x

ผมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'เพศคือสเปกตรัม' หมายความว่าเพศนั้นมีความหลากหลายและสามารถแบ่งออกไปได้หลายพันหลายหมื่นเฉดสี ไม่ใช่แค่สอง หรือสาม หรือสี่ อย่างที่เราเข้าใจ ผมเคยได้ยินคำกล่าวนี้และเชื่อเช่นนี้ แต่ไม่เคยได้รู้สึกด้วยตัวเอง จนมีโอกาสมานั่งคุยกับสามสาว เดียริส ดอล์, แอนเน่ เมย์วอง และนาตาเลีย เพลียแคม ผู้เข้ารอบสุดท้ายจาก Drag Race Thailand

การรู้สึกด้วยตัวเองอย่างกระจ่างแจ้งนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันทำให้เราเกิดความเข้าใจที่มากไปกว่าความเชื่อ อันที่จริงผมไม่ใช่คนสันทัด เรื่องราวของ Drag หรือ LGBT มากนัก จนกระทั่ง ได้มีโอกาสดูรายการ Drag Race Thailand ซึ่งเป็นรายการที่มีต้นฉบับมาจาก RuPaul’s Drag Race รายการของ ‘คุณแม่’ ของสาวๆ Drag ทั่วโลก

ระหว่างนั่งดู Drag Race Thailand ผมได้เห็นความสามารถของผู้เข้าแข่งขัน เห็นความเป็นดีไซเนอร์ เห็นความเป็นแฟชั่นนิสต้า เห็นความเป็นช่างตัดเย็บผ้า เห็นความเป็นนักแสดง และที่สำคัญเห็นความเป็นนักสู้ของเธอทุกคน

ความสามารถที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรสำหรับรายการแข่งขันทางโทรทัศน์รายการหนึ่ง แต่สิ่งที่พิเศษก็คือรายการนี้เป็นรายการ Drag รายการแรกของประเทศไทย และรวมไปถึงของเอเชียด้วย 

ความพิเศษนี้ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในแง่หนึ่งก็ทำให้ผมได้มาขบคิดต่อว่า ทำไมพื้นที่สำหรับการแสดงออก แสดงความสามารถของพวกเธอนั้น ช่างคับแคบเหลือเกินเมื่อเทียบกับความสามารถอันหลากหลายที่มี มันคงจะเป็นเรื่องดีกว่านี้ไหม ถ้าหากโลกเราสามารถที่จะจัดสรรพื้นที่ จัดสรรสื่อ ให้กับความหลากหลายได้อย่างทัดเทียม

เพราะหากลองนั่งคิดดู สเปกตรัมของเฉดสีอันหลากหลายนั่นแหละ ที่ทำให้รุ้งกินน้ำสวยงาม

 

The Art of Being Queen

Drag คืออะไร ?

นาตาเลีย: Drag คือ ศิลปะค่ะ คือการที่เราจะทำอะไรก็ได้ บนความคิดสร้างสรรค์ บนความที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว บนสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ให้เกิดเป็นตัวตนใหม่ หรือถ้าพูดให้สวยหรูหน่อยก็เป็นตัวตนที่คู่ขนานความจริงค่ะ

แอนเน่: สำหรับแอนเน่ Drag คือความคิดสร้างสรรค์ อยากจะทำอะไรก็ได้ มันไม่มีขอบเขต มันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ที่เราอยากจะถ่ายทอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นการแสดง หรือการแต่งตัว สังเกตง่ายๆ เลยคืออย่าง เลดี้ กาก้า เขาก็เป็น Drag แบบหนึ่ง

แสดงว่า Drag ไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็น LGBT ?

แอนเน่: ไม่จำเป็นเลยค่ะ 

นาตาเลีย: ทุกคนสามารถเป็น Drag ได้ มันเป็นแค่หนึ่งแขนงของความคิดสร้างสรรค์ เพียงแต่ว่าในประเทศไทย หลายคนยังไม่เข้าใจ เขาเหมารวมว่า Drag จะต้องเป็น LGBT ซึ่งไม่ตรงตามความจริงนัก

เดียริส: อย่างพวกเราถ้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงก็จะกลายเป็น Drag Queen แต่ถ้าเป็นผู้หญิงมาแต่งเป็นผู้ชายเขาก็จะเรียกว่า Drag King ซึ่งเขาก็จะเป็นนางโชว์คล้ายๆ กับพวกเรานี่แหละ

Drag เข้ามาในไทยนานหรือยัง ?

