก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ทิ้ง

เรียนปริญญาโท 1 ปีจบ ก็ตั้งใจจะเรียนปริญญาเอกด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญต่อเลย แต่ตามระเบียบเขาบังคับให้เรียนโทอีก 1 ใบ เป็นหลักสูตรที่ผมต้องเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งต้องเรียนอย่างน้อย 2 ปี ถึงจะสมัครเรียนต่อเอกได้ เลยปรึกษาอาจารย์และดูกฎระเบียบว่าพอจะย่นเวลาได้ไหม ท่านก็บอกว่าได้ แต่ต้องลงเป็นปริญญาโทควบเอก เงื่อนไขคือต้องได้เกรดไม่ต่ำกว่า 3.5 และหัวข้อที่เขียนวิทยานิพนธ์ต้องมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปปริญญาเอกได้เลย ถ้าเข้าหลักสูตรนี้ได้ เราสามารถเรียนจบได้วุฒิปริญญาเอกเร็วสุดในเวลา 2 ปี แต่ถ้าเรียนไม่จบก็ไม่ได้ปริญญาอะไรเลย

ผมดูแล้วตัวเองมีคุณสมบัติตามหลักสูตรครบเลยสมัคร และเลือกทำหัวข้อ การจำกัดวาระผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ โดยศึกษาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญไทยกับรัฐธรรมนูญอเมริกา ซึ่งกว่าจะคิดหัวข้อนี้ได้ก็เครียดอยู่หลายเดือน กินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนเขียนวิทยานิพนธ์น้ำหนักลดไป 10 กิโลกรัม ผมร่วงจนต้องไปหาหมอ ท้ายสุดหมอบอกว่าผมเครียดเกินไป (หัวเราะ)

เคยคิดไหมว่าทำไปเพื่ออะไร

พรสันต์: เคยสิ ตอนเรียนที่โน่น หิมะตก อากาศหนาวๆ นั่งคนเดียวในอพาร์ทเมนต์ ก็คิดว่า เอ๊ะ...เรามาทำอะไรที่อเมริกา เรียนรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เหนื่อย ทุกข์มาก สุดท้ายก็ตั้งสติได้ว่านี่คือสิ่งที่เรารัก กลับมาจะได้เอาความรู้มาถ่ายทอด ก็กัดฟันเรียนต่อปริญญาเอกจนจบภายใน 2 ปี

บรรยากาศการเรียนด้านกฎหมายที่วิสคอนซิน หล่อหลอมวิธีคิดคุณอย่างไร

พรสันต์: ส่วนหนึ่งที่เลือกวิสคอนซิน เพราะเป็นมลรัฐที่มีชื่อเสียงด้านการเมืองการปกครองมาก โรงเรียนกฎหมายก็มีชื่อเสียงด้านนี้ อีกอย่างวิสคอนซินเป็นมลรัฐแรกที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีในการเลือกตั้ง นำสู่การเป็นมลรัฐแรกที่ลงสัตยาบันรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติเพิ่มเติมที่ 19 คือ รับรองให้สตรีมีสิทธิในการโหวตเทียบเท่าผู้ชาย ที่วิสคอนซินจึงมีบรรยากาศความเป็นรัฐที่ให้ความสำคัญและตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชนมาก

เรื่องอาจารย์ก็สำคัญ ระหว่างเรียนผมมีโอกาสเป็นผู้ช่วยวิจัยเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้โปรเฟสเซอร์ และยังได้เรียนกับอาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เก่งมากอย่างโปรเฟสเซอร์ ไฮน์ ครู้ก ท่านมีเชื้อสายแอฟริกาใต้ มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ ก่อนจะย้ายมาอเมริกา

ได้นำความรู้กลับมาถ่ายทอดอย่างที่ตั้งใจไหม

พรสันต์: ผมเรียนจบกลับมาราวปี 2552 ก็สอนหนังสือที่เอแบคต่ออีก 5 ปี ซึ่งวิชาสายกฎหมายกับการเมืองมีน้อยกว่าสายกฎหมายธุรกิจ ผมก็พยายามผลักดันวิชากฎหมายที่เกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น แต่ถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกอิ่มตัว คือด้วยบรรยากาศความเป็นกฎหมายธุรกิจ อาจไม่ได้เปิดโอกาสให้ต่อยอดอะไรเพิ่มมากนัก ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเอแบค เพราะเขาเน้นทางนี้อยู่แล้ว ผมเลยเริ่มดูว่ามีช่องทางที่จะเปิดโอกาสให้เราสามารถพัฒนาศักยภาพได้มากขึ้นหรือเปล่า

