x

ไม่ใช่กูรู เลิฟดอกเตอร์ ไลฟ์โค้ช หรือศาสดาความรัก เขาไม่ได้พกคัมภีร์แล้วเดินเข้ามาขยับแว่นแบบมาดของชายผู้รู้ทุกเรื่องในโลก ไม่เลย อุทิศ เหมะมูล ไม่มีกริยาท่าทางแบบนั้น

การชวนเขามาคุยเรื่องความรักในบรรยากาศของเดือนกุมภาพันธ์ เริ่มมาจากการหายไปของเขาในโซเชียลมีเดีย และนั่นทำให้เราเกิดความคิดถึงและความสงสัย เพราะหน้าเฟซบุ๊กของเขาบ่อยครั้งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรัก การหายไปของเขาจึงลดสีสันของวงสังคมเสมือนแห่งนี้ เราจึงยกหูหาอุทิศ

ผมก็ยังสับสนอยู่เหมือนกัน”

เขาตอบผ่านโทรศัพท์กลับมาทันที หลังเราเอ่ยคำชักชวน และนั่นยิ่งทำให้เราอยากพูดคุยกับเขา เพราะหากใครก็ตามบอกว่าตัวเองเข้าใจซึ่งความรัก ความหมายของการมีชีวิต และความจริงของสรรพสิ่ง เขาผู้นั้นหากมิใช่คนที่โง่งมที่สุด ก็คงเป็นคนที่น่าเบื่อที่สุดเป็นแน่ เพราะนั่นเท่ากับว่าเขามิได้เปิดความเป็นไปได้อื่นๆ ให้กับสิ่งย่ิงใหญ่เหล่านั้น

อุทิศ เหมะมูลเดินเข้ามาพบเราพร้อมคำตอบที่เหมือนคำถาม คำตอบที่ยังไม่ใช่เศษทรายอันนอนนิ่งอยู่ก้นสมุทร แต่เป็นคำตอบที่ซัดเซอยู่ระหว่างการเดินทางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด อุทิศยังสงสัย สับสน ว้าเหว่ ยังมีรัก และมีใคร่ ไม่ต่างจากใครและใคร นั่นทำให้เขาเป็นทั้งนักเขียน และคนธรรมดาคนหนึ่ง

บทสนทนาของเราในครั้งนั้น เราบอกเขาว่าเราจะถามคำถามแรกสองครั้ง คือตอนเริ่มต้นและตอนจบ เพราะมันเป็นคำถามที่ยาก ยากเหลือเกินที่ใครจะตอบได้ มันเป็นความสงสัย คำถามและคำตอบในเวลาเดียวกัน และเพื่อพิสูจน์ว่าไม่เคยมีคำตอบอันสำเร็จ ก็ใครมันจะไปรู้ ว่าความรักคืออะไร...

They Say It's Wonderful

ความรักคืออะไร
อุทิศ: ขอตอบแบบเป็นคนสองหัวใจได้ไหม คือหัวใจที่ยังมีความเป็นหนุ่มเป็นสาว กับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้คือเป็นคนที่โตในระดับหนึ่งแล้ว ในตอนความเป็นหนุ่มสาว ความรักก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่หัวใจของคนที่โตขึ้นแล้ว มีวุฒิภาวะมากขึ้น อายุมากขึ้นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

หัวใจแบบหนุ่มสาวเป็นอย่างไร
อุทิศ: ก็ตามมันไปสิ ตามเสียงเรียกร้องของมัน ทำเพื่อมัน ตอนหนุ่มคุณมีแรงและกำลังในการที่จะลุ่มหลงกับสิ่งที่คุณต้องการ แต่หัวใจที่มันโตขึ้นมันก็มีเรื่องที่จะต้องคิดมากขึ้น พยายามใช้วิจารณญาณมากขึ้น เราคิดว่าความรักของคนที่โตแล้วคือการรักษาดุลยภาพของชีวิต การใส่ใจดูแลซึ่งกันและกัน และการเสียสละ

ทั้งสองแบบนี้เรียกว่าความรัก ถึงแม้ว่านิยามมันจะไม่เหมือนกัน
อุทิศ: ก็คุณทำอะไรให้กับความรักได้บ้างล่ะ