นาตาเลีย: เราคิดว่าในเมืองไทย Drag มันมีมานานมากแล้ว อย่างละครนอก ที่ใช้นักแสดงชายมาแสดงทั้งหมด โดยผู้ชายเหล่านั้นก็จะต้องแต่งตัวเป็นตัวละครหญิงด้วย เพียงแค่ในสมัยนั้นมันไม่มีการระบุศัพท์ Drag ขึ้นมา มันก็เลยไม่ได้เป็นที่พูดถึง แต่เราคิดว่ามันก็เป็นประเภทที่คล้ายกันกับ Drag

นอกจากนี้ในความเห็นส่วนตัว เราว่าคนไทยไม่เข้าใจวัฒนธรรม Drag จากความเชื่อและวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้น โดยเฉพาะภาพที่มีต่อ LGBT เช่น สมัยก่อนกะเทยเป็นเพศที่ถูกเรียกว่าบัณเฑาะก์และถูกกดขี่ พอมาถึงปัจจุบันมันก็มีคำว่าสายเหลือง หรืออย่างกะเทยที่เข้าไปอยู่ในวงการบันเทิงก็มักจะได้รับบทบาทของตลก ซึ่งเราคิดว่าที่คนไทยไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็เพราะคนไทยไม่ชอบเสพศิลปะ

เริ่มแต่ง Drag กันตั้งแต่เมื่อไร ?

เดียริส: ต้องบอกก่อนว่าเดียริสเริ่มจากการเป็นนักร้องชายที่ทำ Copy Show มาก่อน พออยู่มาวันหนึ่งนักร้องที่แต่งเป็น มัม ลาโคนิคส์ เขาไม่อยู่ เราต้องขึ้นร้องแทนมันจึงเป็นครั้งแรกที่ต้องแต่งเป็นหญิง เราก็เริ่มแต่งหญิงมาเรื่อยๆ แต่สุดท้ายเราก็รู้สึกว่าเราถูกตีกรอบจากภาพของศิลปินที่เราเลียนแบบอยู่ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกอึดอัด เราอยากทำอะไรที่เป็นตัวเองมากขึ้น จึงเริ่มแต่งให้มากขึ้น ทำสีผม แต่งหน้าเยอะๆ จนมีวันหนึ่งมีคนมาบอกเราว่านี่แหละคือ Drag เราก็เลยเริ่มศึกษา Drag ตั้งแต่วันนั้นและหลงรักมันมาจนถึงวันนี้

ตอนที่แต่งแรกๆ คนรอบข้างมีความเห็นอย่างไรบ้าง ?

เดียริส: คุณพ่อก็ตกใจ เพราะเขาได้ยินเราซ้อมร้องเพลงผู้ชายมาตลอด แต่อยู่ดีๆ เราก็เปลี่ยนเป็นคีย์ผู้หญิง จนกระทั่งไปออกรายการหนึ่งที่เราแต่งหญิงไปโชว์ เขาก็ตกใจ แต่รับได้ 

มันก็ยังติดปัญหาอยู่ที่คนไทยหลายคนยังไม่เข้าใจในศิลปะของ Drag พอเราเป็นนักร้องแล้วแต่งตัวแบบนี้ เขาก็จะตกใจ คือ Drag นั้นมีหลายเลเวล สรุปง่ายๆ คือแต่งเพื่อสวยงามกับแต่งให้มันแฟนซีไปเลย เราก็เลยพยายามที่จะเลี่ยงไปทางบิวตี้มากกว่า

แอนเน่: เราเริ่มแต่งตั้งแต่ 16 ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Drag เลย รู้จักแต่คาบาเร่ต์โชว์ ซึ่งคาบาเร่ต์โชว์ที่เรารู้จักตอนนั้นคือพวกที่ทำศัลยกรรมเป็นผู้หญิงแล้ว แต่อย่างรุ่นของแอนเน่ก็จะเป็นรุ่นที่เป็นผู้ชายมาแต่งหญิง ในยุคนั้นเขายังไม่ได้เรียกเราว่า Drag นะแต่เขาเรียกว่าพวกแก๊งหัวโปก

แต่ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ ป.6 แอนเน่เป็นนักกีฬาลีลาศมาตลอด ได้เป็นตัวแทนจังหวัด ตัวแทนเยาวชน แข่งนู่นนี่จนถึงจุดหนึ่งเรากลับรู้สึกนอยด์ ก็เลยเลิกเต้นไป หลังจากนั้นเราก็ได้มาทำงานทางสายแดนเซอร์ จนมีอยู่วันหนึ่งโคโรกราฟเดินมาบอกว่าเราตัวเล็กไป ให้ลองไปแต่งผู้หญิงเต้นเผื่อจะเข้ากับเซตมากกว่า เราก็ลองแต่งแล้วทำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ เรียกได้ว่ายิงยาวมาเลย ซึ่งระหว่างที่เราทำงานพวกนี้เราก็เรียนไปด้วยตลอดเวลา

