ก่อนหน้านี้ราวเดือนก่อน เราเชิญ 2 นักเขียนหนุ่มสาวมาพูดคุยถึงประเด็นการอ่าน-เขียนในโลกปัจจุบัน (A CHANGE IS GONNA COME เลือดใหม่ในธารน้ำหมึก) หนึ่งในสองนักเขียนนั้นคือ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่วันนี้เธอได้รับการประกาศว่า "สิงโตนอกคอก" ของเธอ เป็นหนังสือรางวัลซีไรต์ประจำปี 2560

บรรทัดนี้เราขอแสดงความยินดีกับเธอ และยังอยากย้ำข้อเขียนที่เขียนขึ้นมาในบทความก่อนว่า

"ระหว่างบทสนทนา เราสัมผัสได้ถึงไฟในหัวใจนักเขียนทั้งสอง ไฟที่ยืนอยู่บนฐานของการมองความเป็นนักเขียนตามสภาพความเป็นจริง ไฟที่ขับเคลื่อนตัวอักษร เรื่องเล่าให้ออกมาผ่าเผยบนหน้ากระดาษ ฟืนไฟเช่นนี้ต่างหาก - ในความเห็นของเรา ที่จะลุกโชน ร้อนแรง ยาวนานกว่าเทศกาลการประกวดหนังสือใดๆ"

จิดานันท์ ในวัย 25 กับหนังสือรวมเรื่องสั้นไซไฟ ‘สิงโตนอกคอก’ เธอได้สร้างโลกเสมือนขึ้นมาผ่านตัวหนังสือเพื่อพาผู้อ่านไปสู่สิ่งที่เธอเรียกมันว่า ‘การเที่ยวชมสิ่งมหัศจรรย์’ เรื่องราวในหนังสือแม้ดูเหมือนจะห่างไกลความเป็นจริง ทว่าในทุกๆ รายละเอียดกลับคล้ายคลึงกับโลกที่เราดำรงอยู่เหลือเกิน จิดานันท์ เป็นนักเขียนอาชีพ เขียนหนังสือเต็มเวลา งานเขียนของเธอสามารถแบ่งออกเป็นสองแนวอย่างคร่าว คืองานแนว ‘วรรณกรรม’ และนิยายแนว ‘ชายรักชาย’ ที่บางคนอาจคุ้นเคยชื่อ ‘ร เรือ ในมหาสมุท’ ที่เป็นนามปากกาของเธอในการเขียนนิยายแนวนี้มากกว่า

หนังสือ ‘สิงโตนอกคอก’ มีที่มาที่ไปอย่างไร

จิดานันท์: สิงโตนอกคอกเป็นการรวมเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เขียนตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย เช่น ‘จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว’ ที่ได้รางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยมนายอินทร์อวอร์ด ปี 2558 และ ‘สิงโตนอกคอก’ ที่ชนะเลิศรางวัลเรื่องสั้นพระยาอนุมานราชธน ปี 2557 จะเห็นว่าเรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาพร้อมๆ กัน มันเป็นการสะสมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือเราเขียนเรื่องสั้นไว้เยอะมาก เราจึงคัดสรรออกมาเป็น 2 คอนเซ็ปต์ ส่วนหนึ่งส่งให้แพรวสำนักพิมพ์เป็นเล่ม 'สิงโตนอกคอก' อีกส่วนหนึ่งส่งให้เม่นวรรณกรรมเป็น ‘วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย’

เราไม่ได้เริ่มต้นการเขียนด้วยความคิดที่ว่าวันนี้เราจะเขียนในธีมไหน หนังสือทั้งสองเล่มที่กล่าวมาเกิดจากการเอาเรื่องสั้นจำนวนมากมาคัดสรร โดยเรื่องที่คัดลงสิงโตนอกคอกจะมีธีมเป็น ‘แฟนตาซี ดิสโทเปีย’ คือมีความแปลกประหลาด มีกลิ่นของไซไฟ และมีความเข้มข้นของเนื้อหา ส่วนอีกเล่มคือวันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย ก็จะเป็นแนวชีวิตร่วมสมัยของคนเมือง

คุณทำงานทั้งฝั่งนิยายชายรักชายและฝั่งที่เป็นวรรณกรรม ‘ซีเรียส’ ด้วย งานทั้งสองอย่างนี้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง

จิดานันท์: เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ 'Steal Like an Artist' ไม่แน่ใจว่าเนื้อความนี้อยู่ในเล่มแรกหรือเล่มที่ 2 เขาบอกว่า “มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำงานหลายๆ แนว เพราะสุดท้ายสิ่งที่เชื่อมโยงงานทุกแนวเข้าด้วยกันก็คือตัวคุณ” สำหรับเราเวลาเราทำงานแนวรางวัลอย่างเล่มนี้เราก็จะไม่ได้เขียนงานออกมาเป็นสัจนิยมหรือเป็นงานซีเรียสเท่ากับรุ่นพี่คนอื่นๆ มันจะเบนองศาออกมานิดนึงขณะเดียวกันเวลาเราเขียนงานชายรักชาย เราก็ไม่ได้จะเขียนแนวรักกุ๊กกิ๊กเท่ากับคนอื่นๆ ซึ่งก็จะเบนองศาออกมาเหมือนกัน เราคิดว่าจุดที่เราเบนออกจากกระแสหลักของทั้งสองฝั่งมันเป็นการเบนออกมาที่ตรงกันพอดี ตรงกับตัวเรา

บางครั้งเวลาเราเขียนงานแนวสิงโตนอกคอก ในช่วงปิดเล่มเราค่อนข้างลงไปลึกในอารมณ์และความคิด เลยจะค่อนข้างเครียด แต่พอปิดเล่มเสร็จเราก็พัก ก่อนจะเขียนอีกเล่มหนึ่งเป็นนิยายรักใสๆ กุ๊กกิ๊ก ซึ่งมันสามารถช่วยดึงจิตใจของเรากลับมาให้เป็นปกติได้

การเป็นนักเขียนอย่างเดียวใน พ.ศ. นี้ สามารถเลี้ยงชีพได้ไหม

จิดานันท์: เราเห็นว่านักเขียนรุ่นเก่าเขาก็ทำงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพไปด้วยนะ เราเข้าใจว่านักเขียนรุ่นเก่าอาจจะเขียนเรื่องสั้นส่งไปช่อการะเกด หรือเวทีต่างๆ สำหรับนักเขียน ขณะเดียวกันเขาก็ดำรงบทบาทในฐานะนักหนังสือพิมพ์ไปด้วย คือถ้าจะให้อยู่รอดจริงๆ ไม่ว่ายุคสมัยไหนเราว่าการเขียนหนังสือ ‘วรรณกรรม’ อย่างเดียวไม่รอด

ในโลกยุคนี้ได้เกิดแพลตฟอร์มใหม่ๆ เยอะขึ้นทั้งเฟซบุ๊ค หรือ Blog ต่างๆ ในไทยเราก็ได้เห็นStorylog, Fictionlog ที่พยายามเปิดพื้นที่สร้างรายได้ให้แก่นักเขียน คุณมองการเกิดสิ่งเหล่านี้อย่างไร

จิดานันท์: มันก็มีส่วนช่วยนักเขียนเหมือนกัน เราเคยเขียนหนังสือขายในออนไลน์ คือไปโรงพิมพ์เองแล้วมาขายในช่องทางออนไลน์ มันก็เป็นพื้นที่ที่มาช่วยนักเขียนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันช่วยได้ทุกคน เช่นคนที่ยังไม่มีฐานแฟนหรือผู้ติดตามงานมาก่อนเลยก็อาจจะต้องใช้เวลา คือถ้าเราตอบว่ามันโอเค มันช่วยเหลือนักเขียนจนอยู่ได้ มันจะดูขายฝันน่ะ มันอาจจะไม่ขนาดนั้น แต่มันก็มีคนที่ทำได้จริงๆ อย่างพวกนิยาย Y (Yaoi) เราก็เห็นรุ่นพี่บางคนที่เขียนเป็นนิยายรักเข้มข้น มีดราม่าต่างๆ เขาก็ขายได้และมียอดซื้อที่ค่อนข้างเยอะ

นักเขียนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในแพลตฟอร์มใหม่ๆ ในโลกที่เป็นออนไลน์ พวกเขามีอุปนิสัย วิธีการเขียน หรือเรื่องเล่าที่แตกต่างออกไปจากนักเขียนยุคออฟไลน์ไหม

จิดานันท์: เราคิดว่าคนที่โตมาในยุคเราๆ คือนักเขียนที่เริ่มต้นจากการเขียน Blog Exteen หรือ Dek-D ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบหนึ่ง เขาจะมีบุคลิกที่แตกต่างจากนักเขียนในยุคก่อนพอสมควร อย่างวิธีการเขียน การเว้นย่อหน้า การเว้นบรรทัด และการตัดฉาก แต่นอกจากเรื่องของแพลตฟอร์ม ก็อาจจะเป็นเรื่องของยุคสมัยที่มันเปลี่ยนไปแล้ว ความต้องการของคนอ่านที่เปลี่ยนไป หรือหนังสือที่คนรุ่นนี้อ่านก็แตกต่างจากคนยุคก่อน ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อการเขียนด้วย

ในส่วนของเนื้อหาเราว่ามันก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างสมมุติคนสมัยก่อนเขียนถึงความเหงา มันก็จะไม่ใช่ความเหงาแบบคนเมืองอย่างปัจจุบัน แต่โดยเนื้อแท้สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือเรื่องที่คนจะชอบหรือดี มันจะสะท้อนความเป็นมนุษย์ส่วนหนึ่งออกมา ซึ่งก็ยังเป็นสิ่งที่คล้ายเดิมอยู่

แล้วมันทำให้คุณค่าของการเขียนเปลี่ยนไปไหม

จิดานันท์: เราว่าวรรณกรรม คุณค่าของมันเท่าเดิมเสมอ สมัยก่อนเรื่องหนักๆ ก็มีคนอ่านน้อย แต่เรื่องแบบผจญภัย ล่าผีสางคนก็อ่านเยอะ เดี๋ยวนี้ก็เหมือนเดิม เรื่องผีในพันทิปก็มีคนอ่านเยอะ เราว่าตัววรรณกรรมมันไม่ได้ลดคุณค่าลง แต่คำถามคือเหมือนกับว่าคนสมัยก่อนมันดูคิดอะไรได้มีสาระกว่าคนรุ่นนี้ สมมุติมีคุณปู่คนหนึ่ง เป็นคนรุ่นที่ผ่านสงครามโลกมาเลย ความทุกข์ของเขาอาจจะเป็นการเห็นเพื่อนตายที่ดันเคิร์ก แต่ทุกข์ของคนอเมริกันวันนี้อาจจะเป็นการที่มีโฮมเลสเยอะมาก ซึ่งเราว่าการจะมามองว่าคนยุคนี้ไร้สาระมันก็ไม่ใช่ มันก็เป็นเรื่องที่หนักในจุดของเรา คือแล้วไงล่ะ เราไม่เคยผ่านสงครามโลกแล้วเราเศร้าไม่ได้เหรอ

เคยได้ยินว่านักเขียนบางคนก็พอใจที่จะเป็นแบบพลุ คือดำรงอยู่เพียงช่วงเวลาเดียวที่เหมาะสมก็พอแล้ว ขณะที่บางคนก็อยากเป็นดวงดาวค้างฟ้าและเชื่อว่า งานเขียนที่ดีคือ Timeless แล้วงานที่ดี ในความเห็นของคุณคืออะไร

จิดานันท์: เกลียดคำถามแบบนี้ มันเป็นคำถามแบบญาณวิทยา ซึ่งเราเกลียดวิชานี้ ความจริงเราค่อนข้างจะเชื่อว่างานที่ดีมันจะ Timeless คือเราไม่ได้คิดว่างานนี้ Timeless เพราะฉะนั้นมันเป็นงานที่ดี แต่เราพบว่างานที่เรารู้สึกว่าดีมันมีคุณสมบัติหนึ่งคือมัน Timeless เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งของงานที่ดี

มันจะมีกรณีแบบนี้ว่า อย่างในตอนเด็กๆ เราชอบงานเล่มหนึ่งมาก แต่พอกลับไปอ่านในตอนนี้ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเราถึงชอบ มันจะอกหักและเราจะไม่รู้สึกถึงเล่มนั้นในฐานะงานที่ดีอีกแล้ว แต่ก็จะมีบางเล่มที่อ่านในตอนเด็กแล้วชอบมาก อ่านในตอนนี้ก็ชอบมาก แต่ไม่ใช่ในแง่มุมเดิมอีกแล้ว คนเรามันเปลี่ยนไปตลอด อย่างหนังสือ ‘เจ้าชายน้อย’ ตอนเด็กเราอ่านแล้ว พบว่ามันสนุก ไร้เดียงสา อ่านแล้วอยากได้แกะ แกะที่อยู่ในกล่อง มันน่ารัก แต่เรารำคาญอีดอกกุหลาบมาก คือไม่เข้าใจความเยอะของมันเลย แต่พอมาอ่านอีกทีตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย กลายเป็นว่าฉันไม่รำคาญดอกกุหลาบแล้วละ ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นดอกกุหลาบ คือมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ยังรู้สึกดีกับหนังสือเหมือนเดิม

ในยุคนี้ที่คนใกล้ชิดกันมากขึ้น คนอ่านสามารถพูดคุยโดยตรงกับนักเขียนได้เลยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย สิ่งนี้มีผลอย่างไรกับตัวนักเขียนบ้างไหม