Charles Bukowski เคยพูดว่า “ความรักคือหมอกที่ถูกแผดเผาเมื่อต้องแสงแรกแห่งความเป็นจริง” เขากำลังบอกว่าความรักในแบบผู้ใหญ่ของคุณนั้นไม่ควรเรียกว่าความรัก
อุทิศ: บูเคาว์สกี้ก็อาจจะพูดในลักษณะที่บูชาความรักแบบวัยหนุ่มสาว แต่เราว่าเรื่องของความรักมันไม่ตายตัวหรอก เพราะว่าความรักมันประกอบไปด้วยธาตุหลายๆ อย่างในนั้น อย่างเช่น การลุ่มหลงมัวเมาไปกับมัน การทุ่มเทเพื่อมัน ความต้องการได้รับจากมัน นั่นคือเราต้องเสียสละและศรัทธาในเวลาเดียวกัน มันเป็นพลังอันรุนแรงที่ปรากฏในหลากรูปแบบ เช่น ในรูปแบบของศาสนา แต่ทั้งหมดนั้นมันก็คือความรักไม่ใช่เหรอ ที่ทำให้เราตามเสียงร่ำร้องในหัวใจของเราไป
ทว่ามันก็มีจังหวะที่จะต้องหยุดชะงัก เพื่อประเมินและไตร่ตรองถึงผลที่จะตามมาจากสิ่งที่เราตัดสินใจทำไปเพื่อความรัก เราจะบอกว่าการทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจเป็นความรัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มใช้ความคิดนั้นไม่ใช่ความรักได้ยังไง เพราะว่าชีวิตคนมันประกอบไปด้วยหลายอย่าง และมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ยุคสมัยนี้มีคนเหงาเยอะมาก หนังของหว่อง กา ไว หรืองานเขียนอย่างมุราคามิก็เป็นที่นิยม คุณมองเรื่องนี้ยังไง
อุทิศ: มันก็เป็นกันมานานแล้วนะ ตั้งแต่สมัยเราเริ่มเขียนหนังสือใหม่ ๆ ด้วยซ้ำ 10-20ปีมาแล้ว

แล้วคุณเหงาไหม
อุทิศ: เหงา แต่มันก็เหงาคนละแบบ คุณไม่มีคนอยู่ข้างๆ คุณก็เหงา คุณมีคนอยู่ข้างๆ มันก็เกิดภาวะเหงาอีกแบบได้ เราว่าความเหงามันเป็นความรู้สึกที่คงทนถาวรของมนุษย์ ก่อนมุราคามิมันก็เหงามาก่อน มนุษย์เหงาทุกยุคทุกสมัย เพราะเราก็พูดถึงเรื่องความรักความเหงากันมาตั้งนานแล้วนี่

ในแต่ละยุคสมัยก็จะมีหนังสือหรือวรรณกรรมสักชุดที่เป็นตัวแทนความโดดเดี่ยว ความเหงาของผู้คนแต่ละยุค ซึ่งใน 10 ปีที่ผ่านมาเราก็เห็นงานของมุราคามิเป็นภาพแทนทางสังคม และมันสะท้อนอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนในปัจจุบัน หรือหนังเรื่อง Her ของสไปค์ โจนส์ ทำไมมันสัมผัสกับคนยุคปัจจุบันได้มาก ก็เพราะว่ามันพูดถึงสภาพแวดล้อมในยุคสมัยปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่

แสดงว่าความรักไม่ได้ทำให้เราหายเหงา
อุทิศ: มันเป็นชีวิต เราปฏิเสธความเหงาไม่ได้ เราเชื่อกันว่าความรักจะทำให้ชีวิตเติมเต็ม ซึ่งมันก็เต็มอยู่ได้ระยะหนึ่งแหละ แต่เดี๋ยวมันก็โหว่โหวงอยู่ดี เราว่าสภาวะทางอารมณ์ทั้งหลายของมนุษย์เนี่ย มันมีครบอยู่ในตัวคนๆ หนึ่งอยู่แล้ว มากน้อยแตกต่างกันไป แต่คุณจะได้รับมาครบเป็นเหมือนอุปกรณ์ยังชีพ
คุณดูชีวิตคู่คนอื่นๆ โดยทั่วไปสิ อย่างข่าวดาราที่เกิดปัญหาต้องแยกกันจากความสัมพันธ์ที่มันร้าวราน ตอนเขาเลิกกันคุณว่าเขาไม่รักกันแล้วหรือเปล่าล่ะ การเลิกกันมันไม่เป็นเรื่องดีต่อความรู้สึกของทั้งสองคนอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้บอกว่าทั้งสองคนจะไม่รักกันแล้ว หรือรักกันน้อยลง เพียงแต่ว่ามันอยู่กันอย่างนี้ไม่ได้