ตอนนั้นคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครอาจารย์ภาควิชาการปกครอง เพราะศาสตราจารย์ (พิเศษ) พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย พ่อตาของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญมานาน เมื่อเกษียณก็ยังไม่สามารถหาอาจารย์มาสอนแทนท่านได้ ผมเลยลองไปสมัคร ปรากฏว่าสอบได้


THE CONSTITUTION COMES ALIVE

เล็คเชอร์คนรุ่นใหม่เรื่องประชาธิปไตยและการเมืองอย่างไร เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องหนัก

พรสันต์: ถ้าเทียบผู้เรียนที่เอแบคกับที่จุฬาฯ มองภาพกว้างอาจต่างกัน อาจดูว่านักศึกษาเอแบคมีความสนใจด้านธุรกิจมากกว่า ขณะที่นิสิตรัฐศาสตร์ตั้งต้นด้วยความสนใจทางการเมืองอยู่แล้ว แต่หากวิเคราะห์จริงๆ จะพบว่าเด็กทั้ง 2 ที่ หรือแม้แต่ที่อื่น จริงๆ เขาสนใจการเมืองอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่สนใจอยู่นั้นคือการเมือง

ฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดก็คือ คำว่า ‘การเมือง’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงประเด็นที่เป็นเรื่องของนักการเมืองคุยกัน ถกกัน เท่านั้น แต่การเมืองแทรกซึมและมีอยู่ในทุกเรื่อง

หมายความว่ามีการเมืองอยู่ในชีวิตของเราอยู่แล้ว?

พรสันต์: ใช่ แต่เราอาจไม่ได้สังเกต ผมยกตัวอย่าง เช่น ก่อนหน้านี้มีเรื่องคดียิงเสือดำเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อาจดูเหมือนไม่เห็นเกี่ยวกับการเมืองเลย แต่สุดท้ายการที่หลายคนพูดว่า ทำไมรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายกับคนรวยแบบหนึ่ง ขณะที่คนจนเหมือนจะใช้อีกแบบ สะท้อนให้เห็นว่ามันวิ่งไปยึดโยงกับผู้บริหารประเทศ ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมาย ตรงนี้คือการเมืองอยู่แล้วในตัว

หรือวิถีชีวิตที่เราใช้อยู่ทุกวันอย่าง โซเชียลมีเดีย ตัวมันเองก็คือการเมือง เวลาแชร์ข่าว โพสต์ข้อความ วิพากษ์วิจารณ์ ก็คือการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายต่างๆ นี่คือการเมืองทั้งนั้น แม้คอมเมนต์จะมีดราม่าบ้าง เป็นความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริงหรือข้อมูลในบางครั้ง แต่ก็ถือว่าเป็นการแสดงออกแบบหนึ่งที่สะท้อนถึงการเป็น ‘แอคทีฟ ซิติเซน’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปกครองแบบประชาธิปไตย นี่คือเรื่องการเมืองทั้งนั้น เพียงแต่เราอยู่กับมันโดยไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

เป็นประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน แต่ถูกทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นการเมือง?

พรสันต์: (พยักหน้า) หรือกระทั่งการเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตย หลายคนอาจมองว่า เฮ้ย...เป็นสิ่งที่โยนมาจากฝรั่ง ของเราเป็นแบบนี้ไม่ต้องตามฝรั่ง จริงๆ แล้วประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องฝรั่งเรื่องไทยหรอกครับ มันคือชีวิตประจำวันของคนเราธรรมดาๆ นี่แหละ เวลาที่เราตื่นลืมตา เราไปพูดคุยกับคนอื่น เราใช้เสรีภาพในการแสดงออก โดยสภาพคือประชาธิปไตย หรือเราเข้าที่ประชุมแล้วโหวตตัดสิน ก็เป็นเรื่องประชาธิปไตยทั้งนั้น

หรือกรณี ‘นาฬิกา 25 เรือน’ ที่เราอยากพูด แต่เขาไม่ให้พูด ก็สะท้อนให้เห็นว่า เราไม่สามารถใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงออกได้ เป็นการกระทบกับความเป็นประชาธิปไตย ที่ก็คือวิถีชีวิตปกติของเราที่เป็นการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย

นี่จึงย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลพยายามพูดว่า เราเป็นประชาธิปไตย ทั้งที่จริงไม่เป็นประชาธิปไตย

เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ประชาชนมีพลังมากขึ้น?

