Connect with us

Subscribe

Life

โรคซึมเศร้าเคล้าคนเมือง

‘ซึมเศร้า’

พักหลังมานี้เราได้คำนี้บ่อยขึ้นหรือเปล่า และในบางครั้งเราก็พบว่าคนใกล้ชิดเป็นโรคซึมเศร้ามาตลอดโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเลย 

จากข้อมูลสถิติขององค์การอนามัยโลก ในปีค.ศ.2017 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลกประมาณ 322 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.4 ของประชากรโลก

เนื่องในวันที่ 10 ตุลาคม คือวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) หากถามว่าพวกเราตื่นตระหนกตกใจกับอาการป่วยชนิดนี้แค่ไหน คงไม่สามารถตัดสินใจได้ในทันที ถ้ายังไม่ได้สำรวจเรื่องราวของมันในอีกหลากหลายประเด็น แต่พวกเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนสมัยใหม่ อาจด้วยภาระหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบ การแข่งขัน และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนมีภาวะตึงเครียดทางอารมณ์ ไม่เพียงแต่ในประเทศที่มีการแข่งขันสูงอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่แทบทุกพื้นที่ของโลกในปัจจุบัน เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความสุขน้อย และแนวโน้มของปัญหานี้ไม่ได้ออกมาในทิศทางที่น่าพอใจเท่าไรนัก 

และคุณเชื่อไหมว่ามีรายงานวิจัยชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘คนเมืองมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนชนบท’ ซึ่งทำให้เราต้องวกกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่า ความเป็นเมือง น่าอยู่ และดีต่อใจ จริงหรือ ?

– ปี 1930 เป็นปีที่มีการศึกษาเรื่องคนเมืองกับแนวโน้มในการเป็นโรคซึมเศร้าเป็นครั้งแรกๆ โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรในเมืองใหญ่ของยุโรป เช่น สวีเดน เดนมาร์ก ถือเป็นการเปิดประเด็นให้คนตระหนักว่า การใช้ชีวิตในสังคมเมืองมีผลต่อภาวะทางจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ

– Helen Fisher แห่งมหาวิทยาลัย King’s College London และ Duke University ได้ทำงานวิจัยเด็กฝาแฝด 2,232 คน ช่วงอายุ 5-12 ปี ในอังกฤษ ทั้งในเมืองและชนบท พบว่า เด็กในสังคมเมืองก็ได้รับผลกระทบจากความเครียดของคนเมืองและมีแนวโน้มที่จะมีอาการซึมเศร้า หรืออาการผิดปกติทางจิตอื่นๆ มากกว่าเด็กในชนบท

– Meyer-Lindenberg แห่งมหาวิทยาลัย Heidelberg’s ได้ศึกษาเกี่ยวกับสมองของคนเมืองทั้งกลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ กับคนที่เติบโตในสังคมเมือง โดยสแกนสมองของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดี จำนวนมากกว่า 50 คน ทั้งที่เคยอาศัยในเมือง คนที่เติบโตในเมือง และคนชนบทของประเทศเยอรมนี โดยระหว่างสแกนสมองได้ให้คนเหล่านั้นทำภารกิจยากๆ ต้องแก้ปัญหาเยอะๆ ภายใต้ความกดดันสูงสุดไปด้วย อาสาสมัครต้องอดทนต่อทุกภารกิจ งานวิจัยออกแบบมาให้อาสาสมัครเผชิญปัญหายากๆ ตลอดเวลา ผลปรากฏว่า Amygdala ในสมองส่วนกลาง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ พบว่าในคนเมืองสมองส่วนนี้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้มากเกินปกติในระหว่างที่อาสาสมัครเผชิญกับปัญหาในภารกิจ

การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่อธิบายถึงฐานรากของปัญหาทางจิตและภาวะซึมเศร้า สมองของมนุษย์ในสังคมเมือง เป็นสมองที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือมีความอ่อนไหวสูงเมื่อเผชิญปัญหา เนื่องจากคนที่เติบโตหรือใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ต้องเผชิญความเครียดสะสมมาเป็นเวลานาน เหมือนสัตว์ที่ถูกเลี้ยงภายใต้ความเครียดและทารุณ ย่อมแสดงพฤติกรรมแตกต่างจากสัตว์ที่เติบโตในป่า คนหรือสัตว์เหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางจิตได้ง่ายกว่าปกติ