คือความรักมันมีอยู่ในทุกๆ ที่ มีอยู่ในทุกช่วงอายุ มีอยู่ในทุกช่วงวัย มีอยู่ในทุกสถานการณ์ เป็นทั้งคำถามและความสงสัยในบางชั่วขณะถึงแม้จะมีชีวิตคู่แล้วก็ตาม แต่คุณจะปฏิเสธหรือว่ามันจะไม่เกิดคำถามอย่าง ถ้าวันนี้ตัวเองไม่ได้มาแต่งงานอยู่กับคนๆ นี้ คุณจะมีชีวิตแบบไหน หรือแบบการมีชีวิตคู่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ดูหนังโป๊นี่

อีกมุมของความรักคือความโศก ในช่วงที่ความเศร้ากัดกินอารมณ์ คุณจัดการกับมันยังไง
อุทิศ: นี่ไงอย่างตอนนี้ก็เป็นอยู่ ก็ต้องหายไปจากโลกซักพัก คือโลกในตอนนี้ถูกกลืนกินเข้าไปในโซเชียลมีเดียหมดแล้ว มันแปลงถ่ายสภาพชีวิตให้ไปสิงอยู่ในนั้นเป็นมนุษย์ดิจิตอล ในโซเชียลมีเดียมันไม่ใช่แค่หน้าตาหรือส่วนใดส่วนหนึ่งอีกต่อไป แต่มันคือชีวิตทั้งชีวิตที่เข้าไปอยู่ในนั้น ทั้งโกรธ เศร้า ทุกข์ ภูมิใจ ดีใจหรือเสียใจ มีอะไรก็ไปโพสบอกทุกอย่าง

เมื่อเกิดสภาวะที่อารมณ์ไม่สมดุล มันก็ต้องถอยห่างออกมาจากโลกโซเชียลเพื่อที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้น ให้เวลากับความคิดมากขึ้น เพราะในโลกโซเชียลมันง่ายมากที่พอเรารู้สึกอะไรก็จะเข้าไปตั้งสเตตัสขึ้นมา ซึ่งเราว่ามันเป็นปัญหากับการทำงานเขียนของตัวเอง เพราะเมื่อเรารู้สึกอะไรแล้วโพสลง ความรู้สึกมันก็จบตรงนั้น มีคนรับรู้ กดไลก์ จบ หายไปแล้วหนึ่งเรื่อง มันก็ไม่เกิดการควบแน่น หรือบีบอัดทางอารมณ์

เราว่าชีวิตที่ผ่านมามันขาดช่วงเวลาที่เราจะทุกข์ และอยู่กับมันจริงๆ ซึ่งเราว่าเราโหยหามันเหมือนกัน เวลาที่คุณรู้สึกว่าเจ็บปวด แล้วคุณก็จะรีบไปโพสบอกว่าเจ็บนะ ไม่สบายนะ มันเหมือนเราทิ้งตัวของเราไปในโลกโซเชียล ค่อยๆ ผลักตัวตนออกไป จนเหมือนกับเราไม่ค่อยได้ดูแลสภาวะทางอารมณ์ หรือจิตใจของเราจริงๆ

ถ้าเราตัดสิ่งนั้นออกมาอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง โดยไม่ต้องโพสบอก ไม่ต้องนำเสนอตัวเอง เราคิดว่าเราจะได้รู้สึกกับมันมากขึ้น ดื่มด่ำกับมันมากขึ้น มีความรู้สึกอัดอั้นที่บอกใครก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ถูก เหมือนกลับเข้ามาสู่พื้นฐานของชีวิต ตอนที่โลกมันยังไม่ได้ไวขนาดนี้ และเรามีเวลาที่จะรับมือและดื่มด่ำกับความวินาศของเราเอง

สำหรับเราในฐานะที่เป็นนักเขียน เราว่ามันจำเป็นมาก ๆ ที่ต้องได้รับพลังงานมวลสารนี้อย่างแท้จริง คือเวลาที่เราจะบรรยายความทุกข์ของคนผ่านตัวละคร มันไม่ได้บอกแค่ว่ามันทุกข์ยังไง แต่มันน่าจะบอกถึงสิ่งที่มันรู้สึกจริงๆ กล้ำกลืนขมขื่นจริงๆ หรือจะบรรยายผ่านพฤติกรรมบางรูปแบบที่สะท้อนออกมา โดยที่ไม่ต้องบอกสักคำว่าคนๆ นี้กำลังเศร้าอยู่