พรสันต์: ใช่ อาจต้องย้อนไปดูสิ่งที่ผู้ใหญ่บางฝ่ายชอบบอกกันว่า เราเป็นสังคมแบบไทยๆ ไม่ต้องเป็นแบบฝรั่ง ไม่ต้องประชาธิปไตยมาก ไม่ต้องเรียกร้อง คนไทยไม่ชอบ ปัจจุบันเรามีโซเชียลมีเดีย ซึ่งคือการเชื่อมต่อกับคนทั่วโลก ก่อให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

อินเทอร์เน็ตสร้างประชาธิปไตยให้แพร่ขยายในโลก เพราะประชาชนมีช่องทางในการพูดคุย สื่อสาร วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่แค่การคอมเมนต์รัฐบาลเท่านั้น สมมติขับรถไป ติดกล้องในรถแล้วเจอตำรวจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วมีการแชร์ทางออนไลน์ ซึ่งโดยนัยคือการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ มันคือความเป็นประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของเรา

เมื่อข้อมูลมีการไหลเวียน นั่นคือกระบวนการประชาธิปไตย เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและแลกเปลี่ยนกันได้ รัฐบาลจึงทำสงครามข้อมูลข่าวสาร เพราะเขาเองก็รู้และต้องการได้รับเสียงสนับสนุน ต่อให้เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่ดูเหมือนไม่น่าแคร์เสียงประชาชนก็ตาม แต่เมื่อประชาชนวิพากษ์วิจารณ์จนเขารู้สึกไม่มั่นคง กระทบความน่าเชื่อถือ จึงต้องพยายามเข้ามาระงับการส่งเสียงของประชาชน

ในฐานะที่ศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญ อ่าน ‘ชีวิต’ ระบอบการเมืองไทย จาก 24 มิถุนายน 2475 ถึง 24 มิถุนายน 2561 อย่างไร

พรสันต์: เวลาพูดถึงการอ่านรัฐธรรมนูญ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องซีเรียส แต่ผมชอบอ่านรัฐธรรมนูญในลักษณะอัตชีวประวัติ สมมติโลกนี้มีคน 200 กว่าคน อยากรู้ว่านายไทยมีนิสัยใจคออย่างไร ผมก็ไปหยิบรัฐธรรมนูญไทยมาอ่าน อยากรู้จักเพื่อนใหม่ก็ไปหยิบรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส เยอรมนี มาอ่าน

แล้วนายไทยที่คุณรู้จักมีนิสัยอย่างไร?

พรสันต์: คือมีคนตั้งชื่อนายไทยซ้ำกัน 20 คน เพราะมีรัฐธรรมนูญไทย 20 ฉบับ (หัวเราะ)

รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน มีการเขียนในอารัมภบทชัดเจนว่า ต้องการสร้างประชาธิปไตยแบบไทยที่ไม่ต้องเหมือนกับสากล ฉะนั้น การที่เราบอกว่าจะมีประชาธิปไตยแบบไทยเอง มองในมุมกลับ อาจพูดได้ว่านายไทยกำลังแยกตัวเองออกจากคนอื่นๆ คือถ้าเทียบเคียงกับนายอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี นายพวกนี้มีนิสัยรักสิทธิเสรีภาพ ยอมให้คนอื่นตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของตัวเอง ถ้าไทยไม่ได้มีอุปนิสัยแบบนี้ เขาก็ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย นี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์

ทำไมประเทศไทยจึงใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับและมันสะท้อนให้เห็นถึงอะไร

พรสันต์: สะท้อนถึงการต่อสู้ช่วงชิงทางการเมือง ระหว่างระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยกับระบอบที่เป็นประชาธิปไตย มันเกิดขึ้นทั่วโลกนั่นแหละ