จริงๆ ที่เราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็เพราะเราต้องการที่จะไฟต์กับครอบครัว ต้องย้อนไปว่าครอบครัวของแอนเน่เป็นข้าราชการหมดเลย คุณพ่อก็วางแผนไว้ว่าอยากให้เราเป็นนักบินแบบเขา แต่เราก็เลือกที่จะทำในทางของเรา ยอมที่จะแหกกฎทุกอย่าง ยอมมีปัญหากับที่บ้าน และออกมาดิ้นรนด้วยตัวเอง จนเขายอมรับในสิ่งที่เราทำ

พอเรียนจบมาเราก็เห็นว่าเรามีเวลาว่างตอนกลางวันอยู่ ก็เลยเลือกมารับราชการอย่างที่เขาอยากให้เราทำ ตอนนี้ก็แฮปปี้ครอบครัวก็แฮปปี้ แต่กว่าจะผ่านมรสุมมาได้นี่ก็ โอ้โฮ

นาตาเลีย: เราเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ครั้งแรกที่เคยแต่งเป็นผู้หญิงคือตั้งแต่อยู่ ป.1 เนื่องจากถูกคุณครูจับให้แต่ง จากนั้นเราก็ได้ไปประกวดแฟนต้ายุวทูต ประกวดแบรนด์แอมบาสเดอร์ของแป้งเด็กแคร์ ได้รางวัลบ้างไม่ได้รางวัลบ้าง ต่อมาสมัยเรียน ปวช. เราได้ไปอยู่ในทีมเชียร์ลีดดิ้ง ได้ทำงานการแสดงต่างๆ และก็ได้จับพลัดจับผลูมาออดิชั่นเป็นนางโชว์ แต่บาร์ที่เราไป เขาจำกัดมาว่าจะต้องเป็น Drag Queen เท่านั้น ในตอนนั้นเราก็ไม่ได้รู้จักว่ามันคืออะไร แต่พอคนที่เขาคุมงานมาสอนมาแนะนำ เราก็ได้รู้ว่ามันคือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราเคยดูจากนิตยสาร จากคลิปวิดีโอของมาดอนน่า, เกร็ก โจนส์ และอมาดาเลีย ซึ่งคนพวกนี้เขามีความเป็น Drag Queen มาก เราจึงเป็นนางโชว์ที่แต่งตัวเยอะกว่าที่อื่น

เราแต่งมาเรื่อยๆ จนได้มีโอกาสไปประกวด Miss ACDC ปี 2006 ปีนั้นเป็นปีแรกที่เราได้ใช้ชื่อ นาตาเลีย เพลียแคม ซึ่งประกวดปีแรกก็ได้มงกุฎเลย พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท ที่ถูกมอบให้การกุศลทั้งหมด คือการประกวดนี้มันเป็นการล้อเลียนการประกวด Miss Universe เราก็เลยเลือกเป็น Miss USA เพราะเราเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์มา 

ส่วนถ้าถามว่าที่บ้านว่าไหม เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ลึกๆ ก็คงจะไม่อยากให้เรามาทางนี้ เพราะเราเป็นลูกคนโตที่อยู่ในครอบครัวคนจีน มีกิจการขายโลงศพมา 5 รุ่นแล้ว แถมเราก็อยู่ในย่านเยาวราชด้วย ซึ่งในย่านนี้คนที่เป็นเกย์ก็จะต้องแอ๊บครับ แต่เราโชคดีที่บ้านเป็นคนสมัยใหม่ เขาก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เราเลยพยายามพิสูจน์ตัวเองโดยการหาทุนเรียนฟรีตั้งแต่ ปวช. ไปจนถึงปริญญาโท และทำงานหาเงินใช้เองตั้งแต่อายุ 18

การเป็น LGBT ดูเหมือนว่าจะต้องพิสูจน์อะไรจากคนรอบข้างหรือเปล่า ?

ทั้งสามคน: ไม่นะ

นาตาเลีย: เรารู้สึกว่านี่เป็นความอยากของเราเอง เรารู้สึกว่าอยากจะไฟต์ คือในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่สามารถจะเปลี่ยนเพื่อคนส่วนน้อยได้ เราก็เปลี่ยนเพื่อคนส่วนใหญ่แทน

การเป็น Drag คือการสร้างตัวตนอีกคนหนึ่งขึ้นมา ตัวตนของคุณมาจากอะไรบ้าง ?

เดียริส: อย่าง Drag บางคนเขาก็จะมี Drag Mother หรือ ‘ขุ่นแม่’ ของเขา แต่สำหรับเดียริส เราไม่มี เราอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา อย่าง Drag บางคนคาแร็กเตอร์ทั้งสองร่างของเขาจะต่างกันเลย บางคนนิ่งมากในร่างปกติ แต่พอแต่ง Drag เขาก็จะเป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งของเดียริสทั้งสองร่างจะมีอุปนิสัยคล้ายๆ กัน แต่พอเป็น เดียริส ดอล์ เรารู้สึกว่ามันทำอะไรได้มากกว่าเดียริสในลุคบอยๆ

แอนเน่: ของแอนเน่นี่มาแบบตรงตัวเลย คือชื่อเล่นจริงๆ ของหนูคือปีใหม่ ซึ่งแอนเน่ในภาษาละตินกับฝรั่งเศสมันมีความหมายว่าปีใหม่ ก็เลยเลือกชื่อนี้มาใช้ ส่วน เมย์วอง มาจากนางแบบชาวเอเชียคนแรกที่ดังระดับโลก และเราชอบเขา เพราะฉะนั้น แอนเน่ เมย์วอง ก็จะต้องเป็น Drag Race Thailand คนแรกของเอเชียที่ดังระดับโลกค่ะ

เดียริส: บลัฟ!

นาตาเลีย: ก็ถึงแม้ว่าชื่อของน้องๆ เขาจะเกิดมาทีหลังนาตาเลียก็ไม่เป็นไรนะคะ นาตาเลียเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อตอนแข่ง Miss ACDC ปี 2006 เพราะในปีนั้นนาตาลี เกลโบวา ได้อำลาตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สพอดี เราก็เลยคิดว่างั้นใช้ชื่อนี้ดีกว่า ทีนี้นามสกุลเพลียแคมนี้เกิดจากตอนที่เราได้ยินวิทยุในรถแท็กซี่เล่นสปอตโฆษณา ‘ยาบรรเทาปวด เพียแคม’ ก็เลยเอามาตั้งนี่แหละ จนตอนหลังมันก็เพี้ยนจากเพียเป็นเพลียแทน ซึ่งเราตั้งคาแร็กเตอร์ของนาตาเลียไว้ว่าจะต้องเป็นลูกครึ่งไทยจีนและที่บ้านขายโลงศพ

ในการเป็น Drag เคยมีช่วงที่ไฟมอดกันบ้างไหม ?

แอนเน่: ไฟดับเลยค่ะ

เดียริส: เราเคยมีช่วงไฟมอดนะ มันเป็นช่วงที่เราทำก๊อปปี้โชว์ แล้วเรารู้สึกเบื่อการแต่งหน้าที่อยู่ในกรอบ เราเลยหยุดตัวเองไปเลยหนึ่งปีเต็ม ช่วงที่หยุดเราก็ได้มานั่งคิดทบทวนดู ก็ได้ข้อสรุปว่าลองกลับไปอีกสักรอบดูแล้วกัน เพราะเราก็ยังรักการแต่งอยู่ เราก็ลองเป็นตัวเองมากขึ้น แต่งแบบที่เราอยากแต่ง ทีนี้มันก็เลยเป็นอย่างนี้มาจนถึงทุกวันนี้ 

แอนเน่: ของแอนเน่ก็จะเป็นลักษณะใกล้เคียงกัน ไฟเรามอดเพราะเราทำงานโชว์ทุกวัน ต้องแต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้อยู่ทุกวัน แล้วเรารู้สึกว่ามันตัน เราเบื่อแล้ว จนพอเราได้กลับมาแข่งลีลาศอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้โปรแกรมการแข่งมันอนุญาตให้เราได้แต่ง ได้เต้นในไลน์ของผู้หญิง เราก็เลยรู้สึกว่ามันตอบโจทย์เรา เราสนุกกับมันอีกครั้ง นี่ล่าสุดก็เพิ่งได้รางวัลกลับมา

นาตาเลีย: บลัฟอีกแล้ว นี่ก็เคยเป็นแชมป์นะ! คนอื่นอาจจะเป็นกัน แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองไฟมอด เมื่อไรที่เรามีโอกาสได้แต่ง แม้จะมีเพียงเวลาน้อยนิด เราก็จะทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย

คอมมูนิตี้ของนางโชว์ หรือ Drag มีที่ไหนบ้าง อย่างอัลคาซ่าร์นี่นับด้วยไหม ?

แอนเน่: นับ แต่อันนั้นคือโชว์เกิร์ลนะ มันถือว่าเป็นคาบาเร่ต์ค่ะ

นาตาเลีย: นางโชว์ที่นั่นจะเป็นกลุ่ม Transgender หรือสาวประเภทสอง แต่ถ้าที่ๆ ผู้ชายต้องมาเมกอัพเป็นผู้หญิง เรามักจะเห็นได้ชัดในกรุงเทพฯ มากกว่า อย่างที่พัทยามันจะไปทางเลดี้บอย 

แอนเน่: จริงๆ พัทยามี Drag นะ แต่มันจะอยู่แค่ในบาร์เล็กๆ หรือบาร์โชว์ผู้ชาย

นาตาเลีย: ในกรุงเทพฯ เราเคยโชว์ที่ DJ Station มาเหมือนกัน แล้วก็มี Maggie Choo’s กับ The Stranger Bar หลักๆ ก็จะมีประมาณนี้

ถ้าย้อนกลับไปสัก 10 20 ปี ตอนนั้นสังคมของ Drag เขาอยู่ที่ไหนกันบ้าง ?

แอนเน่: แต่ก่อนจะเป็น Rome Club ที่สีลมซอย 4 คืออันนี้หนูก็ฟังเขามาอีกทีนะ เขาบอกว่ามันคือตำนาน Drag แห่งแรกของเมืองไทย แม้กระทั่งดาราเมืองนอกมาเขาก็จะมาที่นี่ สมัยก่อนพวกดาราเก่าๆ ก็จะเที่ยวกันที่ Rome เท่านั้น 

นาตาเลีย: นอกจากนี้ก็จะมีพวก Harry, Freeman แล้วค่อยมาที่ DJ Station แต่ถ้าออกไปนอกเมือง แถว อตก. มันจะมีผับแบบนี้เยอะมาก เราเป็น Drag รุ่นแรกๆ ของแถวนี้ เคยโชว์ที่ร้านชื่อโม๊คบาร์ ซึ่งเป็นจุดรวมของคนที่ไม่อยากเข้าไปเที่ยวถึงในเมือง เขาก็จะมาเที่ยวตรงนี้ 

แต่นอกเหนือจากผับและโชว์ที่แสดงกัน เราคิดว่าความเป็น Drag มันถูกแฝงอยู่ในกลุ่ม LGBT ที่ทำงานศิลปะอยู่แล้ว เช่น ดีไซเนอร์ กราฟิกดีไซเนอร์ สไตลิสต์ หรือช่างแต่งหน้า คือทุกคนล้วนมีความเป็น Drag หมด เพียงแต่มันยังไม่ได้มีสถานที่ที่เปิดกว้างให้เขาได้นำเสนอตัวเองออกมา 

แต่ในยุคนี้ที่มีโซเชียล มีสื่อออนไลน์ มันทำให้การเผยแพร่ง่ายขึ้น บางคนเป็น Drag โดยที่ไม่ต้องเป็นนางโชว์ก็ได้ Drag อยู่แค่ในโลกโซเชียลก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ไจ๋ ซีร่า ที่ได้รับเชิญมาเป็นกรรมการในรายการ เขาเคยโชว์ แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้โชว์แล้ว หรือแม่บ้านมีหนวด ที่เป็น Drag อีกแขนงหนึ่งที่มุ่งเน้นการทำเสื้อผ้า และเน้นคาแร็กเตอร์ หรืออย่าง มาดามมด เขาก็เป็น Drag แบบหนึ่ง มันคือรูปแบบใหม่ๆ ของ Drag ซึ่งของเหล่านี้มันก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย 

 

Drag Race Thailand

ตอนได้ยินว่าจะมี Drag Race Thailand รู้สึกอย่างไรกันบ้าง ?

เดียริส: ตอนได้ยิน เราตกใจ มือสั่น น้ำตาคลอ นี่ไม่ได้เวอร์นะ คือเราชอบรายการนี้อยู่แล้วด้วย เราก็เลยลองมาออดิชั่น ปกติแล้วเดียริสเป็นนักล่ารายการเกมโชว์เลยก็ว่าได้ คือออกมาไม่ต่ำกว่า 50 รายการแล้ว แต่กับรายการนี้เรารู้สึกว่ามันตรงจุดที่สุดสำหรับเรา และพอรู้ว่าตัวเองได้เป็นหนึ่งในสิบของผู้เข้าแข่งขันนะ เรากรี๊ดลั่นบ้านเลย และพอรายการได้ออกอากาศออกไป ผลตอบรับที่กลับมามันไปไกลมากกว่าคนไทยหรือเอเชีย มันเดินทางไปทั่วโลกผ่านทางไอจีและเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาใต้ อังกฤษ หรืออเมริกา เขาก็เข้ามาชื่นชอบ ชื่นชมเรา ซึ่งมันเกินกว่าที่เราคาดคิดไว้

นาตาเลีย: ตอนนั้นเราได้ยินความเป็น RuPaul’s Drag Race มานานแล้ว พอรายการนี้เข้ามาในไทย เราก็คิดว่ามันน่าลอง ซึ่งนอกจากจะเป็นรุ่นแรกของไทยแล้ว ยังเป็นรุ่นแรกของเอเชียด้วย

แอนเน่: คือหลายๆ คนในวงการตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นครั้งแรกของเอเชีย และคนในสายกะเทยเขาก็ติดตามรายการรูพอลกันเยอะมาก แต่เอาจริงนะ ตอนแรกที่รายการติดต่อแอนเน่มา เรากลับปฏิเสธเขาไป เพราะเราไม่เคยดู แต่เขาก็พยายามส่งวิดีโอตัวอย่างมา เราก็เลยลองไปนั่งดูและรู้สึกว่ามันสนุก เลยตัดสินใจส่งคลิปไปออดิชั่น 

แล้วพอได้เข้ามาในรายการ มันเป็นอย่างที่คิดไว้ไหม ?

แอนเน่: ยากกว่าที่คิดไว้เยอะมาก 

เดียริส: ตอนเราดูรายการเมืองนอก เราก็จะรู้สึกว่าทำไมหล่อนทำไม่ได้อ่ะ สมแล้วที่หล่อนตกรอบ แต่พอเราได้มาเอง อย่าใช้คำว่ายาก ต้องใช้คำว่ากระอักเลือด มันเหมือนเราโดนบีบให้ทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ตกรอบ ซึ่งเราจะไปยอมแพ้ได้ยังไง ถ้าเขาบีบ ฉันก็จะดิ้นเอาตัวรอดให้ได้

แอนเน่: ตอนแรกเราพูดกับตัวเองไว้เลยว่า ถ้าจะตกรอบ ตกตั้งแต่อีพีแรกนะ ถ้าอยู่เกิน 3 อีพีไปแล้ว กูต้องชนะ คือคิดอย่างนี้เลย ถ้าตกในรอบแรกๆ เรายังไม่เจ๊งมาก แต่ถ้าเลย 3 อีพีแล้วกูต้องชนะเท่านั้น เพราะกูเสียเงินไปเยอะแล้ว ถ่ายรายการทีนึงเราต้องหยุดงานเป็นอาทิตย์ อย่างถ่ายสองวันเสร็จหนูต้องนอนตายอย่างน้อยอีกสองวัน 

เดียริส: ตอนแรกที่เราเจอหน้าผู้เข้าแข่งขันทุกคน เราก็คิดในใจนะว่า เขาก็คงมาแข่งเหมือนรายการอื่นๆ แหละ แต่ไม่ได้คิดว่าทุกคนจะจริงจังกันขนาดนี้ จริงจังขนาดที่ว่าไม่ยอมกันเลย ลงทุนลงแรงกันเต็มที่

แอนเน่: เอาจริงๆ ถามว่าคุ้มมั้ย มันก็อาจจะไม่คุ้มนะ แต่ยังไงก็ต้องทุ่มให้สุด เพราะมันตอบสนองความรู้สึกภายในเราจริงๆ ไม่ว่าอย่างไร ถ้าออกไปเราต้องไม่อายใคร สังเกตได้จากลิปซิงค์ของเดียริสในอีพี 3 นะคะที่เธอสู้จนตาย 

เดียริส: ใช่ คือเข่าแตกเลือดไหลเลย จะขายขี้หน้าก็ช่างมัน แต่เราต้องอยู่ต่อ เพราะทุกคนที่ยังอยู่เขาเก่งมาก และฉันจะต้องไปฝ่าฟันกับพวกเขา ฉันจะไม่กลับบ้านเด็ดขาด 

นาตาเลีย: โดยส่วนตัวแล้ว เราหมดเงินเยอะมากกับรายการนี้ แต่มันเป็นการหมดเงินบนความท้าทาย เหมือนเราไม่ได้เป็นแค่ผู้แข่งขัน เราต้องเป็นทั้งโคโรกราฟ ทั้งโปรดิวเซอร์ ต้องดีไซน์เสื้อผ้าและดีไซน์โชว์ เพื่อที่จะเอาไปสู้กับเขา 

หลายคนอาจจะบอกว่ามาทำไมวะ เปลืองตังค์ แต่เราคิดว่ามันจะมีสักกี่รายการที่จะให้อิสระกับ Drag Queen มาทำในสิ่งที่อยากทำแบบนี้ได้

นอกจากนี้มันยังมีความมหัศจรรย์หลายอย่างที่เกิดขึ้นจากรายการ เช่น เราได้ตอกย้ำความมั่นใจว่าครอบครัวไม่ได้รังเกียจรังงอนกับความเป็น Drag ของเรา วินาทีนี้กลายเป็นว่า อาโกว อาม่า ปะป๊า เขาก็มาถามเราว่าเป็นยังไงบ้าง หรือพอมีนิตยสารไปตามถ่ายสัมภาษณ์ ป๊าเขาก็มานั่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันคุ้มค่าสำหรับการลงทุนที่เราทำในรายการมาก

ต้องใช้ทักษะอะไรบ้างกับการแข่งขันในรายการนี้ ?

แอนเน่: จริงๆ แล้วมันคือทักษะการเอาตัวรอดเนอะ

นาตาเลีย: เอาตัวรอดเหมือนตอนไปเขาชนไก่อ่ะค่ะ อย่างน้อยที่สุดเลย ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต้องมีการสไตลิ่งด้วยตัวเอง ต้องมีการวางคอนเซ็ปต์ด้วยตัวเอง

แอนเน่: มันเหมือนคนที่กำลังจะตายแล้วก็ต้องดิ้นให้ตัวเองรอด ต่อให้ถลอกปอกเปิกแค่ไหนเราก็ต้องทำ อย่างชาเลนจ์แรกที่เราได้โจทย์ให้เอาเสื่อมาทำชุด คือเรารับบรีฟตอน 4 ทุ่ม ยังไม่รวมสัมภาษณ์ที่เสร็จก็ประมาณเที่ยงคืน วันต่อมากองนัด 8 โมงเช้า บ้านแอนเน่อยู่ดอนเมืองต้องตื่นตี 5 เพราะฉะนั้นเวลาทำชุดของเราคือตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตี 5 

นาตาเลีย: เราใช้เวลาถ่ายประมาณสองวัน เพื่อตัดออกมา 45 นาที 

เดียริส: กะเทยถึงได้ดูเหมือนตายอย่างนี้ไงคะ

มีช่วงเวลาที่รู้สึกว่ายาก เหมือนจะผ่านมันไปไม่ได้บ้างไหม ?

เดียริส: สิ่งที่กดดันเดียริสมากๆ คือการทำสไตลิ่งและการทำเสื้อผ้า เพราะมันเป็นจุดอ่อนของเรา เพราะฉะนั้นถ้าเจอโจทย์ไหนที่ต้องมีการทำเสื้อผ้าเดี๋ยวนั้น เราก็จะคิดไม่ทัน บางครั้งก็ร้องไห้ในรายการเลย เพราะเราไปต่อไม่เป็น แต่ถ้าเป็นอะไรที่เราถนัดอย่างการแสดงหรือการพูด เดียริสไม่เป็นห่วงเลย 

นอกจากนี้การที่เราผู้เข้าแข่งขันอยู่กันไปนานๆ มันก็เหมือนกลายเป็นครอบครัวนะ สิ่งที่ยากก็คือการต้องมาสู้กับคนในครอบครัวเดียวกันนี่แหละ

แอนเน่: สำหรับแอนเน่คือความไม่เป๊ะ ถ้าเราเจออะไรที่ควบคุมไม่ได้เราจะนอยด์เลยทันที อย่างล่าสุดคือตอนซ้อมรันเวย์เราทำชุดขาด พอลงจากเวทีเราต้องรีบเย็บให้ทันภายใน 10 นาที เพราะจะต้องรีบไปสแตนด์บาย เราก็ต้องเย็บชุดที่ขาดทั้งแถบให้เสร็จ ซึ่งพอมันไม่เป๊ะตามที่เราวางไว้เราก็จะรู้สึกเสียความมั่นใจ

นาตาเลีย: สิ่งที่บีบใจเรามากคือวินาทีที่เรารู้ว่าเราจะได้ไปต่อหรือไม่ ซึ่งมันเหนื่อยเสียยิ่งกว่าการทำงานทั้งหมด คือเราเป็นคนที่ทำอะไรทำสุดตามต้นทุนที่เรามี ซึ่งเราไม่เคยเสียใจเลยว่าสิ่งที่เราทำสุดแล้วมันจะได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นวินาทีที่เราถูกเลือกให้ไปต่อหรือต้องหยุด มันทำให้เรารู้สึกโหวงเหวง และทุกครั้งที่เขาประกาศว่าเราได้ไปต่อสีหน้าของนาตาเลียจะมีคำว่า “เฮ้อจบไปอีกหนึ่งอีพี” รอสู้กันต่อในอีพีใหม่ 

 

A Normal Life

นอกเหนือจาก Drag แต่ละคนทำงานอะไรกันบ้าง ?

แอนเน่: ปัจจุบันเราเป็นพนักงานราชการ ส่วนตอนกลางคืนเราก็เป็นนางโชว์อยู่ที่ DJ Station 

นาตาเลีย: ขายโลงศพค่ะ และก็มีสุสานด้วย ช่วงนี้ก็เป็นช่วงการเตรียมตัวที่จะสืบทอดกิจการครอบครัว ซึ่งตั้งแต่มาแข่ง Drag นี่ยังไม่เคยได้เข้าประชุมบริษัทเลย นอกจากงานเรื่องธุรกิจแล้วเราก็เป็นจิตอาสาสอนเชียร์ลีดดิ้งคนหูหนวกมาเกือบๆ 10 ปีแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็คือตระเวนหาของกินค่ะ

เดียริส: ตอนนี้ช่วยครอบครัวเลี้ยงกุ้ง แต่ก็จะมีบางครั้งที่เพื่อนๆ ที่ร้องเพลงด้วยกันมาตามตัวไปงาน ซึ่งถ้าเราไปได้ก็จะไป เพราะถือว่าเป็นการผ่อนคลายจากบ่อกุ้ง เพราะมันเป็นงานที่ต้องอยู่บ้านตลอด การมาอัดรายการนี้มันก็ทำให้เราได้ออกจากบ้าน ได้มาเจอเพื่อนใหม่ๆ

ได้ยินว่าคุณขับรถมาจากนครปฐม ?

เดียริส: ใช่ค่ะ ปกติเดียริสถึงจะง่วงนอนขนาดไหนก็ไม่เคยขับรถหลับใน แต่รายการนี้ทำเดียริสหลับใน
ถึง 3 ครั้ง เพราะมันเหนื่อยและเพลียมาก เวลานัดถ่ายเช้าเราก็ต้องมาถึงก่อน เพราะถ้าออกช้ารถจะติดมาก เราก็มานอนที่สตูดิโอเอา 

ทุกคนมีงานประจำของตัวเอง และก็มีส่วนของ Drag ด้วย แล้วความฝันสูงสุดของพวกคุณคืออะไร ?

เดียริส: เดียริสอยากเป็นลูกทุ่ง Drag Queen คนแรกของเมืองไทย เรามาสายนักร้องลูกทุ่งอยู่แล้ว ก็คงจะเดินหน้าต่อไป อยากจะมีวงลูกทุ่งของตัวเอง แต่ไม่ใช่แบบ ก๊อท จักรพันธ์ นะ อยากเป็นเหมือนน้องจ๊ะ คันหู ที่เป็นวงลูกทุ่งแบบเอ็นเตอร์เทนไปออกงานต่างๆ 

แอนเน่: ความฝันสูงสุดตอนนี้คงจะเป็นแชมป์ Drag Race Thailand เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นบันได
ก้าวแรกที่จะทำให้เราโกอินเตอร์ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องในอนาคต เราก็อาจจะมีร้านของตัวเองที่มีโชว์ Drag เรื่องนี้เราเคยคิดตั้งแต่สมัยเริ่มเป็นนางโชว์แล้วเพราะเราชอบ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีร้านของแอนเน่ที่มี Drag Show ก็เป็นได้ค่ะ

นาตาเลีย: นอกจากธุรกิจที่ต้องดูแลต่อแล้ว ถ้าเอาจริงๆ ตอนนี้เราอยากเป็นนักการเมือง เหตุผลก็เพราะว่าถ้าเราเป็นนักการเมืองในช่วงที่สังคมเปิดกว้าง มีสื่อที่กว้างขวาง มันคงจะได้เห็นมุมมองอะไรหลายๆ อย่าง และมันจะเจ๋งมากถ้าเรามีกองทัพ Drag Queen ที่มีความสามารถมาช่วยกันสร้างสรรค์สังคม

นิตยสารเล่มนี้ออกวันที่ 5 เมษายน ซึ่งตรงกับรอบชิงชนะเลิศ คุณมีอะไรอยากบอกซึ่งกันและกันก่อนไหม ?

เดียริส: การผ่านมาถึงรอบ 3 คนสุดท้ายนี่มันเข็ญสุดๆ แล้ว ผ่านทุกชาเลนจ์มาด้วยกัน ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการร้องไห้ หรืออุปสรรคต่างๆ ในรายการมาด้วยกัน เราอยากจะบอกกับอีกสองคนว่าพวกคุณสุดยอดมาก ทั้ง 3 คนนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าทั้ง 3 คนนี้ ใครจะโดดเด่นและถูกใจกรรมการที่มาตัดสินเราในวันนั้นมากที่สุด

แอนเน่: สำหรับแอนเน่ พวกเราก็เหมือนกับอาหาร 3 อย่างที่รอเสิร์ฟ อยู่ที่ว่าเราเสิร์ฟอะไรไปแล้วกรรมการจะชอบรสชาติแบบไหน เพราะเราทั้ง 3 คนไม่เหมือนกันเลย คนละแบบ คนละสไตล์ มันอยู่ที่ว่าเขาจะเลือกชอบแบบไหนมากกว่า เราเชื่อว่า
ทุกคนทำเต็มที่กันที่สุดแล้ว 

นาตาเลีย: มันก็เป็นการแข่งขันเนอะ และทุกการแข่งขันต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะ สิ่งที่อยากจะบอกกับน้องๆ ก็คือเวลาที่เราทำการแข่งขัน ให้ตัดความเป็นพี่น้องออกไปก่อน ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ เมื่อจบการแข่งขันแล้วก็กลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม แต่หากเมื่อไรที่มีปัญหาระหว่างการเตรียมการแสดงหรือเมื่อไรที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น แล้วต้องการกำลังใจหรือความช่วยเหลือ ขอให้กลับย้อนไปในวันที่เราเจอกันครั้งแรก