Connect with us

Life

เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระกระยาหารของในหลวง ร.9

เรื่อง : พิมพ์พัดชา กาคำ 

เกี่ยวกับพระกระยาหารของในหลวง ร.9 พอจะมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง หลายคนอาจจะจินตนาการถึงอาหารชาววังที่วิจิตรสวยงาม แกะสลัก ประดิดประดอยเลิศล้ำ

ทว่า เมนูพระกระยาหารของในหลวงนั้นไม่ได้เลอเลิศอย่างที่เข้าใจ เป็นอาหารแสนธรรมดาที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งหลายบริโภคกันอยู่ทุกวัน

แต่รสชาตินั้นต้องไม่จัดจ้าน ในหลวง ร.9 ท่านโปรดผัดผักทุกชนิด อย่างเช่น ผัดผักคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตาโดยใส่ผักมากๆ หมู เนื้อ นั้นต้องใส่แต่น้อย ในบรรดาผักทั้งหมด ในหลวง ร.9 โปรดเสวย ผัดถั่วงอก มากที่สุด

วิธีการผัดต้องผัดเเค่สะดุ้งไฟเท่านั้น ถั่วงอกต้องไม่เละจนนิ่ม ที่สำคัญ ห้ามใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่างนั้น พระองค์ท่านเคยโปรดหูฉลาม และบะหมี่หน้าต่างๆ เช่น บะหมี่หน้าหมูแดง บะหมี่ปู หรือบะหมี่เป็ด ได้ทั้งนั้น แต่ต้องไม่ใส่ผักชี ต้นหอม และตั้งฉ่ายสำหรับเครื่องดื่มนั้น โปรดโอวัลติน เป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง ส่วนน้ำชา กาแฟ ไม่มาก…

ทั้งหมดข้างต้น ถอดความมาจากบทความในหนังสือ ‘ใกล้เบื้องพระยุคลบาท’ เขียนโดย ‘ลัดดาซุบซิบ’ กล่าวถึงพระกระยาหารโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทำให้ผู้อ่านยิ่งสนใจใคร่รู้…

ในงานเปิดตัวหนังสือ ‘ตำนานอาหารสามกษัตริย์’ ที่อาคารจามจุรีสแควร์ เมื่อหลายปีก่อน อาจารย์วันดี ณ สงขลา ผู้อำนวยการโรงเรียนครัววันดี และอาจารย์ประจำวิทยาลัยในวังหญิง ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวเล่าให้ฟัง นอกจากจะบอกเล่าถึงเรื่องราวการรวบรวมข้อมูลของพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ เพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจารย์ยังได้บอกเล่าถึงพระกระยาหารโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า

“พระกระยาหารโปรดของในหลวง ร.9 ก็เป็นเมนูง่ายๆ อย่างเช่น หลนปูเค็ม ผัดพริกขิงปลาทอดกรอบ ผัดผักทั่วไป และอาหารประเภทผักต่างๆ อีกทั้งยังเสวยข้าวกล้องเป็นพระกระยาหารหลัก แต่พระองค์ท่านจะไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักจิตรลดาฯ เป็นบ่อเลี้ยง”

สำหรับที่มาของการไม่เสวยปลานิลนั้น เรื่องมีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. ​2524 ช่วงที่สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น ยังทรงฐานันดรศักดิ์เป็นมกุฎราชกุมาร ได้ส่งปลานิลจำนวน 100 ตัวมาโดยเครื่องบินเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทว่าพอมาถึงเมืองไทย เหลือปลานิลเพียง 10 ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิต ถึงกระนั้นก็อยู่ในสภาพจวนเจียนไม่รอด

ในหลวง ร.9 ทรงเป็นห่วงเป็นใยปลานิลเหล่านี้มาก จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้นำเจ้าปลานิลทั้ง 10 ตัวนี้ไปไว้ในบ่อภายในสวนจิตรลดา และทรงเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม จนปลานิลทั้ง 10 ตัวรอดชีวิตมาได้ มีสุขภาพดีแข็งแรง กลายเป็นพ่อพันธุ์ในการทดลองเลี้ยงของในหลวง ร.9 จนพวกมันเติบโตแพร่ขยายพันธุ์ได้ดี หลังการทดลองเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ ในหลวงร.9 พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้กับกรมประมงเพื่อนำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้แก่พสกนิกร และปล่อยลงตามแหล่งน้ำต่างๆ ตามที่เห็นว่าเหมาะสม

ดังนั้น ‘ปลานิล’ จึงเป็นอาหารที่ในหลวง ร.9 พระราชทานให้แก่คนไทย ปลานิลนับเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง เลี้ยงง่าย โตไว หาง่าย ราคาถูก แถมยังอร่อย อย่างไรก็ตาม เวลาที่มีผู้นำปลานิลไปตั้งเครื่องเสวย ในหลวง ร.9 จะโบกพระหัตถ์ให้ย้ายไปไว้ที่อื่น เมื่อมีผู้กราบบังคมทูลถามพระองค์ว่า เพราะเหตุใดจึงไม่โปรดเสวยปลานิล พระองค์มีรับสั่งว่า

‘‘ก็เลี้ยงมันมาเหมือนลูก แล้วจะกินมันได้อย่างไร’’

สำหรับเรื่องครัวในวังนั้น มีการกล่าวถึงเรื่องพระกระยาหารของพระองค์ท่านไว้ในหนังสือ ‘ใกล้เบื้องพระยุคลบาท’ ของ ‘ลัดดาซุบซิบ’ ว่า..ห้องพระเครื่องต้นนั้น มีหัวหน้าส่วนพระเครื่องต้น ณ พระตำหนักจิตรลดาฯ (ขณะนั้น) ชื่อ เอกสิทธิ์ วัชรปรีชานนท์ โดยมีพระเครื่องต้นอยู่ 3 ห้อง

– ห้องพระเครื่องต้นฝรั่ง มีลูกหลานกุ๊กตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นคนจีนชื่อ เยี่ยหง แซ่ห่าน

– ห้องพระเครื่องต้นหวาน คุณสมิง ดวงทิพย์

– ห้องพระเครื่องต้นไทย ดูแลโดยท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล มารดาวัย 80 ต้น ของ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล (ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล ปัจจุบันถึงเเก่อนิจกรรม พระราชทานเพลิงศพไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12  มิถุนายน พ.ศ. 2546 )

เมื่อเครื่องเสวยปรุงเสร็จและจัดลงในจานชามเรียบร้อยแล้ว พนักงานในห้องเครื่องจะจัดเรียงเครื่องเสวยและตรวจสอบให้ตรงกับรายการ แล้วบรรจุลงถาดเงิน ห่อหุ้มด้วยผ้าขาวผูกโบ ตีครั่งประทับตรา มีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังยกไปยังที่ที่มีพระราชประสงค์ให้ตั้งเครื่อง เเละไม่มีผู้ใดทำลายตราครั่งจนกว่าจะถึงเวลาเสวย และหัวหน้าผู้ประจำโต๊ะเสวยจะเป็นผู้แกะครั่งด้วยตนเองเท่านั้น เเละมีการจัดเวรอย่างมีระบบระเบียบ

เมื่อก่อนท่านผู้หญิงประสานสุขเป็นผู้ปรุงเครื่องเสวยไทยถวาย ปรุงทั้งเครื่องคาวเเละเครื่องหวาน โดยใช้ตำรับต่างๆ ทั้งตำรับดั้งเดิมเเละคิดขึ้นใหม่ ด้วยความที่มีภูมิลำเนาเป็นชาวเพชรบุรี จึงปรุงเครื่องเสวยในท้องถิ่นได้ดี และนำวัตถุดิบของจังหวัดเพชรบุรีมาดัดเเปลงได้อย่างน่าสนใจ

เช่น ลอดช่องน้ำตาลข้น ที่ปรุงน้ำกะทิข้นเหลวด้วยน้ำตาลโตนด และแทรกด้วยเกลือเพียงเล็กน้อย และเเกงหัวตาลหรือเเกงหัวโตนด และยังมีเครื่องเสวยพิเศษที่มีท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค รับพระราชเสาวนีย์ให้ร่วมคิดรายการถวายทั้งส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ 

และในส่วนของสมเด็จพระบรมราชินีนาถขณะประทับ ณ วังไกลกังวล เครื่องเสวยบางครั้งจัดถวายจากโรงเเรมข้างนอก เเต่ต้องผ่านการตรวจสอบที่เคร่งครัดเช่นเดิม และยังมีห้องเครื่องในวังนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นการปกติหลังจากพระกระยาหารค่ำเเล้ว เมื่อก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงงานดึกๆ มหาดเล็กจะถวายพระกระยาหารว่างเบาๆ อีกชุดหนึ่ง เช่น หูฉลาม ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทว่าระยะหลัง งดเสวยเเล้ว เพราะทรงเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ เมื่อก่อนทรงโปรดมาก ขนาดทรงเพ้อระหว่างทรงพระประชวรว่า

‘‘อยากเสวยหูฉลามไม่ใส่ผงชูรส’’

(จากคำบอกเล่าของท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการฯ) ระยะหลังทรงเจริญพระชนมพรรษาสูง จึงมีการงด แต่บางครั้งก็ตั้งเพื่อสนองพระราชประสงค์ตามโอกาส  นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเล่าชื่อ ‘เชื้อโรคตายหมด’ จาก หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี

ผู้อำนวยการโครงการหลวง ตอนหนึ่งความว่า

“เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 วันนั้น เสด็จฯ ไปหมู่บ้านดอยจอมหด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอ กราบบังคมทูลชวนให้ ‘ไปแอ่วบ้านเฮา’ ก็เสด็จฯ ตามเขาเข้าไปในบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าที่ทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้าง จนมีคราบดำๆ จับ ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วงจึงกระซิบทูลว่า ควรจะทรงทำท่าเสวยแล้วส่งถ้วยมาพระราชทานให้ผู้เขียนจัดการ แต่ก็ทรงดวดเองกรึ๊บเดียวเกลี้ยง ตอนหลังรับสั่งว่า…

‘‘ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด’’

สำหรับเรื่องนี้ นับว่ามีผลต่อความรู้สึกและจิตใจของชาวเขาเป็นอย่างยิ่ง สมควรที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้ทราบเพื่อพยายามเดินตาม ‘เบื้องพระยุคลบาท’ ต่อไป

ในเรื่องพระกระยาหาร ยังมีเมนูสูตรพระราชทานที่รู้จักกันดี นั่นคือ ไข่พระอาทิตย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำไปตีพิมพ์ลงในหนังสือ ‘สูตรอาหารต้นตำรับข้าวหอมมะลิไทยในครัวนานาชาติ’ โดยหนังสือเล่มนี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิของไทยให้เป็นที่รู้จักของทุกประเทศที่มาและวิธีทำของสูตรอาหารพระราชทาน ‘ไข่พระอาทิตย์’ กรมการค้าต่างประเทศ ได้อัญเชิญลายพระหัตถ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาบันทึกไว้ในหนังสือ ความว่า

‘‘เมื่อข้าพเจ้ายังเด็ก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงประกอบอาหารพระราชทานเรียกว่า ‘ไข่พระอาทิตย์’ เป็นสูตรอาหารที่ทำจากไข่ รับประทานง่าย แถมยังอร่อย โดยมีส่วนผสมไม่กี่อย่าง’’

ส่วนที่มาของชื่อไข่พระอาทิตย์นั้น สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานคำอธิบายว่า

‘‘มีผู้ถามว่าทำไมเรียกว่าไข่พระอาทิตย์ ข้าพเจ้าทูลถาม ทรงเล่าว่า เมื่อส่องกล้องแล้ว

พื้นผิวดวงอาทิตย์มีลายเหมือนเมล็ดข้าว ซึ่งภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ‘Grain de riz’ นั่นเอง’’

Written By

Advertisement
Connect