รัฐธรรมนูญเป็นเอกสารทางกฎหมาย ที่สะท้อนให้เห็นถึงการพยายามพูดคุยและตกลงเรื่องการใช้อำนาจ ฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญถูกฉีกบ่อยครั้ง สะท้อนว่ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่โอเคกับกติกานั้น ส่วนบางประเทศที่ไม่ค่อยฉีกรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่าเขาคุยกันลงตัว อย่างอเมริกาเขาคุยกันลงตัวแล้วว่าเขาจะเอาระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นใหญ่ รัฐบาลต้องเคารพและพิทักษ์สิทธิเสรีภาพประชาชน ของไทยสะท้อนว่ายังคุยกันไม่ลงตัว การเมืองไทยยังไม่มีเสถียรภาพ ไม่เช่นนั้นรัฐธรรมนูญไม่ถูกฉีกบ่อยขนาดนี้หรอกครับ

รัฐธรรมนูญ 2560 ย้อนไปแบบรัฐธรรมนูญ 2521ทั้งที่บริบททางสังคมการเมืองแตกต่างกัน

พรสันต์: รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกยกร่างโดยคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ร่างฉบับปี 2521 จึงใช้โมเดลปี 2521 โดยให้เหตุผลผ่านสื่อมวลชนว่า น่าจะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น วัดจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว มีอายุบังคับใช้นานคือ 12 ปีนิดๆ และให้เหตุผลว่า สะท้อนให้เห็นความเป็นสังคมไทยได้มากที่สุด เพราะบังคับใช้นานที่สุด

สังคมไทยที่ว่าคือ แม้ ส.. จะมาจากการเลือกตั้งแต่มีอำนาจน้อย ขณะที่ ส.. ที่มาจากการแต่งตั้งเป็นผู้ค้ำยันรัฐบาล เปิดให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส..?

พรสันต์: ใช่ จึงทำให้รัฐธรรมนูญ 2521 ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’ ไงครับ คุณมีชัยให้เหตุผลต่อว่า เมื่อฉบับนี้อยู่นาน แสดงว่าไทยไม่มีความจำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบฝรั่ง เช่น อาจมีองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งเยอะ ไม่ต้องคำนึงยึดโยงการเลือกตั้ง แล้วก็เอาโมเดลนั้นมายกร่างฉบับ 2560

รัฐธรรมนูญ 2560 มีประเด็นที่น่ากังวลมาก คือ การวางสมดุลของอำนาจองค์กรที่ทำหน้าที่แทนรัฐ หน้าที่ของรัฐ หลักๆ คือออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย และตัดสินคดี หน้าที่แรกสภาเป็นคนใช้ หน้าที่ที่สองเป็นคณะรัฐมนตรี และศาลมีหน้าที่ตัดสินคดี ซึ่ง 2 องค์กรแรก โดยมากมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดี 3 องค์กรนี้ต้องมีอำนาจตรวจสอบถ่วงดุลกัน

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 นี้ 2 องค์กรแรกถูกทำให้อ่อนอำนาจลง ส่วนหนึ่งมาจากการมองแบบไม่ไว้ใจ มีการถูกทำให้เชื่อว่า สภาและรัฐบาลซึ่งเป็นนักการเมืองทุจริตเยอะ จึงให้อำนาจกับองค์กรตุลาการ หรือศาลเยอะ ประกอบกับมีองค์กรอิสระในการเข้ามาตรวจสอบมากมาย ซึ่งการให้อำนาจองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากๆ อาจเปิดช่องให้องค์กรที่ถืออำนาจใช้อำนาจตามอำเภอใจ

คำถามคือองค์กรที่ว่านี้มีใครตรวจสอบ เมื่อไม่มี ก็อาจส่งผลให้เกิดการทุจริตในอีกแบบที่ไม่ได้มาจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน

ที่อ้างกันว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับต้านโกงก็อาจ ‘ต้านโกง’ ได้ไม่หมดอย่างนั้นหรือไม่

พรสันต์: หลักการต้านโกงที่ถูกต้อง คือ การวางสมดุลของอำนาจแต่ละองค์กรให้ตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ ผมจึงคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ผู้ร่างตั้งโจทย์ตรงที่มองว่ามีใครคนใดคนหนึ่งโกง แล้วก็เอาอำนาจเยอะๆ ไปตรวจสอบ แล้วก็ลดอำนาจของคนที่ถูกทำให้เชื่อว่าโกงลงเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มองว่าทุกคนสามารถโกงได้

ต้องทำความเข้าใจว่าการโกงเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก่อนนะครับ จริงๆ แล้วการที่เขาโกงได้เพราะเขามีอำนาจมาก ใช้อำนาจไปทุจริตมา ดังนั้น เมื่อคุณเอาอำนาจไปให้คนใดคนหนึ่งมากๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงการถ่วงดุลระหว่างกัน คนที่ถืออำนาจมากนั่นเองก็มีแนวโน้มที่จะโกง

ลองสังเกตว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับต้านโกง แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีเคสที่กล่าวหาเรื่องการทุจริตเยอะ ซึ่งคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าไม่ได้ถูกกำจัดไปเลย เช่น เรื่องนาฬิกา 25 เรือน ซึ่งค้างคากับสังคมอยู่ แบบ อ้าว...ก็มีองค์กรอิสระในการตรวจสอบแล้วนี่ แล้วฟังก์ชันในการปราบโกงไหม ตรงนี้ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเห็นภาพว่าเป็นไปตามที่ผมอธิบายไหม

เมื่อไม่มีความสมดุลเชิงโครงสร้างอำนาจแล้วจะเดินหน้าไปอย่างไร

พรสันต์: รัฐธรรมนูญแบบนี้บังคับใช้ลำบาก สุดท้ายอาจนำสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลง อาจเป็นตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญแต่ก็แก้ไขยากอยู่มาก กับอีกอย่างคือฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งและร่างขึ้นใหม่ ซึ่งในเชิงหลักการ ถ้าร่างออกมาแล้วไม่สามารถจัดสมดุลการใช้อำนาจขององค์กรได้ก็ต้องปรับแก้

ยังไม่นับการใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ทับซ้อนกับรัฐธรรมนูญ 2560?

พรสันต์: สภาวะแบบนี้ไม่ควรมีอยู่ แต่มีการร่างว่า ระหว่างที่ยังไม่มีคณะรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ และให้อำนาจหน้าที่ของ คสช. มีอยู่ต่อ เท่ากับว่าก่อนมีรัฐธรรมนูญ 2560 เรามีมาตรา 44 อยู่อย่างไร ก็ให้มีแบบนั้น

ถ้าเทียบเคียงในอดีต เมื่อมีรัฐประหาร คนที่ทำรัฐประหารจะรีบจัดการเลือกตั้งทันที จากนั้นต้องประกาศใช้รัฐธรรมนูญถาวร แล้วคณะรัฐประหารก็หายไป แต่ปัจจุบันไม่ใช่สภาวะแบบนั้น คือมีการดึงไม่ให้มีการเลือกตั้ง ตอนนี้การเลือกตั้งก็ยังไม่เกิด นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่สร้างสภาวะแบบนี้

ตอนนี้จึงเกิดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับควบคู่กัน คือ ฉบับ 2560 และฉบับชั่วคราว 2557 ซึ่งทำงานสลับไปมา แต่สุดท้ายถ้าเกิดขัดกัน เขาก็จะอ้างมาตรา 44 ของฉบับชั่วคราว 2557 มากินรวบ เพราะเขียนไว้ว่า เทียบเท่ากับการออกกฎหมายของสภา การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งก็ตรวจสอบไม่ได้ เพราะเขียนว่า ต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายเสมอ

หลายเรื่องที่กระแสสังคมบอกให้ใช้มาตรา 44 จัดการ สุดท้ายจะกลายเป็นหอกมาทิ่มแทงสิทธิเสรีภาพของสังคมเองไหม

พรสันต์: แน่นอนครับ มาตรานี้เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่พึงเขียนในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ท้ายสุดก็เป็น อันตรายกับประชาชน แม้จะใช้ได้รวดเร็ว แต่อะไรจะการันตีได้ว่าเขาจะใช้กับใคร ที่ไหน อย่างไร ตอบไม่ได้เลย เพราะเป็นเรื่องอัตวิสัย ขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เพียงผู้เดียว ขณะที่ความเป็นประชาธิปไตยเป็นภววิสัย คือมีกระบวนการต่างๆ ช่วยป้องกันไม่ให้ใครใช้อำนาจตามอำเภอใจ

มาตรา 44 ทำให้เราอยู่ในสภาวะความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา เราทำแบบนี้จะผิดไหม วันนี้เดินออกไปทำงานแบบนี้ พรุ่งนี้มาตรา 44 บอกว่าไม่ได้ แล้วต่อไปใครจะกล้าทำอะไร นี่คือการบั่นทอนจำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน นี่ไง…การเมืองและประชาธิปไตยอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา


ELECTION-REJECTION

วันนี้เสียงเรียกร้องการเลือกตั้งดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีบางฝ่ายโจมตี ทั้งที่ข้างหลังของการเลือกตั้งคือคุณค่าความเสมอภาค?

พรสันต์: ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง หลายคนบอกว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการหรือพิธีกรรม ไม่ใช่ทุกอย่างของประชาธิปไตย ถูก...แต่ว่า (เน้นเสียง) ประชาธิปไตยขาดการเลือกตั้งไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

โลกพัฒนามาถึงปัจจุบันที่เราแสดงความคิดเห็นและส่งเสียงออกมาได้ เสียงของเราเท่ากัน และการเลือกตั้งคือช่องทางหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เราชอบคนนั้นคนนี้ได้โดยหย่อนบัตรเลือกตั้ง

ฉะนั้นการที่บางฝ่ายไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งหรือผลการเลือกตั้ง สะท้อนว่าเขามองคนไม่เท่ากัน ซึ่งแบบนี้ไม่ใช่วิถีของความเป็นคน

มองความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองทั้งหลายช่วงนี้อย่างไร

พรสันต์: ก็เริ่มเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ถ้าเอาตามที่รัฐบาลกำหนดก็คือ กุมภาพันธ์ ปี 2562 สะท้อนว่าช่วงนี้เริ่มมีการเดินทางเจรจาพูดคุยว่าใครจะมาอยู่พรรคไหนอย่างไร ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ คสช. ออกคำสั่งเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมด หากพูดง่ายๆ คือ การยื่นใบลาออกให้กับสมาชิกทุกพรรคการเมืองเลย หมายความว่าสมาชิกพรรคการเมืองเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ฯลฯ ไม่มีอีกแล้ว หากอยากอยู่พรรคเดิม ก็ไปยืนยันเสียตามที่คำสั่ง คสช. กำหนดไว้

ดังนั้นช่วงนี้ หากพูดภาษาชาวบ้านคือช่วงดูดตัว ส.ส. เมื่อเราดูข่าวจึงเห็นการจัดตั้งพรรคใหม่แล้วมีการย้ายพรรคบ้าง หรือเป็นการย้ายตัวระหว่างพรรคเก่าก็มี

ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่เข้าสู่สนามการเมืองมากขึ้น?

พรสันต์: เป็นกระแสโลกอยู่แล้ว ที่เริ่มมีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมสร้างระบบการเมืองใหม่ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ อย่าง ฝรั่งเศส แคนาดา ฯลฯ แต่การให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมือง หรือพยายามที่จะปรับเปลี่ยนวิถีทางการเมืองแบบเดิมๆ ให้สำเร็จได้ ก็ต้องมีเครื่องมือและช่องทางที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้ทำ นั่นก็คือตัวรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่เอื้อต่อนักการเมืองรุ่นใหม่อย่างไร

พรสันต์: ระบบเลือกตั้งไม่ได้ถูกออกแบบหรือเปิดช่องให้นักการเมืองรุ่นใหม่มีโอกาสชนะและเข้ามามีสัดส่วนในสภา สุดท้ายแล้วการกำหนด ส.ส. ในสภา ไปยึดติดอยู่กับว่าใครจะชนะ ส.ส. ระบบเขต หมายถึงว่าชนะ ส.ส. ระบบเขตมากเท่าไร ก็จะนำสู่การกำหนดสัดส่วนของพรรคในสภาได้มากเท่านั้น กลายเป็นการวิ่งเข้าหาระบบเดิมคือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ถ้าเป็นพรรคการเมืองรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นจากศูนย์ คุณเสียเปรียบแน่ เพราะไม่มีฐานเสียงเดิม ฉะนั้นผมเลยคิดว่าเป็นการตัดโอกาสที่จะทำให้พรรคการเมืองรุ่นใหม่สามารถเข้ามามีสัดส่วนในสภาได้มากพอที่จะปรับเปลี่ยนการเมืองแบบเก่า

ปัจจัยอะไรที่จะทำให้นักการเมืองรุ่นใหม่ไปรอดเชิงการเมือง ในแง่ที่ว่าได้รับความนิยม หรือประสานกับกลุ่มขั้วต่างๆ ได้

พรสันต์: เรื่องนี้พูดลำบาก อย่างที่บอกคือต่อให้การเมืองของคนรุ่นใหม่ หรือไอเดียของคนรุ่นใหม่ได้รับความนิยม แต่ก็ยากเพราะวิ่งไปติดกับตัวระบบเลือกตั้ง เว้นแต่ว่าไอเดียของคนรุ่นใหม่ที่เสนอมานั้น พรรคเก่าที่มีฐานเสียงอยู่แล้วเห็นว่าเป็นไอเดียที่ดี อยากเอาไปปรับใช้ ตรงนี้อาจเป็นช่องทางหนึ่งในการผลักดันนโยบายได้

ถ้าเป็นทายาทนักการเมืองรุ่นเก่า แต่มีแนวคิดหรือนโยบายที่แตกต่างไปจากเดิม มีนวัตกรรมใหม่ ก็น่าสนใจ สามารถปรับเปลี่ยนการเมืองแบบเดิมได้อยู่ แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมคิดว่าอายุอาจไม่เกี่ยวด้วยซ้ำ ถ้านักการเมืองรุ่นเก่ามีไอเดียดี เป็นความหวังให้สังคมได้ ผมว่าคนรุ่นใหม่ก็พร้อมตอบรับ

คิดว่าตัวเองในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ถ่ายทอดความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญให้สังคมได้แค่ไหน

พรสันต์: ก็ทำเท่าที่ทำได้ ตั้งใจทำทั้งในห้องเรียน หรือออกไปบรรยายข้างนอก หรือทางโซเชียลมีเดียที่เขียนประเด็นทางการเมือง กฎหมาย ให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป ตอนนี้ผมก็มีเปิดคลาสรัฐธรรมนูญออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก สนใจก็ไปติดตามกันได้ (หัวเราะ)

ได้ยินว่าคุณไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด?

พรสันต์: ทางอ๊อกซฟอร์ดเชิญให้ผมไปทำวิจัยด้านรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม โดยผมเองจะต่อยอดงานวิจัยที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้วคือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจรัฐสภา

ตอนนี้ผมกำลังศึกษาเรื่องการวางดุลอำนาจ อย่างที่บอกว่าเป็นปัญหาของไทยเรื่องการวางดุลอำนาจของนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ งานเดิมผมศึกษาแล้วเห็นว่า อำนาจของฝ่ายรัฐสภายังคงมีบางส่วนที่ขาดตกบกพร่องไป เลยพยายามเสนอให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สมดุลมากขึ้นระหว่าง 3 องค์กร ก็คงไปต่อยอดฟังก์ชันการทำหน้าที่ของสภา พร้อมพิจารณาเรื่องอำนาจขององค์กรอื่นๆ มาด้วย เพื่อจะได้นำมาปรับใช้กับการร่างรัฐธรรมนูญของไทยต่อไป

 

DID YOU KNOW?

  • สหรัฐอเมริกามีรัฐธรรมนูญฉบับแรกคือ Articles of Federation ร่างเมื่อ ค.ศ.1777 ใช้จริง ค.ศ.1781 ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่สองหรือฉบับปัจจุบัน คือ The Constitution of the United States of America ร่างเมื่อ ค.ศ.1787 ใช้จริง ค.ศ.1789 หรือมีอายุการบังคับใช้มาแล้ว 229 ปี

  • ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ ฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 มีระยะเวลาการบังคับใช้ 5 เดือน 13 วัน

  • รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2490 ได้ชื่อว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม’ เพราะทหารที่ทำรัฐประหารสมัยนั้นร่างแล้วนำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มก่อน

  • รัฐธรรมนูญที่มีอายุสั้นที่สุดคือ ฉบับปี 2519 ซึ่งประกาศใช้ได้เกือบ 1 ปีเท่านั้น

  • รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มีการปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่ มีระยะเวลาบังคับใช้ราว 9 ปี

 

HIS LIFE

  • พรสันต์เป็นหลานของ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 1

  • สมัยอยู่ ม.ปลาย พรสันต์เคยเป็นมือกีตาร์วงเฮฟวี่เมทัล

  • กีตาร์ตัวโปรดของเขาคือ Gibson Les Paul