Meyer-Lindenberg ยังบอกอีกว่า ชีวิตในเมืองที่แออัด เสียงดัง วุ่นวาย ส่งผลให้คนในเมืองมีความเครียด โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่ามีใครมารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป จะทำให้ Amygdala & Cingulate ส่งสัญญาณอันตรายขึ้นมาทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้วิจัยกล่าวว่า ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ต้องศึกษาต่อไป

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้มีข้อโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์หลายคน ด้วยความเห็นว่าไม่ใช่คนที่เติบโตในเมืองทุกคนจะมีแนวโน้มนี้ นำไปถึงปัญหาของการเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม เช่น ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า อาจทำให้สมาชิกคนอื่นเป็นด้วย แต่ก็ยัง

มีข้อโต้แย้งว่า ทำไมบางครอบครัวสมาชิกบางคนเป็นไม่เท่ากัน เช่น การเป็นในพี่น้องบางคน และคนที่อยู่รอบข้างคนป่วยมีแนวโน้มจะป่วยด้วยหรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ยังต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

บางคนบอกว่าในอดีตนั้นเราไม่ค่อยได้ยินคนออกมาพูดถึงโรคซึมเศร้ามากเท่าทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะผู้คนไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเศร้าจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาก็เป็นได้ และโรคซึมเศร้าก็ถูกค้นพบมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมกรีกโบราณเลย 

ซึ่งครั้งแรกที่อาการบกพร่องทางจิตหรือประสาทถูกมองว่าเป็นโรคเพราะสมัยก่อนมัก จะถูกมองว่าเกิดจากปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ โดยคนแรกที่ศึกษาเรื่องอาการซึมเศร้า คือ ฮิปโปเครติส (300-400 ปีก่อนคริสตกาล)

ฮิปโปเครติส คือผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการแพทย์ เขาเป็นคนแรกๆ ที่เขียนเกี่ยวกับอาการบกพร่องทางจิตในยุค 400 ปีก่อนคริสตกาล โดยบันทึกเรื่องนี้ลงใน Aphorism (ลักษณะงานเขียนโบราณเพื่อเผยแพร่ความจริง) เขาอธิบายว่าอาการบกพร่องทางจิตอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกาย และฮิปโปเครติสนี่เองที่พูดเอาไว้ว่า “ความผิดปกติของร่างกาย ส่งผลต่อจิตใจ”  

ซึ่งเขาบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกอาการอารมณ์เปลี่ยนแปลงนี้ด้วยว่า Melancholia โดยนำคำว่า Melas (ดำ) + Kholé (น้ำดี) มารวมกัน เพราะฮิปโปเครติสเชื่อว่า อาการที่เกี่ยวกับจิตและประสาท เกิดจากความผิดปกติของน้ำในร่างกาย  เขาบันทึกไว้ว่าโครงสร้างของร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำอยู่ 4 แบบ คือ เลือด น้ำดีสีดำ น้ำดีสีเหลือง และเสมหะ ถ้าของเหลวประเภทใดมาก พฤติกรรมก็จะเน้นไปในทางนั้น โดยคนที่มีน้ำดีสีดำมากมักจะเป็นคนหม่นหมอง เงียบขรึม ชอบเก็บตัว

ในยุคต่อๆ มาก็มีการศึกษาเรื่องโรคซึมเศร้าเรื่อยมา จนก่อเกิดสาขาจิตวิทยาขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 หลังจากยุคของฮิปโปเครติส ได้เกิดการศึกษาเรื่องอาการซึมเศร้าและความผิดปกติทางจิตกันมากขึ้น และมีข้อโต้แย้งจากทางศาสนาอยู่เรื่อยๆ ข้อกล่าวหาหลักคือ ศาสนาจะตีขลุมพวกที่มีความผิดปกติทางจิตใจว่ามีสิ่งชั่วร้ายในตัว จนถึงช่วงศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการแยกการศึกษาทางจิตวิทยาออกจากชีววิทยาและปรัชญา 

