ท่ามกลางความเข้มข้นของการประกวดหนังสือรางวัลซีไรต์ประจำปี 2560 เราเชิญสองนักเขียน หนุ่ม-สาว มาพูดคุยในเรื่องราวที่อยู่นอกประเด็นกระแสกล่าวอย่างเจาะจงไปกว่านั้นคือเรื่องราวของนักเขียนรุ่นใหม่การอ่าน-การเขียนในโลกปัจจุบัน ดูผิวเผินอาจจะไม่ได้ร้อนแรงเท่ากับการประกวดรางวัล ทว่าระหว่างบทสนทนา เราสัมผัสได้ถึงไฟในหัวใจนักเขียนทั้งสอง ไฟที่ยืนอยู่บนฐานของการมองความเป็นนักเขียนตามสภาพความเป็นจริง ไฟที่ขับเคลื่อนตัวอักษร เรื่องเล่าให้ออกมาผ่าเผยบนหน้ากระดาษ ฟืนไฟเช่นนี้ต่างหาก - ในความเห็นของเรา ที่จะลุกโชน ร้อนแรง ยาวนานกว่าเทศกาลการประกวดหนังสือใดๆ

จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ และจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท คือ สองนักเขียนที่ว่านั้น ภายใต้เสียงพูดคุยในวงสนทนา ที่กล่าวกันว่า นักเขียนที่เข้ารอบซีไรต์ในปีนี้มีอายุเฉลี่ยแล้วน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับในอดีต นักเขียนทั้งสองคนนี้ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของเสียงพูดคุยนั้น หากยุคสมัยเป็นต้นไม้ บัดนี้มันก็ได้ผลิใบใหม่ๆ ออกมาให้ป่าแห่งเรื่องเล่าเชยชม ความคิด ความอ่าน ของใบไม้หนุ่มสาวเหล่านั้นย่อมเป็นเสียงที่น่าสดับฟัง และเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์ที่สวนอักษรได้พบกับความสดใหม่ของพวกเขา

จิรัฏฐ์ ในวัย 32 เจ้าของหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า’ หนังสือที่มีกลิ่นอายของการเสียดสี การตั้งคำถามกับการตัดสินใจภายใต้แวดล้อมของความเป็นชนชั้นกลางในเมือง ปัจจุบันนอกจากจะเขียนหนังสือชนิดที่เรียกกันว่า ‘วรรณกรรม’ แล้ว เขายังรับจ้างผลิตตัวอักษรให้แก่สื่อต่างๆ รวมถึงรับงานแปลอิสระ โดยปักหลักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

จิดานันท์ ในวัย 25 กับหนังสือรวมเรื่องสั้นไซไฟ ‘สิงโตนอกคอก’ เธอได้สร้างโลกเสมือนขึ้นมาผ่านตัวหนังสือเพื่อพาผู้อ่านไปสู่สิ่งที่เธอเรียกมันว่า ‘การเที่ยวชมสิ่งมหัศจรรย์’ เรื่องราวในหนังสือแม้ดูเหมือนจะห่างไกลความเป็นจริง ทว่าในทุกๆ รายละเอียดกลับคล้ายคลึงกับโลกที่เราดำรงอยู่เหลือเกิน จิดานันท์ เป็นนักเขียนอาชีพ เขียนหนังสือเต็มเวลา งานเขียนของเธอสามารถแบ่งออกเป็นสองแนวอย่างคร่าว คืองานแนว ‘วรรณกรรม’ และนิยายแนว ‘ชายรักชาย’ ที่บางคนอาจคุ้นเคยชื่อ ‘ร เรือ ในมหาสมุท’ ที่เป็นนามปากกาของเธอในการเขียนนิยายแนวนี้มากกว่า

ชีวิตและการทำงาน

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้าและสิงโตนอกคอก เป็นหนังสือ 2 ใน 8 เล่ม ที่เข้ารอบ Shortlist ของการประกวดรางวัลซีไรต์ เราอยากเริ่มต้นโดยให้ผู้อ่านไปทำความรู้จักกับเบื้องหลังการทำงานของหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ก่อน เพื่อจะได้พบว่าการหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณของนักเขียนทั้งสองดำเนินไปบนท่วงทำนองแบบไหน

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้ามีที่มาที่ไปอย่างไร

จิรัฏฐ์: ไอเดียเริ่มแรกมาจากงานเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ทำหนังสือ 'Young and Wild' ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นที่ได้รับโจทย์มาจากบริษัทแห่งหนึ่ง โดยเขาให้ไปสัมภาษณ์คน 7 คน เพื่อโปรโมทบริษัท ซึ่งเขาให้อิสระเราที่จะนำเสนอคนทั้ง 7 คนนั้นอย่างไรก็ได้ เราก็เลยเลือกที่จะเขียนเป็นเรื่องสั้นออกมา ต่อมาภายหลังเรารู้สึกว่าเรื่องสั้นเหล่านั้นมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาต่อยอด เราก็เลยนำมารีไรต์และปรับให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของหนังสือใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและการเมือง จนกลายมาเป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

จริงๆ เล่มนี้แต่เดิมตั้งใจจะทำเพื่อส่งประกวดอย่างเดียว เพราะประมาณ 40% ของเรื่องดึงมาจากงานเก่าๆ ที่เราเคย ตีพิมพ์แล้ว ย้อนกลับไปตั้งแต่เรื่องสั้นใน ‘ฮาวายประเทศ’, เรื่องที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Mad About และเรื่องที่เคยเขียนลงในชายคาเรื่องสั้น

ทำไมตอนแรกถึงคิดว่าจะเขียนเพื่อส่งเข้าประกวดอย่างเดียว

จิรัฏฐ์: ข้อแรกเลยคือบางส่วนมันเป็นเรื่องที่คนอาจจะเคยเห็นมาบ้างแล้ว เราก็รู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบผู้อ่านในระดับหนึ่ง สองคือเรื่องราวในหนังสือมันเป็นการสะท้อนความคิดเห็นทางการเมือง มันมีความสุ่มเสี่ยงที่จะสื่อสารออกไปในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันเราก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่พูดออกไปมันก็เป็นความรู้สึกที่อึดอัดอยู่ภายใน สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะตีพิมพ์ แต่ก็คงไม่ได้จะพิมพ์เยอะมากนัก

ชื่อหนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้ามันไปคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างของนักวิชาการคนหนึ่ง (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรไหม

จิรัฏฐ์: มันเป็น Parody ‘ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง’ ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หนังสือของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับรู้เหตุการณ์ เหตุการณ์หนึ่งในมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ว่ามุมมองไหนถูกหรือผิด แต่แน่นอนว่ามันมีข้อเท็จจริงของมันอยู่ ซึ่งบางคนก็เลือกที่จะมองข้ามข้อเท็จจริงนั้น ตัดความรับรู้เพื่อให้ตัวเองสบายใจ แต่พอผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วข้อเท็จจริงปรากฏขึ้น คนที่เลือกมองเป็นแบบอื่นก็ได้พบว่าเขาเห็นผิด มันก็เลยเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนกับตัวเองขึ้นมา คล้ายๆ กับ การตัดสินใจอะไรบางอย่างที่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่ามันผิด มันก็เลยกลายเป็นความ ‘เศร้า’ ขึ้นมา ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาจะยังตัดสินใจแบบนั้นไหม ซึ่งนี่น่าจะเป็นแก่นของเรื่องที่เราตั้งใจจะสื่อสาร

การที่คุณรับงานฟรีแลนซ์ด้วยและก็แบ่งเวลาไปเขียนหนังสือด้วย สองสิ่งนี้มันขัดแย้งหรือส่งเสริมกันอย่างไร

จิรัฏฐ์: เราใช้ทักษะการเขียนเลี้ยงชีพ ไม่ว่าอย่างไรมันก็คือการเขียน แต่การเขียนแต่หนังสือแนววรรณกรรมซีเรียสแบบที่เราหรือจิดานันท์เขียนอย่างเดียวในประเทศนี้มันไม่สามารถเลี้ยงชีพเราได้ เพราะมันไม่ได้มีกลุ่มคนอ่านเยอะขนาดนั้น เราเลยต้องทำงานอื่นควบคู่ไปด้วย ซึ่งมันก็คือการเขียนเหมือนกัน การทำงานแบบนั้นไม่ได้ทำให้เราอึดอัดนะ เราก็เขียนของเราไปได้เรื่อยๆ เป็นการทำงานเพื่อแลกเงิน แต่พอทำในฝั่งนั้นมากๆ เราก็เลยมาเขียนวรรณกรรมเพื่อทำให้ชีวิตมันบาลานซ์กัน

หนังสือสิงโตนอกคอกมีที่มาที่ไปอย่างไร

จิดานันท์: สิงโตนอกคอกเป็นการรวมเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่เขียนตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย เช่น ‘จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว’ ที่ได้รางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยมนายอินทร์อวอร์ด ปี 2558 และ ‘สิงโตนอกคอก’ ที่ชนะเลิศรางวัลเรื่องสั้นพระยาอนุมานราชธน ปี 2557 จะเห็นว่าเรื่องสั้นในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาพร้อมๆ กัน มันเป็นการสะสมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือเราเขียนเรื่องสั้นไว้เยอะมาก เราจึงคัดสรรออกมาเป็น 2 คอนเซ็ปต์ ส่วนหนึ่งส่งให้แพรวสำนักพิมพ์เป็นเล่ม 'สิงโตนอกคอก' อีกส่วนหนึ่งส่งให้เม่นวรรณกรรมเป็น ‘วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย’

เราไม่ได้เริ่มต้นการเขียนด้วยความคิดที่ว่าวันนี้เราจะเขียนในธีมไหน หนังสือทั้งสองเล่มที่กล่าวมาเกิดจากการเอาเรื่องสั้นจำนวนมากมาคัดสรร โดยเรื่องที่คัดลงสิงโตนอกคอกจะมีธีมเป็น ‘แฟนตาซี ดิสโทเปีย’ คือมีความแปลกประหลาด มีกลิ่นของไซไฟ และมีความเข้มข้นของเนื้อหา ส่วนอีกเล่มคือวันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย ก็จะเป็นแนวชีวิตร่วมสมัยของคนเมือง

คุณทำงานทั้งฝั่งนิยายชายรักชายและฝั่งที่เป็นวรรณกรรมซีเรียสด้วย งานทั้งสองอย่างนี้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง

จิดานันท์: เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ 'Steal Like an Artist' ไม่แน่ใจว่าเนื้อความนี้อยู่ในเล่มแรกหรือเล่มที่ 2 เขาบอกว่า “มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำงานหลายๆ แนว เพราะสุดท้ายสิ่งที่เชื่อมโยงงานทุกแนวเข้าด้วยกันก็คือตัวคุณ” สำหรับเราเวลาเราทำงานแนวรางวัลอย่างเล่มนี้เราก็จะไม่ได้เขียนงานออกมาเป็นสัจนิยมหรือเป็นงานซีเรียสเท่ากับรุ่นพี่คนอื่นๆ มันจะเบนองศาออกมานิดนึงขณะเดียวกันเวลาเราเขียนงานชายรักชาย เราก็ไม่ได้จะเขียนแนวรักกุ๊กกิ๊กเท่ากับคนอื่นๆ ซึ่งก็จะเบนองศาออกมาเหมือนกัน เราคิดว่าจุดที่เราเบนออกจากกระแสหลักของทั้งสองฝั่งมันเป็นการเบนออกมาที่ตรงกันพอดี ตรงกับตัวเรา

บางครั้งเวลาเราเขียนงานแนวสิงโตนอกคอก ในช่วงปิดเล่มเราค่อนข้างลงไปลึกในอารมณ์และความคิด เลยจะค่อนข้างเครียด แต่พอปิดเล่มเสร็จเราก็พัก ก่อนจะเขียนอีกเล่มหนึ่งเป็นนิยายรักใสๆ กุ๊กกิ๊ก ซึ่งมันสามารถช่วยดึงจิตใจของเรากลับมาให้เป็นปกติได้

โลกยุคใหม่ของนักเขียน

นักเขียนไส้แห้งคงเป็นคำกล่าวที่ใครหลายคนเคยได้ยิน ทว่าคำกล่าวนี้จะมีความเป็นจริงอยู่ในสัดส่วนเท่าไร ในโลก4.0’ ที่พื้นที่ในออนไลน์เปิดกว้างมากขึ้น แพลตฟอร์มมากมายเกิดมาเพื่อสนับสนุนให้นักเขียนมีที่ทางของตัวเอง และเอื้อให้นักเขียน-นักอ่านสามารถส่งเสริมกันได้โดยตรง ในห้วงเวลาแห่งศตวรรษที่ 21 เช่นนี้ ตัวอักษรสามารถเลี้ยงชีวิตพวกเขาได้ไหม งานเขียนของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตามโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้อย่างไร และโดยเฉพาะคุณค่าของงานศิลป์ได้ถูกให้ความหมายใหม่หรือไม่ เหล่านี้เป็นคำถามที่น่าครุ่นคำนึงในโลกยุคใหม่ของนักเขียน

การเป็นนักเขียนอย่างเดียวใน .. นี้ สามารถเลี้ยงชีพได้ไหม

จิดานันท์: เราเห็นว่านักเขียนรุ่นเก่าเขาก็ทำงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพไปด้วยนะ เราเข้าใจว่านักเขียนรุ่นเก่าอาจจะเขียนเรื่องสั้นส่งไปช่อการะเกด หรือเวทีต่างๆ สำหรับนักเขียน ขณะเดียวกันเขาก็ดำรงบทบาทในฐานะนักหนังสือพิมพ์ไปด้วย คือถ้าจะให้อยู่รอดจริงๆ ไม่ว่ายุคสมัยไหนเราว่าการเขียนหนังสือ ‘วรรณกรรม’ อย่างเดียวไม่รอด

จิรัฏฐ์: เราว่าถ้าสโคปแค่การเขียนงานวรรณกรรมอย่างเดียวอาจจะไม่รอด แต่ถ้าถามว่านักเขียน เป็นอาชีพได้ไหม เราว่าเป็นได้ จิดานันท์หรือเราก็เป็นนักเขียน แต่ในยุคสมัยก่อนนักเขียนที่เขียนวรรณกรรมอย่างเดียวก็สามารถเลี้ยงชีพได้ เช่น ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, ชาติ กอบจิตติ คือมีนักเขียนหลายคนในยุคนั้นที่ทำได้ แต่ยุคนี้เราต้องเข้าใจว่างานวรรณกรรมไม่ใช่พื้นที่ส่วนใหญ่ของการอ่านในประเทศไทยหรือของโลกด้วยซ้ำ

จิดานันท์: ใช่ เรามีเพื่อนเป็นนักเขียนนิยายรัก เขาก็สามารถเลี้ยงชีพเขาได้นะ

ในโลกยุคนี้ได้เกิดแพลตฟอร์มใหม่ๆ เยอะขึ้นทั้งเฟซบุ๊ค หรือ Blog ต่างๆ ในไทยเราก็ได้เห็น Storylog, Fictionlog ที่พยายามเปิดพื้นที่สร้างรายได้ให้แก่นักเขียน คุณมองการเกิดสิ่งเหล่านี้อย่างไร

จิดานันท์: มันก็มีส่วนช่วยนักเขียนเหมือนกัน เราเคยเขียนหนังสือขายในออนไลน์ คือไปโรงพิมพ์เองแล้วมาขายในช่องทางออนไลน์ มันก็เป็นพื้นที่ที่มาช่วยนักเขียนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันช่วยได้ทุกคน เช่นคนที่ยังไม่มีฐานแฟนหรือผู้ติดตามงานมาก่อนเลยก็อาจจะต้องใช้เวลา คือถ้าเราตอบว่ามันโอเค มันช่วยเหลือนักเขียนจนอยู่ได้ มันจะดูขายฝันน่ะ มันอาจจะไม่ขนาดนั้น แต่มันก็มีคนที่ทำได้จริงๆ อย่างพวกนิยาย Y (Yaoi) เราก็เห็นรุ่นพี่บางคนที่เขียนเป็นนิยายรักเข้มข้น มีดราม่าต่างๆ เขาก็ขายได้และมียอดซื้อที่ค่อนข้างเยอะ

จิรัฏฐ์: มันก็ดีนะ เป็นช่องทางที่ทำให้เราได้พบเจอคนมากขึ้น แต่ถ้าถามว่ามันจะทำให้มีรายได้จนเลี้ยงชีพได้ไหม เราว่าก็อาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้ามองในสายที่เราทำมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนจะมาอ่านออนไลน์เป็นหลัก คือมันมีหลายองค์ประกอบซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของ Channel อย่างเดียว ตัว Content เองก็มีผล รวมไปถึงชื่อชั้นของผู้เขียนด้วย

เราคิดว่าออนไลน์มันก็มีลูกเล่นได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่การเอาตัวหนังสือมาแปะในหน้าจอ มันทำซาวนด์ประกอบได้ หรือกระทั่งการเล่าเรื่องผ่าน Podcast ไอเดียล่าสุดที่เราได้ยินมาคือ เขียนเรื่องแล้วเล่าผ่านเสียงเหมือนเป็นละครวิทยุ นำมาขายเป็นPodcast ขณะเดียวกันก็พิมพ์เป็นเล่มขายด้วย โดยพิมพ์เป็นจำนวนจำกัดแล้วทำให้เป็นแบบพรีเมียม มันก็เลยช่วยพยุงกันไปทั้งสองส่วน เราคิดว่านี่คือวิธีการหนึ่งที่จะทำให้วรรณกรรมมันมีพื้นที่ของมันอยู่ต่อไป ในออนไลน์นอกจากการอ่านแบบ E-book แล้วมันก็ยังมีผัสสะอีกหลายอย่างที่เราสามารถเล่นได้

นักเขียนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในแพลตฟอร์มใหม่ๆ ในโลกที่เป็นออนไลน์ พวกเขามีอุปนิสัย วิธีการเขียน หรือเรื่องเล่าที่แตกต่างออกไปจากนักเขียนยุคออฟไลน์ไหม

จิดานันท์: เราคิดว่าคนที่โตมาในยุคเราๆ คือนักเขียนที่เริ่มต้นจากการเขียน Blog Exteen หรือ Dek-D ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบหนึ่ง เขาจะมีบุคลิกที่แตกต่างจากนักเขียนในยุคก่อนพอสมควร อย่างวิธีการเขียน การเว้นย่อหน้า การเว้นบรรทัด และการตัดฉาก แต่นอกจากเรื่องของแพลตฟอร์ม ก็อาจจะเป็นเรื่องของยุคสมัยที่มันเปลี่ยนไปแล้ว ความต้องการของคนอ่านที่เปลี่ยนไป หรือหนังสือที่คนรุ่นนี้อ่านก็แตกต่างจากคนยุคก่อน ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อการเขียนด้วย

ในส่วนของเนื้อหาเราว่ามันก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างสมมุติคนสมัยก่อนเขียนถึงความเหงา มันก็จะไม่ใช่ความเหงาแบบคนเมืองอย่างปัจจุบัน แต่โดยเนื้อแท้สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือเรื่องที่คนจะชอบหรือดี มันจะสะท้อนความเป็นมนุษย์ส่วนหนึ่งออกมา ซึ่งก็ยังเป็นสิ่งที่คล้ายเดิมอยู่

จิรัฏฐ์: ผมว่าการเขียนมันมีพลวัตของมันอยู่ตลอดนะ มันไม่ได้หยุดนิ่ง แม้กระทั่งตอนที่ยังไม่มีออนไลน์ พัฒนาการของการเขียนก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด แต่พอมาถึงยุคออนไลน์เรารู้สึกว่ามันทำให้โลกเปิดกว้างมากขึ้น เราจะได้เห็นคนแปลกๆ การใช้คำแปลกๆ เยอะขึ้น บางคนอาจรู้สึกหงุดหงิดกับการใช้คำแบบนี้ แต่บางคนก็อาจจะชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เราคิดว่าพัฒนาการต้องเกิดมาจากความหลากหลาย ถ้าเรายังยึดโยงอยู่กับการใช้คำแบบเดิมๆ รูปประโยคเดิมๆ ที่ถูกต้องตามราชบัณฑิตยสถาน เราคิดว่า มันก็จะไม่เกิดพัฒนาการหรือการปะทะสังสรรค์ของการใช้ภาษารูปแบบใหม่ๆ

แล้วมันทำให้คุณค่าของการเขียนเปลี่ยนไปไหม

จิดานันท์: เราว่าวรรณกรรม คุณค่าของมันเท่าเดิมเสมอ สมัยก่อนเรื่องหนักๆ ก็มีคนอ่านน้อย แต่เรื่องแบบผจญภัย ล่าผีสางคนก็อ่านเยอะ เดี๋ยวนี้ก็เหมือนเดิม เรื่องผีในพันทิปก็มีคนอ่านเยอะ เราว่าตัววรรณกรรมมันไม่ได้ลดคุณค่าลง แต่คำถามคือเหมือนกับว่าคนสมัยก่อนมันดูคิดอะไรได้มีสาระกว่าคนรุ่นนี้ สมมุติมีคุณปู่คนหนึ่ง เป็นคนรุ่นที่ผ่านสงครามโลกมาเลย ความทุกข์ของเขาอาจจะเป็นการเห็นเพื่อนตายที่ดันเคิร์ก แต่ทุกข์ของคนอเมริกันวันนี้อาจจะเป็นการที่มีโฮมเลสเยอะมาก ซึ่งเราว่าการจะมามองว่าคนยุคนี้ไร้สาระมันก็ไม่ใช่ มันก็เป็นเรื่องที่หนักในจุดของเรา คือแล้วไงล่ะ เราไม่เคยผ่านสงครามโลกแล้วเราเศร้าไม่ได้เหรอ

จิรัฏฐ์: มันคือเงื่อนไขของยุคสมัยมากกว่า ซึ่งก็เทียบกันไม่ได้ขนาดนั้น มันอาจจะหนักหนาต่างกัน แต่ความทุกข์มันก็คือความทุกข์ เราอาจจะทุกข์ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องความสัมพันธ์ แต่จะให้ทำยังไง ก็เราไม่ได้ผ่านสงครามโลกมา แล้วมันก็เทียบคุณค่ากันไม่ได้

มีเคสนึงที่น่าสนใจ คือในช่วงที่ปราบดา หยุ่น ได้รางวัลซีไรต์ เขาโด่งดังมาก ตอนนั้น กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ที่เหมือนเป็นตัวแทนของนักเขียนอีกแนวหนึ่ง เคยเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรื่องของปราบดา หยุ่น คือเรื่องสั้นเรื่องแรกของปราบดาที่มีชื่อเสียงคือ ‘คนนอนคม’ เป็นเรื่องที่มีตัวละครตัวหนึ่งตื่นมาแล้วพบว่ากระดุมหาย แล้วก็ตั้งคำถาม กับภาวะกระดุมหายของเขา มีทั้งความสับสน ทุกข์ เมินเฉย คือมันมีความ Absurd แล้วกนกพงศ์ก็ตั้งคำถามถึงรูปแบบของเรื่องสั้นเรื่องนี้ว่า นี่คือยุคสมัยที่อาจจะไม่ใช่ยุคของเขาแล้ว คือกนกพงศ์เขาโตมากับเรื่องราวความขัดแย้งของคนตัวเล็กๆ ในสังคม อะไรแบบนั้น แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของทุกคนในการสื่อสาร ซึ่งเทียบกันไม่ได้

จิดานันท์: เราว่าเคสนี้น่าสนใจ บางคนก็อาจจะมองว่าดีคือต้องดีแบบกนกพงศ์ บางคนก็มองว่าฉันเป็นคนรุ่นใหม่ ฉันไม่ชอบแบบนั้น ฉันชอบแบบปราบดามากกว่า แต่เอาจริงๆ เราชอบทั้งกนกพงศ์และปราบดา ซึ่งสุดท้ายงานของทั้งสองก็มีอายุผ่านมาหลายปี ทุกวันนี้คนก็ยังอ่านงานของกนกพงศ์และปราบดาอยู่ คือถ้างานคุณดี ไม่ว่าคุณจะดีในยุคไหน ผ่านเวลาไปมันก็ยังจะดีอยู่ ขณะที่มีงานเขียนมากมายในแนวเดียวกับทั้งสองที่ตกไปเมื่อผ่านกาลเวลา

เคยได้ยินว่านักเขียนบางคนก็พอใจที่จะเป็นแบบพลุ คือดำรงอยู่เพียงช่วงเวลาเดียวที่เหมาะสมก็พอแล้ว ขณะที่บางคนก็อยากเป็นดวงดาวค้างฟ้าและเชื่อว่า งานเขียนที่ดีคือ Timeless แล้วงานที่ดี ในความเห็นของคุณคืออะไร

จิรัฏฐ์: งานที่ดีคืองานที่ทัชเรา บางงานคนอาจจะมองว่าไม่ดี แต่ถ้าเราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันทำงานกับเรา สื่อสารกับเราแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องพูดถึงสังคมในวงกว้างหรือเรื่องใหญ่โต อะไร แต่มันจะอยู่กับเราและทำให้เราจดจำมันได้ อาจจะไม่ใช่ งานวรรณกรรมอมตะก็ได้

มีเรื่องนึงที่เราชอบมากๆ คือ The lottery ของ Shirley Jackson เป็นเรื่องสั้นเล็กๆ ที่พูดถึงการจับลอตเตอรี่กันในหมู่บ้าน แล้วมันกลายเป็นเหมือนเกมในหมู่บ้านที่จะปาหินใส่คนที่จับฉลากได้ เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องรางวัลอะไรมากมาย รางวัลมันเป็นส่วนหนึ่งในการที่ช่วยให้นักเขียนน่าสนใจ แต่สำหรับเรามันไม่ใช่เกณฑ์ที่จะทำให้เรารักหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง มันอยู่ที่ว่าเขาสื่อสารกับเราได้มากแค่ไหน

จิดานันท์: เกลียดคำถามแบบนี้ มันเป็นคำถามแบบญาณวิทยา ซึ่งเราเกลียดวิชานี้ ความจริงเราค่อนข้างจะเชื่อว่างานที่ดีมันจะ Timeless คือเราไม่ได้คิดว่างานนี้ Timeless เพราะฉะนั้นมันเป็นงานที่ดี แต่เราพบว่างานที่เรารู้สึกว่าดีมันมีคุณสมบัติหนึ่งคือมัน Timeless เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งของงานที่ดี

มันจะมีกรณีแบบนี้ว่า อย่างในตอนเด็กๆ เราชอบงานเล่มหนึ่งมาก แต่พอกลับไปอ่านในตอนนี้ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเราถึงชอบ มันจะอกหักและเราจะไม่รู้สึกถึงเล่มนั้นในฐานะงานที่ดีอีกแล้ว แต่ก็จะมีบางเล่มที่อ่านในตอนเด็กแล้วชอบมาก อ่านในตอนนี้ก็ชอบมาก แต่ไม่ใช่ในแง่มุมเดิมอีกแล้ว คนเรามันเปลี่ยนไปตลอด อย่างหนังสือ ‘เจ้าชายน้อย’ ตอนเด็กเราอ่านแล้ว พบว่ามันสนุก ไร้เดียงสา อ่านแล้วอยากได้แกะ แกะที่อยู่ในกล่อง มันน่ารัก แต่เรารำคาญอีดอกกุหลาบมาก คือไม่เข้าใจความเยอะของมันเลย แต่พอมาอ่านอีกทีตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย กลายเป็นว่าฉันไม่รำคาญดอกกุหลาบแล้วละ ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นดอกกุหลาบ คือมันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็ยังรู้สึกดีกับหนังสือเหมือนเดิม

ในยุคนี้ที่คนใกล้ชิดกันมากขึ้น คนอ่านสามารถพูดคุยโดยตรงกับนักเขียนได้เลยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย สิ่งนี้มีผล อย่างไรกับตัวนักเขียนบ้างไหม

จิดานันท์: คือมันมีทั้งดีและไม่ดีนะ ในสมัยก่อนสมมุติว่าคุณอ่านหนังสือเล่มนึงแล้วมันดี คุณต้องเขียนจดหมายไปที่นิตยสาร เพื่อจะบอกนักเขียนว่าคุณชอบ ซึ่งมันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและยาก ทำให้คุณอาจจะตัดสินใจที่จะทิ้งนักเขียนเอาไว้ให้ไม่ต้องรู้หรอกว่าฉันชอบ นักเขียนก็อาจจะเปล่าเปลี่ยวและไร้กำลังใจ แต่ยุคนี้มันทำได้โดยตรงและเราก็ได้กำลังใจจากการพูดคุยกับคนอ่าน

แต่ถ้าเป็นกรณีเขาไม่ชอบหนังสือของเรามันก็จะโหดร้ายกับนักเขียนมาก สมัยก่อนถ้าเขาไม่ชอบ เขาต้องเขียนจดหมายมาด่า ซึ่งมันยุ่งยากและเขาอาจจะเลิกล้มความตั้งใจไป แต่เดี๋ยวนี้เขาอาจจะแค่โพสต์ในเฟซบุ๊คของตัวเอง ไม่ต้องแชทมาคุยกับนักเขียนด้วยซ้ำ แล้วเพื่อนเราก็อาจจะไปเจอแล้วแค็ปหน้าจอมาให้เราดู เราก็จะรู้สึกกับสิ่งนั้น แม้ว่าเพื่อนจะบอกว่าอย่าคิดมากแต่เราก็คิดอยู่ดี เหมือนมันง่ายขึ้นในการแสดงความเห็นและบางทีเขาก็ ไม่นึกว่านักเขียนจะมาเจอก็เลยใส่เต็มที่ ซึ่งเราก็เฮิร์ตมาเยอะเหมือนกัน

จิรัฏฐ์: เรารู้สึกว่าคนมันแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ คือแสดงความเห็นแบบไม่ต้องมีการกรอง ซึ่งก็เป็นปัญหาหนึ่ง เรารู้สึกว่าโลกทุกวันนี้มันเร็วเพียงคลิกก็ถึงกันแล้ว มันลดระดับขั้น เมื่อก่อนนักเขียนเป็นอะไรที่แบบ มึงจะสูงส่งไปไหน ซึ่งจริงๆ นักเขียนก็คืออาชีพหนึ่ง เหมือนคนทำงานทั่วๆ ไป

เราคิดว่าพอเงื่อนไขของการสื่อสารเป็นแบบนี้ มันก็ทำให้นักเขียนตัวเล็กลง คนอ่านคนเขียนเท่าเทียมกัน เรารู้สึกว่าต่อไปนักเขียนอาจจะต้อง ใจกว้างมากขึ้น หรือมีวิจารณญาณต่อคำวิจารณ์ในแง่ลบมากขึ้น คือคุณก็ต้องมีวุฒิภาวะในระดับนึงในการเลือกฟังหรือเลือกรับอะไร การวิจารณ์มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เราถูกวิจารณ์บ่อยในหลายแง่มุม และเราก็ไม่ได้ไปเสียใจกับมันถ้าเขามีตรรกะในการวิจารณ์ที่ดี เราจะสามารถนำคำวิจารณ์มาแก้ไขข้อบกพร่องของเราได้ด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันมันก็จะมีคำวิจารณ์ที่ไม่เกี่ยวกับหนังสือหรืออะไรเลย เป็นการวิจารณ์ที่โจมตีตัวบุคคล ซึ่งเราก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาใส่ใจกับมัน นี่คือวิจารณญาณในโลกปัจจุบัน

เลือดใหม่ในธารน้ำหมึก

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เรา-คนทำหนังสือ ดั่งยืนอยู่ในพายุ มองเห็นความปั่นป่วน การเคลื่อนตัวของยุคสมัย นักเขียนเลือดใหม่ที่เดินเข้ามาในบรรณพิภพ-บนหน้ากระดาษ ไม่ต่างกัน พวกเขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าพรั่นพรึงเหล่านี้ แต่กระดาษก็ยังไม่เคยว่างเปล่า พวกเขาพยายามปรับตัวและเปลี่ยนแปลง ผู้รักในเรื่องเล่ายังคงพยายามเผยอตัวออกมาจากป่าของอักษร หลายคนมาด้วยความฝัน ความหวัง และอุดมการณ์แน่วแน่

ในยุคนี้เราจะเห็นแม็กกาซีนปิดตัวหลายหัวมาก ในฐานะที่คุณเป็นนักเขียนหนังสือมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร ต้องปรับตัวหรือมีความหวั่นใจบ้างไหม

จิรัฏฐ์: เราไม่หวั่นใจ เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะในยุคนี้คนสามารถเป็นเจ้าของสื่อด้วยตัวเองได้หมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปฟังใครคอยบอกว่าควรจะต้องทำตัวแบบนั้นแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบไหน อันนี้พูดถึงแม็กกาซีน ขณะเดียวกันเราก็รู้สึกว่างานวรรณกรรมมีคนอ่านน้อยลง แต่ไม่ใช่เพราะคนไปอ่านบนออนไลน์ เขาไม่อ่านเลยมากกว่า เขาไปทำกิจกรรมอย่างอื่น อย่าง เล่นเฟซบุ๊ค ฟังเพลง หรือไปดูหนัง

แต่เรารู้สึกว่าการอ่านวรรณกรรมบนกระดาษจะยังเป็นกิจกรรมที่ไม่เสื่อมคลาย โอเคมันจะมีออนไลน์ที่มาแทนที่มากขึ้น แต่เรารู้สึกว่าถ้าคุณจะอยู่กับดอสโตเยฟสกี้ที่มีจำนวนหน้าเยอะมาก คุณจะอยากอยู่กับหน้าจอเหรอ ใช่ไหม ในส่วนของการปรับตัวเราอาจจะตอบไม่ได้มาก เพราะเราอยู่ในวงการที่วรรณกรรมไม่สามารถเลี้ยงชีพได้จริงๆ ถามว่าเราต้องปรับตัวอะไรไหม มันก็แทบจะเหมือนเดิมเลยนะ เราปรับตัวในเรื่องการหาเงินมาเลี้ยงชีพมากกว่า ผ่านการใช้ทักษะการเขียนไปทำงานให้ได้เงิน

จิดานันท์: เห็นด้วยกับพี่จิรัฏฐ์นะ เราว่ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่แค่นักเขียนเท่านั้นที่จะมาบอกว่าฉันลำบากมาก กับการเปลี่ยนแปลงนี้ คือทุกวงการมันได้รับผลกระทบหมด อย่างใกล้ตัวเรามันก็มีการถกเถียงกันเรื่อง NETFLIX ที่งานเทศกาลคานส์ครั้งล่าสุด ออกจากวงการศิลปินไป ถ้าเป็นบริษัทรับผลิตเว็บไซต์ คุณก็จะพบกับการมาถึงของ App ไอโฟนต่างๆ คือคุณต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง คุณต้องปรับตัว และคุณต้องรอด

งานวรรณกรรม สำหรับบางคนมันเกิดจากการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกแล้วเขียนออกมายาวๆ สมมุติวันนี้เป็นออนไลน์แล้ว เขาจะปรับตัวโดยการเขียนในแพลตฟอร์มสั้นๆ แบบออนไลน์ บางทีมันก็ทำไม่ได้ คือตัวตนของเราไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็เหมือนเดิม การปรับตัวในเชิงเนื้อหาสำหรับคนเขียนงานวรรณกรรมมันก็อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่บางคนก็ทำได้

รางวัลต่างๆ ที่มอบให้แก่นักเขียนมีผลต่อหนังสือมากน้อยแค่ไหนในยุคแบบนี้

จิดานันท์: เราว่ารางวัลมีผลน้อยลงนะ ไม่มั่นใจว่าคำตอบนี้มันใช้ได้กับคนอื่นไหม แต่สำหรับเรา เราได้รางวัลมาพอสมควร แต่คนไม่ได้รู้จักเราตอนที่ได้รางวัล คนรู้จักเราที่เราออกงานกับสำนักพิมพ์ที่เป็นแมส คือตัวรางวัลมีผลน้อยลง คนไม่ได้รู้สึกว่ารางวัลทำให้เขาอยากอ่าน แต่เป็นว่าเล่มไหนทำการตลาดดีเขาถึงจะอยากอ่าน

อย่างสมมุติมีการประกาศรางวัลโนเบล แล้วทุกแพลตฟอร์มการขายอย่างร้านหนังสือหรือร้านออนไลน์ต่างๆ เงียบเรื่องนักเขียนรางวัลโนเบลคนนี้ เราว่าหนังสือของเขาก็จะเงียบตามไปในท้ายที่สุด อีกตัวอย่างหนึ่งคือหนังสือของออร์ฮาน ปามุก ที่แม้จะค่อนข้างหนาและอ่านยาก แต่ได้รับการโปรโมทและพูดถึงจากหลายๆ สำนักพิมพ์ หนังสือของเขาก็ฮิตขึ้นมา ประเด็นมันเลยไม่ใช่การประดับยศ แต่เป็นการโฆษณา

จิรัฏฐ์: คือรางวัลมีผลดีกับคนที่ได้รางวัลอย่างเดียวครับ ในเชิงที่ทำให้มีชื่อเสียง แต่มันไม่ได้มีผลต่อสังคมหรือคนอ่านเท่าไร ตัวเราก็ไม่ใช่คนอ่านหนังสือเพราะรางวัลอยู่แล้ว แต่ในบ้านเรามันทำให้รางวัลมีความศักดิ์สิทธิ์เกินไป อย่างที่ผ่านมาก็รู้กันว่ามันมีดราม่าในประเด็นซีไรต์ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาดราม่ากันขนาดนั้น มันเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของความเคลื่อนไหวประจำปีเท่านั้น ใครจะได้หรือไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำให้เรารักหรือเกลียดใคร ถ้าเป็นคนอ่านหนังสือยังไงเราก็ยังอ่านต่อไป

บ้านเรามันทำให้รู้สึกว่าลาภ ยศ มีความจำเป็นต่อทุกๆ องค์กร แม้กระทั่งกับงานที่ต้องใช้ปัญญาอย่างงานเขียน เราก็ยังต้องมาซีเรียสกับเรื่องลาภ ยศ พิธีกรรมอยู่ ซึ่งบางทีมันก็เป็นการสปอยล์นักเขียน แต่เรื่องนี้เราก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะเราก็ส่งเข้าประกวด เพราะเราเห็นว่ามันเป็นช่องทางในการหาเงิน เราพูดตรงๆ ว่ามันเหมือนการซื้อหวย ซึ่งกับรางวัลนี้เรามีโอกาสในการถูกมากกว่าถูกหวย จริงๆ เราก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเราจะเข้ามาถึงรอบนี้ด้วย อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้เขียนเล่มนี้เพื่อให้คนทั่วไปอ่านแต่แรก เราทำเพื่อให้กรรมการอ่านแล้วเลือกเข้ารอบ และพอมันเข้ารอบสำนักพิมพ์ก็จะจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์และพิมพ์หนังสือให้ ซึ่งเป็นแผนที่เราวางไว้

เหมือนเรื่องความมั่นคงทางการเงิน (การหาเงิน) จะเป็นความจำเป็นสำหรับนักเขียนรุ่นใหม่ๆ จากที่อาจจะเคยมีภาพจำของนักเขียนในอุดมคติว่าจะเขียนงานเพื่ออุดมการณ์ จิตวิญญาณ อะไรแบบนั้น

จิดานันท์: เราเคยคุยกับเพื่อนนักเขียนรุ่นเดียวกันหลายคน เขาก็ยังตอบแบบอุดมคติอยู่นะ ไม่รู้ว่าเขาจะตอบเพื่อให้ตัวเองดูดีหรือไม่ก็ตาม ส่วนตัวเราเองจะมีคอนเซ็ปต์ว่าจะพูดกันตรงๆ พูดกันด้วยตัวเลข มีคนมาถามเราเยอะว่าเป็นนักเขียนทำอะไรบ้าง บางคน ก็อาจจะตอบว่าตื่นเช้ามาก็นั่งพิมพ์ดีด จิบกาแฟ แต่เราก็จะตอบด้วยตัวเลขเลยว่า มีรายจ่ายต่อปีเท่าไร คุณก็หารดูละกันว่า คุณต้องออกหนังสือกี่เล่ม เล่มละกี่หน้า ก็หารไปว่าวันนึงเขียนได้เท่าไร กี่หน้า คือเราจะตอบแบบ Practical ทั้งหมด

จิรัฏฐ์: แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเงินมันเป็นโจทย์อันดับหนึ่งนะ เราก็มีความจริงใจในการสื่อสารผ่านงานเขียนของเราออกไป ไม่ใช่ว่าเงินมาแล้วผ้าหลุด การเขียนคือการเปลือยตัวเองที่มันเสแสร้งไม่ได้ มันก็มีความเป็นเราอยู่ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันมันก็ต้องบาลานซ์ให้ได้ คุณจะเป็นนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่คุณก็ต้องกินข้าว ซึ่งคุณต้องหาวิธีการที่จะได้มาซึ่งการกินข้าวนั้น และคุณต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปขอใครเขา

จิดานันท์: เราก็เหมือนกัน เหมือนที่บอกว่าเวลาเราเขียนจากอารมณ์ความรู้สึก ตัวคุณเป็นแบบไหนมันเปลี่ยนไม่ได้ เราเคยลองเขียนนิยายแบบที่ตลาดชอบแต่มันทำไม่ได้ เพราะงั้นจะบอกว่าเขียนเพื่อเห็นแก่เงินทั้งหมดไหม เราว่าไม่ แต่เวลาที่มีคนที่อยากเขียนมาถามเขาจะมองโลกในแง่ดีมาก เราไม่อยากขายฝันน่ะ และเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าพูด เพราะหลายคนเขาจะพูดเรื่องที่เป็นอุดมคติมากซึ่งมันทำให้เกิดการ Romanticize กับการทำงานเขียน

คุณมีอะไรจะแนะนำนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตมาในโลกยุคนี้ไหม

จิดานันท์: มันมีคนมาถามคำถามนี้กับเราเยอะ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กผู้หญิงรุ่นราวๆ มัธยมปลายหรือกำลังเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย อาจจะเป็นเพราะว่าเราใกล้ชิดกับเด็กๆ แม้แต่การบ้านภาษาไทยก็ยังเคยมีคนมาถาม

คือเราก็อาจจะยังไม่สามารถแนะนำอะไรใครได้เยอะเท่าไร แต่ถ้าเป็นเด็กช่วงวัยประมาณนี้เราจะแนะนำได้ว่า โอเค น้องไปเขียนให้จบ เนื่องจากน้องจะมาถามเรื่องการติดต่อกับสำนักพิมพ์ เรื่องเงิน อะไรแบบนี้เยอะมาก แต่ว่าสุดท้ายน้องไม่มีต้นฉบับที่มันจบ มันจึงไม่มีทางที่จะไปถึงจุดที่ติดต่อกับสำนักพิมพ์ ออกแบบปก หรืออะไรก็ตาม การที่คุณอยากเขียน มันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่คุณต้องทำคือเขียนต้นฉบับของตัวเองให้จบ

จิรัฏฐ์: คือเราก็ไม่ได้แก่พอที่จะแนะนำอะไรใครได้ว่ะ เราคิดว่า ถ้าคุณมีความสุขกับการเขียน มีเรื่องที่จะเล่า ก็เขียนไปเถอะ มันคือ ความบริสุทธิ์ที่จะสื่อสาร แต่ถ้าถามว่าจะต้องทำยังไง เราก็บอก ไม่ได้หรอก เพราะเราก็ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้เป็น คนดังอะไร ที่จะให้คุณมาฟังเรา ถ้าคุณอยากเขียนก็เขียนไปเถอะ ทำให้มันออกมาจากใจคุณเท่านั้นเอง เราคิดว่าโลกปัจจุบันมันทำให้เราฝันเร็วขึ้น เราต้องการ Shortcut ตลอดเวลา เราฝันจะเป็นนักเขียน แต่เราไม่ได้ฝันถึงกระบวนการทำงาน ถ้าพูดตรงๆ มันก็ทำให้เรามีความมักง่ายมากขึ้น เอาง่ายๆ เลยคือเราก็เคยเจอนักศึกษามหาวิทยาลัยส่งข้อความเฟซบุ๊คมาถามว่าพี่เขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร ขอสรุปให้หน่อย เพราะเขาจะต้องเอาไปส่งอาจารย์ คือโลกมันง่ายขึ้นแต่ก็ทำให้คนมักง่ายขึ้นด้วย

รางวัลซีไรต์ปีนี้มีเสียงคุยกันว่าอายุเฉลี่ยของนักเขียนที่เข้ารอบน้อยกว่าปีที่ผ่านๆ มา รู้สึกอย่างไรกับเสียงพูดคุยนี้

จิดานันท์: คือเราจะไม่ได้เห็นข้อถกเถียงนี้เลย เพราะเราไม่ได้เป็นเฟรนด์กับคนที่แชร์ๆ สิ่งเหล่านี้ แต่เราว่าข้อถกเถียงนี้มันเกิดขึ้นเพราะกรรมการเลือกงานพวกนี้เข้ามา ซึ่งนักเขียนไม่ว่าจะ 8 คนที่เข้ารอบหรือคนที่ตกรอบ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบอกให้กรรมการเลือกหรือไม่เลือก

ถ้าเราจะเข้าไปในสนามบอลเราก็ควรจะต้องเชื่อในคนที่เป่านกหวีด ถ้ากรรมการเลือกมาแล้ว เราก็ควรจะยอมรับมัน ไม่ว่าใครจะเข้ามาหรือออกไป มันก็เป็นการตัดสินใจของกรรมการ

จิรัฏฐ์: เราไม่ได้มองว่าซีไรต์คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรามองข้อดีของมันว่าเป็นการคัดเลือกหนังสือจำนวนหนึ่ง เพื่อให้มันถูกอ่านมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี และการคัดเลือกหนังสือที่ทำโดยคนรุ่นใหม่ก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน มันทำให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทและพื้นที่ในแวดวงวรรณกรรมมากขึ้น มันอาจจะมีการถกเถียงว่าทำไมคนนี้เข้าแล้วคนนั้นไม่เข้า เด็กมันจะไปเก่งกว่าคนนี้ คนนั้น ได้ยังไง แต่เรารู้สึกว่าซีไรต์มันไม่ได้บอกว่าเล่มไหนดีกว่ากัน มันคือรสนิยมของกรรมการ ส่วนความดีมันวัดกันที่คนอ่าน ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามรสนิยมของคนคนนั้น เราว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ที่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาและมีแนวการเขียนที่หลากหลายมากขึ้น