เพราะฉะนั้นสำหรับนักเขียนมันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องไปช้อน หรือสกัดเอามันออกมา ตอนนี้เราจึงห่างๆ โลกโซเชียลออกมาบ้าง เพื่อชิมรสชาติของความรู้สึกของตัวเองดู

เวลาที่คุณดิ่งไปในห้วงอารมณ์เพื่อสกัดมันออกมา เคยกลัวไหมว่าจะกลับออกมาไม่ได้ หรือมีความลังเลในตอนที่เลือกว่าจะโดดลงไปคลุกคลีกับมันบ้างไหม

อุทิศ: ก็ไม่ได้เลือกนะ บางทีก็แบบ ไอ้เหี้ยกูลงไปแล้วนี่ ฉิบหายหมดแล้วความสัมพันธ์กับคนที่อยู่ข้าง ๆ อย่างแฟนก็มาถาม “เป็นอะไรทำไมไม่บอก ทำไมดูดิ่งดาวน์อยู่คนเดียว” เราก็ไม่ได้บอกว่าเราเป็นอะไร เพราะคิดว่านี่เป็นปัญหาของเราคนเดียว เราคิดว่ามันเป็นสภาวะที่จำเป็นกับเราจริงๆ เราต้องขอเวลาอยู่ตรงนี้ ซึ่งแน่นอนมันก็เป็นทุกข์ของคนที่อยู่ข้างๆ คือสภาวะที่เราต้องการสำหรับการทำงานงานบางทีมันก็บั่นทอนชีวิตคู่เหมือนกัน

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณเลือกวรรณกรรมมากกว่าคนรัก ทุกวันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ไหม
อุทิศ: ไม่รู้ว่ะ! ทุกวันนี้กูไม่รู้แล้ว คือคนมันก็เปลี่ยนตลอด ตอนที่ตอบพี่หนึ่ง(วรพจน์ พันธุ์พงศ์)ตอนนั้นมันตอบด้วยวัยวุฒิอีกแบบ ด้วยความห้าวคะนองอีกแบบ แต่ 4-5ปีที่ผ่านมา เราพบมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นและมันค่อยๆ ทำให้เราปรับเปลี่ยนไป

อุทิศตอนนี้ห้าวน้อยลง
อุทิศ: อืม...มั้ง

I Left My Heart in San Francisco

ช่วงเวลาที่ถอนตัวจากโลกออนไลน์ไป คุณได้พบอะไรบ้าง
อุทิศ: เรากลับมาโฟกัสกับชีวิตช่วงนี้ของตัวมากขึ้น เพราะมันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่เราจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน ซึ่งมันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ไม่เหมือนเดิมเพราะอะไร

อุทิศ: ไม่รู้ว่ะ คือถ้าผลงานที่ผ่านมามันเป็นเรื่องเล่าของครึ่งแรกของชีวิต เราก็ได้ใช้มันไปหมดแล้ว ถ้าเราจะทำงานต่อไป เราก็ไม่อยากใช้ซ้ำ เวลาที่คุณเริ่มเขียนหนังสือแล้วคุณทักตัวเองว่า เฮ้ยนี่กลับไปใช้ความเคยชินแบบเดิมแล้ว เรื่องเล่าชุดเดิมอีกแล้ว บทสนทนาแบบเดิมอีกแล้ว วิธีการบรรยายแบบเดิมอีกแล้ว ทุก ๆ คำที่คุณตอกคีย์บอร์ดลงไป คุณจะรู้สึกไม่พอใจกับตัวเอง คุณจะรู้สึกว่าต้องทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งมันเป็นสภาวะที่เราบอกกับตัวเองตลอดในช่วงนี้ และมันทำให้เศร้า