สาขาจิตวิทยาจึงก่อกำเนิดเป็นครั้งแรกในช่วงนี้ ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการศึกษาเกี่ยวกับภาวะทางจิตของมนุษย์มากขึ้น มีการศึกษาความป่วยไข้ทางจิตชนิดต่างๆ และมีคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจำนวนมาก จึงเริ่มมีการวิเคราะห์ว่า สภาวะแวดล้อมรอบตัวมนุษย์ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม มีผลต่ออาการซึมเศร้า เนื่องจากช่วงนั้นมีวิกฤตการณ์ต่างๆ ในโลกเกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ช่วงนั้นเองที่แพทย์เริ่มบันทึกอาการหลักๆ เด่นๆ  Melancholia ว่า Depressed Emotions หรือ Depressed Spirits

คำว่า Depression เกิดขึ้นในยุคกลางศตวรรษที่ 20 ต่อมาจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 มีการบัญญัติศัพท์คำว่า Depression แทน Melancholia (หรือ Melancholy ในภาษาอังกฤษ) เพื่อเรียกภาวะหรือโรคซึมเศร้า พร้อมทั้งบ่งความหมายชี้ชัดว่า โรคซึมเศร้า คือความผิดปกติทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกลบทั้งต่อตนเองและโลกภายนอกโดยไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ อาการของโรคจะทำให้คิดถึงตนเอง โลก และผู้อื่นในทางลบ จมอยู่กับอารมณ์ด้านลบอย่างยากจะควบคุม ส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว จากนั้นจึงมีการศึกษามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

เราเป็นหนึ่งในผู้ป่วยซึมเศร้าหรือเปล่า ? 

ทีนี้ปัญหาก็คือเราแล้วจะรู้ได้อย่างไร ?

ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า หรือแค่รู้สึกเศร้าไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งถือเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์

โดยปกติแล้ว มนุษย์สามารถเกิดภาวะซึมเศร้า หรือมีอารมณ์เศร้าได้เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น ความเครียดต่างๆ หรือพบเจอการสูญเสียที่สะเทือนใจ ซึ่งอาการเหล่านั้นมักจะหายไปเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง

สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น ปัจจัยกระตุ้นจะส่งผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสมอง โดยจะมีอาการรุนแรงกว่า และพบเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โรคซึมเศร้าจึงไม่ได้เกิดจากจิตใจที่อ่อนแอ แต่เป็นโรคที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อสมอง อาการทั่วไปมักมีความเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆ ในชีวิต รวมถึงผู้ป่วยมักมีปัญหาการนอนผิดปกติ นอนหลับๆ ตื่นๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร กระวนกระวาย และมักกล่าวโทษตัวเอง มีปัญหาเรื่องความจำ เชื่องช้าลง มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ หากความรู้สึกเศร้าและอาการต่างๆ มีความต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่ 2 สัปดาห์เป็นต้นไป รวมถึงกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน กระทบต่อการเรียนหรือการทำงาน คำแนะนำก็คือ ควรลองไปพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกโรคต่อไป เนื่องจากอาการเหล่านี้ ยากที่จะตัดสินได้ด้วยตนเอง การพบแพทย์จึงเป็นทางออกขั้นพื้นฐานที่สมควรทำ หากมีความสงสัยว่าเราป่วยหรือไม่ ส่วนสาเหตุของโรคซึมเศร้า เชื่อกันว่าเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้

ด้านชีวภาพ : เกิดจากพันธุกรรม คือ มีผู้ป่วยซึมเศร้าในครอบครัวและถ่ายทอดยีนโรคซึมเศร้าต่อกันมา รวมถึงการที่สารสื่อประสาททำงานผิดปกติ  เช่น ซีโรโทนินลดต่ำกว่าปกติ การทำงานผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ปัญหาการนอนผิดปกติ

ด้านจิตสังคม : เกิดเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง รวมถึงความเครียดจากสิ่งแวดล้อมบางอย่าง หรือบุคลิกภาพที่มองตนเองด้านลบเป็นทุนเดิมโดยทั่วไปเชื่อว่า เป็นผลมาจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโทนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีนทั้งนี้ เชื่อกันว่าโรคซึมเศร้าอาจไม่ได้เกิดมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เกิดจากหลายสาเหตุรวมๆ กัน ในสภาวะที่พอเหมาะพอดี ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมอง ที่มีผลกระทบต่อความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมไปถึงสุขภาพทางร่างกายทั่วไป