จิดานันท์: คือมันมีทั้งดีและไม่ดีนะ ในสมัยก่อนสมมุติว่าคุณอ่านหนังสือเล่มนึงแล้วมันดี คุณต้องเขียนจดหมายไปที่นิตยสาร เพื่อจะบอกนักเขียนว่าคุณชอบ ซึ่งมันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและยาก ทำให้คุณอาจจะตัดสินใจที่จะทิ้งนักเขียนเอาไว้ให้ไม่ต้องรู้หรอกว่าฉันชอบ นักเขียนก็อาจจะเปล่าเปลี่ยวและไร้กำลังใจ แต่ยุคนี้มันทำได้โดยตรงและเราก็ได้กำลังใจจากการพูดคุยกับคนอ่าน

แต่ถ้าเป็นกรณีเขาไม่ชอบหนังสือของเรามันก็จะโหดร้ายกับนักเขียนมาก สมัยก่อนถ้าเขาไม่ชอบ เขาต้องเขียนจดหมายมาด่า ซึ่งมันยุ่งยากและเขาอาจจะเลิกล้มความตั้งใจไป แต่เดี๋ยวนี้เขาอาจจะแค่โพสต์ในเฟซบุ๊คของตัวเอง ไม่ต้องแชทมาคุยกับนักเขียนด้วยซ้ำ แล้วเพื่อนเราก็อาจจะไปเจอแล้วแค็ปหน้าจอมาให้เราดู เราก็จะรู้สึกกับสิ่งนั้น แม้ว่าเพื่อนจะบอกว่าอย่าคิดมากแต่เราก็คิดอยู่ดี เหมือนมันง่ายขึ้นในการแสดงความเห็นและบางทีเขาก็ ไม่นึกว่านักเขียนจะมาเจอก็เลยใส่เต็มที่ ซึ่งเราก็เฮิร์ตมาเยอะเหมือนกัน

ในยุคนี้เราจะเห็นแม็กกาซีนปิดตัวหลายหัวมาก ในฐานะที่คุณเป็นนักเขียนหนังสือมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร ต้องปรับตัวหรือมีความหวั่นใจบ้างไหม

จิดานันท์: เราว่ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่แค่นักเขียนเท่านั้นที่จะมาบอกว่าฉันลำบากมาก กับการเปลี่ยนแปลงนี้ คือทุกวงการมันได้รับผลกระทบหมด อย่างใกล้ตัวเรามันก็มีการถกเถียงกันเรื่อง NETFLIX ที่งานเทศกาลคานส์ครั้งล่าสุด ออกจากวงการศิลปินไป ถ้าเป็นบริษัทรับผลิตเว็บไซต์ คุณก็จะพบกับการมาถึงของ App ไอโฟนต่างๆ คือคุณต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง คุณต้องปรับตัว และคุณต้องรอด

งานวรรณกรรม สำหรับบางคนมันเกิดจากการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกแล้วเขียนออกมายาวๆ สมมุติวันนี้เป็นออนไลน์แล้ว เขาจะปรับตัวโดยการเขียนในแพลตฟอร์มสั้นๆ แบบออนไลน์ บางทีมันก็ทำไม่ได้ คือตัวตนของเราไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็เหมือนเดิม การปรับตัวในเชิงเนื้อหาสำหรับคนเขียนงานวรรณกรรมมันก็อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่บางคนก็ทำได้

รางวัลต่างๆ ที่มอบให้แก่นักเขียนมีผลต่อหนังสือมากน้อยแค่ไหนในยุคแบบนี้

จิดานันท์: เราว่ารางวัลมีผลน้อยลงนะ ไม่มั่นใจว่าคำตอบนี้มันใช้ได้กับคนอื่นไหม แต่สำหรับเรา เราได้รางวัลมาพอสมควร แต่คนไม่ได้รู้จักเราตอนที่ได้รางวัล คนรู้จักเราที่เราออกงานกับสำนักพิมพ์ที่เป็นแมส คือตัวรางวัลมีผลน้อยลง คนไม่ได้รู้สึกว่ารางวัลทำให้เขาอยากอ่าน แต่เป็นว่าเล่มไหนทำการตลาดดีเขาถึงจะอยากอ่าน

อย่างสมมุติมีการประกาศรางวัลโนเบล แล้วทุกแพลตฟอร์มการขายอย่างร้านหนังสือหรือร้านออนไลน์ต่างๆ เงียบเรื่องนักเขียนรางวัลโนเบลคนนี้ เราว่าหนังสือของเขาก็จะเงียบตามไปในท้ายที่สุด อีกตัวอย่างหนึ่งคือหนังสือของออร์ฮาน ปามุก ที่แม้จะค่อนข้างหนาและอ่านยาก แต่ได้รับการโปรโมทและพูดถึงจากหลายๆ สำนักพิมพ์ หนังสือของเขาก็ฮิตขึ้นมา ประเด็นมันเลยไม่ใช่การประดับยศ แต่เป็นการโฆษณา

เหมือนเรื่องความมั่นคงทางการเงิน (การหาเงิน) จะเป็นความจำเป็นสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ๆจากที่อาจจะเคยมีภาพจำของนักเขียนในอุดมคติว่าจะเขียนงานเพื่ออุดมการณ์ จิตวิญญาณอะไรแบบนั้น

จิดานันท์: เราเคยคุยกับเพื่อนนักเขียนรุ่นเดียวกันหลายคน เขาก็ยังตอบแบบอุดมคติอยู่นะ ไม่รู้ว่าเขาจะตอบเพื่อให้ตัวเองดูดีหรือไม่ก็ตาม ส่วนตัวเราเองจะมีคอนเซ็ปต์ว่าจะพูดกันตรงๆ พูดกันด้วยตัวเลข มีคนมาถามเราเยอะว่าเป็นนักเขียนทำอะไรบ้าง บางคน ก็อาจจะตอบว่าตื่นเช้ามาก็นั่งพิมพ์ดีด จิบกาแฟ แต่เราก็จะตอบด้วยตัวเลขเลยว่า มีรายจ่ายต่อปีเท่าไร คุณก็หารดูละกันว่า คุณต้องออกหนังสือกี่เล่ม เล่มละกี่หน้า ก็หารไปว่าวันนึงเขียนได้เท่าไร กี่หน้า คือเราจะตอบแบบ Practical ทั้งหมด เราไม่อยากขายฝันน่ะ และเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าพูด เพราะหลายคนเขาจะพูดเรื่องที่เป็นอุดมคติมากซึ่งมันทำให้เกิดการ Romanticize กับการทำงานเขียน

คุณมีอะไรจะแนะนำนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตมาในโลกยุคนี้ไหม

จิดานันท์: มันมีคนมาถามคำถามนี้กับเราเยอะ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กผู้หญิงรุ่นราวๆ มัธยมปลายหรือกำลังเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นเพราะว่าเราใกล้ชิดกับเด็กๆ แม้แต่การบ้านภาษาไทยก็ยังเคยมีคนมาถาม

คือเราก็อาจจะยังไม่สามารถแนะนำอะไรใครได้เยอะเท่าไร แต่ถ้าเป็นเด็กช่วงวัยประมาณนี้เราจะแนะนำได้ว่า โอเค น้องไปเขียนให้จบ เนื่องจากน้องจะมาถามเรื่องการติดต่อกับสำนักพิมพ์ เรื่องเงิน อะไรแบบนี้เยอะมาก แต่ว่าสุดท้ายน้องไม่มีต้นฉบับที่มันจบ มันจึงไม่มีทางที่จะไปถึงจุดที่ติดต่อกับสำนักพิมพ์ ออกแบบปก หรืออะไรก็ตาม การที่คุณอยากเขียน มันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่คุณต้องทำคือเขียนต้นฉบับของตัวเองให้จบ

รางวัลซีไรต์ปีนี้มีเสียงคุยกันว่าอายุเฉลี่ยของนักเขียนที่เข้ารอบน้อยกว่าปีที่ผ่านๆ มา รู้สึกอย่างไรกับเสียงพูดคุยนี้

จิดานันท์: คือเราจะไม่ได้เห็นข้อถกเถียงนี้เลย เพราะเราไม่ได้เป็นเฟรนด์กับคนที่แชร์ๆ สิ่งเหล่านี้ แต่เราว่าข้อถกเถียงนี้มันเกิดขึ้นเพราะกรรมการเลือกงานพวกนี้เข้ามา ซึ่งนักเขียนไม่ว่าจะ 8 คนที่เข้ารอบหรือคนที่ตกรอบ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบอกให้กรรมการเลือกหรือไม่เลือก

ถ้าเราจะเข้าไปในสนามบอลเราก็ควรจะต้องเชื่อในคนที่เป่านกหวีด ถ้ากรรมการเลือกมาแล้ว เราก็ควรจะยอมรับมัน ไม่ว่าใครจะเข้ามาหรือออกไป มันก็เป็นการตัดสินใจของกรรมการ