เรื่องความสัมพันธ์มีส่วนทำให้เศร้าไหม
อุทิศ: อืม... หลายเรื่อง

เขียนหนังสือตอนชีวิตมีความสุขกับตอนที่เศร้า สภาวะไหนทำงานได้ดีกว่า
อุทิศ: จริงๆ เขียนหนังสือมันต้องอยู่ในสภาวะสดชื่นแจ่มใสนะถึงจะเขียนได้ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่ตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวล มันยากที่จะทำได้ดี เพราะเราจะคอยตามเสียงของการวิตกกังวลไป ถูกโอบอุ้มด้วยความวิตกกังวลไปตลอดระยะเวลาการทำงาน ซึ่งแน่นอนว่ามันจะออกมาจากมุมมอง หรือทัศนะที่มันไม่แจ่มใส่ หรือวิตกกังวลกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดีที่สุดคือมีความปลอดโปร่งที่จะได้เขียนหนังสือ ความปลอดโปร่งจะนำมาซึ่งความสุข

แต่ในช่วงเวลาที่วิตกกังวลแล้วทำงาน สิ่งที่การเขียนหนังสือช่วยได้มากมายก็คือ ทำให้เราโฟกัสกับตัวเองมากขึ้น การเขียนคือสิ่งที่ทำให้เราไม่หลงไปกับความคิด เพราะถ้าไม่ทำเราก็จะเตลิดไปตามความคิดนั้น การเขียนจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมันมีสมดุลขึ้นและปกติขึ้นในแต่ละวัน

เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเยียวยาตัวเอง
อุทิศ: จะมองในแง่นั้นก็ได้ เหมือนกับการออกกำลังกาย ไม่ได้อยากทำ เหนื่อยฉิบหายไปวิ่ง แต่ว่าก็มันดี มันได้ผลในระยะยาว มันมีสิ่งที่โฟกัสอยู่ตรงหน้า ไม่ปล่อยให้เราหลุดไปไหน เราคิดว่ามันสำคัญสำหรับชีวิตคนๆ หนึ่งหมือนกันนะ เวลาเกิดภาวะที่ความคิดไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วมันมีอะไรที่มาฉุดเราเอาไว้

การเป็นนักเขียนมันเหมือนฝานหัวใจไว้ 2 ซีก แม้ซีกนึงจะเละเทะแค่ไหน แต่มันยังมีอีกซีกที่คอยมอง ยิ้มเล็ก ๆ และเก็บวัตถุดิบเหล่านั้นมาทำงาน
อุทิศ: ไม่ใช่แค่นักเขียนหรอก เราว่าหลาย ๆ คนมันก็เป็นแบบนี้แหละ มันเหมือนอย่างน้อยเรามีที่พึ่ง มีบ้านหลังนึงที่เราไปนอนขดได้โดยที่แห่งนี้จะกอดเราไว้ มันต้องมีสักที่ที่เราเข้าไปหลบภัยได้ อย่างนักดนตรีก็จะเริ่มแต่งเพลง คนทำงานศิลปะก็จะเริ่มทำงานชิ้นใหม่ เอาชีวิตลงไปในมัน เพื่อผลิตชิ้นงานของตัวเองออกมา

เราไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นเขาจัดการกันยังไง เราพูดในมุมมองของคนทำงานสร้างสรรค์ การได้ทำงานศิลปะคือพื้นที่ที่ปลอดภัย อบอุ่น มีที่ให้ไป ให้อยู่ได้เสมอ

นอกจากทำงานแล้ว อะไรอย่างอื่นที่ช่วยเยียวยาตัวคุณบ้าง
อุทิศ: สำหรับเราตอนนี้คือการเดินเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ออกไปเจอ ไปดูชีวิตคนอื่นบ้าง อย่านั่งจับเจ่าอยู่กับที่ ไม่งั้นมันจะจม ถ้าไม่ได้ออกไปวิ่งออกไปใช้พลังงาน ก็ต้องเอาตัวเองออกไปข้างนอก อาจจะไม่มีจุดหมาย แค่ออกไปเดิน ไปสูดกลิ่นอากาศ ควันดำ ๆ เน่าเหม็น หรืออะไรก็ได้ ออกไปจากสภาพแวดล้อมเดิมสักหน่อย

แต่แน่นอนมันก็จะมีบางเวลาที่ว่า ก็กูไม่อยากไปไหน ไม่อยากทำอะไร กูก็จะนอนอยู่ตรงนี้ มันก็ต้องพยายามดึงตัวเองกลับมา ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีที่ต่างกันไป แต่มันคือเรื่องจำเป็นที่ต้องดึงตัวเองขึ้นมา เพราะคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว คุณมีคนรอบๆ ข้างในชีวิตของคุณด้วย

คุณอยู่แถวทองหล่อ การออกไปเดินแล้วเจอคนพลุ่งพล่าน มองไปก็เห็นรถติด มันไม่ทำให้ยิ่งแย่หรอ
อุทิศ: ก็มันมีอะไรให้ดูน่ะ และเราออกไปฟังเสียงคนอื่นไง มันสำคัญนะที่เราต้องฟังเสียงของคนอื่นนอกจากฟังเสียงของตัวเอง แล้วการเดินมันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ลุกมาทำได้เลย การดูหนังก็ดีเหมือนกัน มันทำให้เราเห็นเรื่องราวอื่นๆ ที่ต่างไปจากชีวิตของตัวเองบ้าง

My Funny Valentine

คุณคบหากับคนรักมาจะ 17 ปีแล้ว การคบหาที่ยาวนานมันหมายความถึงอะไรบ้าง

อุทิศ: มันก็เป็นทุกอย่างน่ะ ต้องรับทั้งหมด รู้นิสัยใจคอกันหมดแล้ว เดินแก้ผ้ากันในบ้าน แต่นั่นคือความไว้ใจที่คนสองคนมีให้กันตลอดเวลาหลายปี คุณเดินออกไปข้างนอกเห็นคนที่คุณต้องตาถูกใจ คุณก็อยากจะเปลื้องเสื้อผ้าเขาออก อยากเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของเขา แต่ตอนอยู่ในบ้านคุณเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของแฟน คุณก็อาจจะอยากจะใส่เสื้อผ้ากลับคืนให้

ในชีวิตคู่ที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน ความไว้วางใจที่มีต่อกัน เป็นสิ่งที่สร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น

ก่อนกับหลังแต่งงานมันต่างกันไหม

อุทิศ: ในความสัมพันธ์มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมหรอก ตอนแรกใหม่ๆ ใสๆ มันจะจากกันยังไม่ได้เลย ต้องอยู่ใกล้ๆ กัน หัวจะต้องชนกัน อยู่ตรงไหนก็ต้องการกันไปหมด ห่างกันไม่ได้แม้แต่เวลานาที แต่ชีวิตปัจจุบันก็ เฮ้ยห่างๆ กันบ้าง มีพื้นที่ให้กันบ้าง

การแต่งงานมันก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา และสิ่งที่มาพร้อมกันโดยไม่รู้ตัวคือความเอาใจใส่กัน การแคร์กัน และการมีข้อผูกมัดหรือคำสัญญาที่เราให้กันไว้

ในความสัมพันธ์ของชีวิตคนๆ หนึ่ง มันก็มีทั้งสิ่งที่ค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนออกไป กับสิ่งที่มีเพิ่มเข้ามา คุณไม่ได้เอากันเหมือนตอนที่รักกันใหม่ๆ แล้ว แต่คุณจะมีความรู้สึกที่ห่วงหา อยากดูแลใส่ใจกันและกันในลักษณะที่มันเข้มข้นมากขึ้นอย่างน่าประหลาด

ในประสบการณ์ของเรามันจะมีภาพๆ นึงที่หลอนเรามาก คือพ่อของเราเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ มันก็จะมีภาพตัวแทนอันนี้ที่ทำให้เราเกลียดรถใหญ่หรือรถสิบล้อ แล้วมันจะมีหลายๆ ขณะ เวลาทีแฟนเราออกไปทำงานแล้วกลับมาไม่ตรงเวลา มันก็จะมีบางขณะที่เราเป็นห่วงเขาอย่างรุนแรง ในหัวจะคิดถึงฉากที่เขาไปเกิดอุบัติเหตุ แล้วสิ่งนี้มันก็ทำให้หัวใจสลายเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่ความคิด พอเวลาเราเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมา มันจะมีความคิดที่ชัดเจนอันนึงว่า เราอยากเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเขา คนสุดท้ายที่จะหมดลมหายใจไปด้วย มันมีบางขณะที่เรารู้สึกว่าเราเป็นของกันและกัน

นี่คือความรักของอุทิศในวัย 43 ?

อุทิศ: ไม่รู้นะ สักวันนึงมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่ถ้าให้พูดถึงความรู้สึกที่เรายังเป็นอยู่ตอนนี้ มันก็คือความรู้สึกที่แจ่มชัดมากๆ ว่าต้องเป็นเราที่ต้องดูแลเขาจนถึงวาระสุดท้าย

แต่เราไม่ปฏิเสธนะว่าความรู้สึกปรารถนาในตัวคนอื่นมันจะไม่เกิดขึ้นในหัวใจของเรา เราว่ามันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็ถูกควบคุมด้วยศีลธรรมทำให้มีความยับยั้งชั่งใจ ซึี่งเป็นอีกอารมณ์ความรู้สึกที่มันมาพร้อมกับชีวิตของคุณอยู่แล้ว

พูดถึงเรื่องตัณหา การ Make Love กับ Fuck มันมีความต่างกันไหม

อุทิศ: มันก็คงแตกต่างกัน แต่สำหรับคนๆ นึงต่อให้คุณเอ็นจอยกับการ Make Love แค่ไหนก็ตาม บางครั้งคุณก็มีความรู้สึกอยาก Fuck เฉยๆ เหมือนกันไม่ใช่เหรอ

แล้วยิ่งเรื่องเซ็กซ์มันเป็นเรื่องของสัมผัส รสชาติ บางทีมันเป็นความหวือหวาที่มาจากเซ็กซ์แฟนตาซี ซึ่งมันจะถูกเติมเข้ามาในตัวของมนุษย์เสมอๆ โดยเฉพาะผู้ชาย ถ้าคุณ Make Love กับคนที่คุณรักมาก มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่อยากเอากับคนที่เร่าร้อนดุเดือด หรือเซ็กซ์แบบชั่วคราว คือรสชาติมันก็แตกต่างกัน

แล้วการ Make Love มีความสูงส่งกว่าไหม

อุทิศ: เซ็กซ์มันเป็นเรื่องของการตอบสนองต่อกัน อย่างเช่น คนที่มีแฟนอยู่แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะไม่ชักว่าว คือบางทีมันก็แค่เงี่ยน อยากเอาออกตอนนี้ แล้วก็ไม่ได้อยากจะไปรบกวนเมียด้วย แค่เดินเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำแล้วก็จบ คือมันก็มีเวลาแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ มันไม่จำเป็นว่าจะต้องทำผ่านเรือนร่างของคน หรือจะต้องเป็นการ Make Love เท่านั้น

เราเข้าใจว่ามันสูงส่งเพราะ Make Love มันเป็นคำที่ผูกกับความรักหรือเปล่า

อุทิศ: ใช่ๆ เพราะคนมองว่า Make Love มันสูงส่งเพราะมันมีความรักอยู่ในนั้น มันเป็นการเชื่อมโยงความรักกับร่างกาย มันมีความนุ่มนวล สิ่งที่เราสัมผัสจับต้องกันอย่างเสน่หาซึ่งกันและกัน คือมันก็มาพร้อมกับคุณค่าและมาตรฐานแบบหนึ่ง แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่เอาๆ เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปอย่างในอาบอบนวดหรืออะไรแบบนั้น แต่คุณก็เห็นอยู่ว่าแบบนั้นมันก็มีอยู่

เซ็กซ์ดำรงบทบาทอะไรในความรักบ้าง

อุทิศ: เซ็กซ์นี่มันยุ่งยาก เรื่องมากกว่าความรักอีกนะ เพราะการบอกว่า “ผมรักคุณนะ” แต่ไม่มีการแสดงออกทางด้านร่างกายเลย มันก็จะเกิดคำถามว่ามึงรักเกียจกูเหรอ บอกว่ารักแต่มึงไม่เอากุเลยเนี่ย เพราะงั้นเซ็กซ์เลยเป็นเครื่องมือในการแสดงออกอย่างหนึ่งของความรัก ซึ่งมันก็ฟ้องถึงความห่างเหินหรือหมางเมินได้ด้ด้วย

หลายคนบอกว่ารักคือการสัมผัส การจับมือ การกอด แต่เซ็กซ์มันก็สำคัญเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่กันนานเข้า มันต้องมีการคุยกันเพื่อทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น สัมผัสกันมากขึ้น และบอกกันให้รู้ว่าเรายังสำคัญต่อกันอยู่

คุณบอกรักบ่อยไหม

อุทิศ: บ่อย รู้สึกปุ๊ปบอกเลย สมมุติอย่างเขากำลังนั่งอ่านหนังสือ ในช่วงเวลาสายๆ อากาศดี แดดสวย เขาก็นั่งสบายๆ ของเขาไป พอดีเราหันไปเห็นเขา แล้วมันเกิดความรู้สึกบางอย่างว่าเรารักเวลานี้ รักคุณตอนนี้ เราก็เดินไปบอกเลย จะไม่ปล่อยไว้แล้ว

สมัยเด็กๆ เราจะเก็บเอาไว้ตลอด การที่จะพูดคำรักสักคำมันเป็นเรื่องซีเรียส เป็นเรื่องสำคัญ พูดครั้งเดียวรู้เรื่องจบ อย่ามาพร่ำพรื่อ และไม่ใช่จะบอกกันง่ายๆ ด้วย แต่พอเราโตขึ้นคือรู้สึกเมื่อไรต้องรีบบอก เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร เดินออกไปอาจจะถูกรถชนตายไปก็ได้ แล้วเวลาที่เราจะได้บอกมันก็จะไม่มีอีกแล้ว ฉะนั้นอย่าปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่บอกว่ารัก ไม่บอกว่าคิดถึง โดยคิดว่าเขารู้อยู่แล้ว มันจะมีคำที่เราเคยได้ยินกันใช่ไหมว่า “คุณก็รู้อยู่แล้วว่ารัก” แต่ไม่รู้ล่ะ บอกเถอะ อยากให้บอก แล้วมันดีเสมอแหละ คนที่ได้ยินก็รู้สึกดี คนที่อยากบอกก็รู้สึกดี มันไม่มีอะไรเสียหายเลย

I Wish You Love

ดูเหมือนความตาย ความชรา หรือความสูญเสียจะมีอิทธิพลต่อคุณมากขึ้น

อุทิศ: ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น ชีวิตมันอยู่ด้วยอนาคต มันมองไปที่อนาคตข้างหน้าตลอดเวลา เรากำลังรอมันอยู่ กำลังไต่เต้า หรือกำลังสร้างอะไรบางอย่าง แต่ชีวิตตอนนี้คือการอยู่กับปัจจุบัน แล้วเราเห็นว่ามันเสียไปได้ง่ายมาก นิดเดียวเอง เวลามันจะไป ถ้าเราไม่คว้าเอาไว้เดียวนี้ ไม่ยื้อเอาไว้ ไม่จำเอาไว้ มันก็จะไป มันจะหายไปเลย เพราะฉะนั้นทุกๆ ขณะคือการบอกสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกับคนรัก และคนที่เขาควรได้รับรู้ว่าเรารักเขา

สุดท้ายแล้ว ความรักคืออะไร

อุทิศ: ความรักคือการรักษาหัวใจให้มีรัก เวลาที่คุณถูกบั่นทอนหรือทำลาย ให้เกิดความรู้สึกว่าเสียรักไป หรือทำให้รู้สึกว่ามีความรักน้อยลง จนกลายเป็นคนที่รู้สึกถูกทอดทิ้ง ไม่ได้ถูกเลือกหรือเอาใจใส่ สิ่งที่น่ากลัวก็คือ เราจะสูญเสียหัวใจรักของตัวเองไป แล้วมันจะยากขึ้นทุกวันที่จะทำให้มันกลับมา เพราะฉะนั้นจนกว่าเราจะตาย เราจะต้องรักษาหัวใจแห่งความรักของเราให้มีอยู่ได้ตลอดไป

คนเราควรมีความรักในหัวใจ

อุทิศ: ใช่

เพราะมันทำให้เห็นโลกสวยเหรอ

อุทิศ: ใช่...

แล้วในวันที่คุณเศร้า คุณยังเห็นโลกสวยอยู่ไหม

อุทิศ: ทำไมฟังเพลงแจ๊สเพราะล่ะ เรารู้สึกว่าเพลงแจ๊สมันเป็นอะไรที่มีความสมดุลและลงตัวมาก เพราะมันพูดถึงเรื่องเศร้าๆ แต่เป็นความเศร้าที่รื่นรมย์ สวยงาม

เมื่อเช้าเราเพิ่งเขียนเรื่องสั้นเรื่องนึง แล้วเราก็จบด้วยประโยคเหล่านี้แหละ เราบอกว่าทำไมความเศร้ามันถึงมีความสำคัญต่อชีวิต

หากเพลงแจ๊สมันไปถึงจุดที่ความเศร้างดงามได้ ฟังสิ่งที่มันเศร้าฉิบหาย แต่ทำไมมันน่าพอใจเหลือเกิน เราก็ควรต้องพาชีวิตไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้เหมือนกัน คือโอเค มันเศร้า แต่มันน่าพอใจ เศร้าก็เอาสิ เศร้าไป เราไม่ได้ปฏิเสธอะไร