การเยียวยารักษา 

เมื่อรับรู้แล้วว่า โรคซึมเศร้ามาจากไหน ลักษณะเป็นอย่างไร คำถามต่อมาก็คือ ถ้ารู้ตัวว่าป่วย หรือมีคนรอบข้างที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้ว จะทำการรักษากันอย่างไร

โดยทั่วไป เมื่อผู้ป่วย หรือกลุ่มเสี่ยงได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ จนมีการวินิจฉัยแยกโรคอย่างละเอียด ผู้ป่วยหลายกลุ่มต้องรับประทานยาจากแพทย์เพื่อปรับสารสื่อประสาทในสมอง โดยกลุ่มของยานั้นมีหลากหลายและผู้ป่วยมักมีการตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ชนิดของยาและความต่อเนื่องในการรับยา ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์เป็นหลัก

แต่หากไม่ต้องการรับยา หรืออยากลองการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่น ในผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงมากสามารถใช้วิธีจิตบำบัดในการรักษา ซึ่งการรักษาด้วยจิตบำบัดนี้ยังสามารถใช้ควบคู่ไปกับผู้ป่วยที่ต้องรับยาอย่างต่อเนื่องได้อีกด้วย ต่อไปนี้คือตัวอย่างของวิธีการทำจิตบำบัดที่พบเห็นกันได้ทั่วไป

Cognitive Behavioral Therapy (CBT)

หนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือในการบำบัดผู้ป่วยซึมเศร้า เป็นการบำบัดการเปลี่ยนแนวคิดและมุ่งปรับพฤติกรรมในแง่ลบของผู้ป่วย ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า วิธีการทำจิตบำบัดชนิดนี้ ยังสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยในระยะยาวได้อีกด้วย

Interpersonal Therapy

คือการแก้ไขปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้อื่น บ่อยครั้งที่อาการซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์ของผู้ป่วยกับคนรอบตัว การบำบัดชนิดนี้จะมุ่งเน้นไปยังการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของผู้ป่วยในปัจจุบัน มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

Short-term Psychodynamic Psychotherapy

แนวคิดในแบบ Psychodynamic Psychotherapy มีพื้นฐานว่า ปัญหา ความผิดหวัง ความเศร้า ถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกตั้งแต่ยังเด็ก นำไปสู่สาเหตุของโรคซึมเศร้า วิธีการรักษาคือใช้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้รักษา ให้ผู้ป่วยเล่าข้อขัดแย้งในจิตใจออกมา กระบวนการนี้เรียกว่าการโอนถ่ายข้อมูล (Transference) ซึ่งผู้รักษาจะสะท้อนพฤติกรรมของผู้ป่วยออกมาให้ผู้ป่วยเห็นปัญหาในตัวเอง และเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง โดย Short-term Psychodynamic Psychotherapy จะใช้ระยะเวลารักษาไม่เกิน 6 เดือน

Marital Therapy และ Family Therapy

ปัญหาครอบครัวและคู่ครองคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า การบำบัดชนิดนี้จะเน้นไปยังปัญหาภายในครอบครัวหรือคู่ครอง โดยจัดการแก้ปัญหาทั้งหมดที่มีผลต่อโรคซึมเศร้า เพื่อป้องกันการเกิดโรคในอนาคต

Sleep Deprivation

มีรายงานผลการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าด้วยวิธีนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1971 เป็นการรักษาทางจิตเวชโดยการให้ผู้ป่วยงดการนอนในช่วงกลางคืน (แม้ว่าผู้ป่วยซึมเศร้าจะมีการนอนที่ไม่ปกติอยู่แล้วก็ตาม เช่น นอนน้อยหรือนอนมากเกินปกติ) การรักษาวิธีนี้เริ่มต้นจากข้อสังเกตที่ว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าบางคนเมื่อนอนน้อยลง วันต่อมาอาการอารมณ์เศร้ากลับดีขึ้น

เสียงจากคนรอบข้าง 

อาการป่วยจากโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องที่ยากจะพยากรณ์ เพราะกว่าสัญญาณต่างๆ จะชัดเจนว่า ‘ป่วย’ ก็ต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งของผู้ป่วยหรือผู้ที่มีผู้ป่วยอยู่ใกล้ตัวก็คือ การเข้าใจปัญหา และไม่ละเลยบุคคลเหล่านั้น

หนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดของโรคซึมเศร้าก็คือ หากคนรอบข้างป่วยเป็นโรคนี้ จะรับมือหรือดูแลพวกเขาอย่างไร แน่นอนว่าผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ย่อมต้องการกำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง

1. ช่วยประคับประคองทางอารมณ์ โดยการรับฟังปัญหาต่างๆ อย่างตั้งใจ ด้วยความเข้าใจ อดทน และห่วงใย ให้กำลังใจ ไม่แสดงท่าทีรำคาญ

2. ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงและให้ความหวัง บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมองโลกแย่จนเกินจริง เช่น การถูกเจ้านายตำหนิในความผิดพลาดของงาน จนพานคิดว่าตัวเองไม่มีค่า และควรออกจากงาน ทั้งที่ในความเป็นจริงคนทุกคนทำงานพลาดได้ และความผิดพลาดของงานไม่ใช่สิ่งร้ายแรงถึงขนาดที่จะทำให้คนไม่มีค่าในโลกหรือสังคม เป็นต้น

3. ชักชวนผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หรืองานอดิเรกที่เคยให้ความสนุกสนานต่อผู้ป่วยมาก่อน เช่น เดินเล่น ชมภาพยนตร์ หรือเล่นกีฬา แต่ไม่ควรผลักดันมากเกินไป และเร็วเกินกว่าที่ผู้ป่วยจะรับได้ เพราะอาจไปตอกย้ำความรู้สึกไร้ค่า ไร้ความสามารถให้มากขึ้น

4. อย่าเรียกร้องให้ผู้ป่วยต้องหายจากโรคอย่างรวดเร็ว อย่ากล่าวโทษผู้ป่วยซึมเศร้าว่าแสร้งทำเป็นป่วย หรือมีความเกียจคร้านใดๆ ต้องเข้าใจว่า อาการของโรคเป็นสาเหตุที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป

เนื่องจากสังคมคือสถานที่ที่ผู้คนอยู่รวมกัน จะผลร้ายหรือผลดี เราย่อมรับผิดชอบร่วมกัน หากเราปล่อยให้คนทิ้งขยะลงน้ำไปเรื่อยๆ วันที่แม่น้ำเน่าเสีย เราเองก็ย่อมได้รับผลกระทบจากสิ่งนั้น ถึงตอนนั้นเราต้องถามตัวเองว่า แค่เพียงการใส่ใจปัญหาเพียงเล็กน้อยก่อนที่มันจะลุกลาม ถือเป็นเรื่องยากเกินไปหรือเปล่า

ที่สุดแล้ว แม้เราไม่ได้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเราจะไม่เผชิญกับสถานการณ์ยากลำบากจนต้องการความรักและความเห็นใจ เพราะทั้งผู้ที่มีอาการซึมเศร้า รวมถึงคนปกติทั่วไป ย่อมสามารถเผชิญปัญหาที่หนักหน่วงได้เท่าเทียมกัน

ดังนั้น การรับฟัง เอาใจใส่ และดูแลคนรอบข้างอยู่เสมอ อาจเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดของชีวิต เพราะถึงเราจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่เราเจ็บปวดและเศร้าเสียใจ

โรคซึมเศร้าอาจไม่ได้เป็นสิ่งสากล แต่เราทุกคนย่อมเคยผ่านช่วงเวลาเจ็บปวดและต้องการกำลังใจเหมือนๆ กัน

Written By

Talk Like GM – SOS skate ซึม ซ่าส์ เพื่อความเข้าใจ “โรคซึมเศร้า”

GM TV

gmlive-depression gmlive-depression

ผมเป็นโรคซึมเศร้าจริงหรือเปล่าครับ ถ้าถามตัวเองแบบนี้ เช็กดูได้ที่นี่เลย

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup