Connect with us

Subscribe

Life

เสียงของเมือง กลิ่นของวิถีชีวิต

เรื่อง : สิโรตม์ จิระประยูร 

หากนิยามคำว่า ‘City Soundtrack’ จะนิยามอย่างไรดี  

คำว่า City เข้าใจได้ง่ายในความหมายคือ “เมือง” ส่วน Soundtrack ตามคําจํากัดความของ Cambridge Dictionary บอกว่า A recording of the music from a  movie or a play ไม่ได้ช่วยให้ เข้าใจง่ายขึ้นแต่อย่างใด ยิ่งเมื่อเอาสองคํามาเป็นคําอธิบายด้วยกัน ชวนให้ยิ่งสงสัย

เราไม่ได้กําลังพูดถึงเสียงเพลงหรือ เสียงประกอบอย่างที่เราคุ้นเคยในคําอธิบายว่า Sountrack คืออะไร หรือพูดถึง Original Cast Album ในสมัยแรกๆ แต่เรากําลังสร้างนิยามใหม่ถึงเสียงต่างๆรอบตัว และอาจกินคํานิยามข้ามไปถึงเรื่องของกลิ่นว่าเป็นส่วนประสมหนึ่งของ ‘City Soundtrack’ 

โดยทั่วไป City Soundtrack มักเป็นเสียงที่ถูกมองข้ามเสมอๆ ยิ่งปัจจุบันหูฟังดีๆ มีให้เลือกใช้มากมาย เรื่องราวให้ได้ยินได้ฟังทั้งเสียงเพลง พอร์ตคาส ฯลฯ

ยามอยู่คนเดียว เดิน วิ่ง ขึ้นรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบินเพียงเอาหูฟัง เสียบเข้าเท่านั้น ประหนึ่งโลกก็มีเพียงเราคนเดียว หลับตาลงเราก็จะได้ยินเพียงเสียงที่เราเลือกจะฟัง แต่ถ้าเราเอาหูฟัง ออกแล้วหลับตาเราจะได้ยินอะไร 

บางคนบอกเสียงหนวกหู ไม่น่าอภิรมย์คงประดังเข้ามา และผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น จวบจนครั้งหนึ่งเมื่อ หลายปีมาแล้ว ได้ยินคําว่า City Soundtrack จากการฟัง The Stack ของนิตยสาร Monocle ตั้งแต่นั้นมาผมตั้งใจฟัง เสียงรอบตัวมากขึ้น แล้วพบว่ามันสนุก และไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เวลาได้ไปต่างบ้านต่างเมืองแทบจะไม่ต้องเอาหูฟังไปอีกเลย และอดไม่ได้ที่จะนั่งฟังเสียงของ City Soundtrack ไปเรื่อยๆ 

ที่สนามบิน เสียงตอนเดินออกจากเครื่องบินจะมีความเงียบเป็นจังหวะใหญ่ แทรกไปกับเสียง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินพูดขอบคุณ ได้ยินภาษาที่ไม่คุ้นเคยจากเจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่มายืนรอ นอกจากนั้นคือเสียง ฝีเท้าที่ออกเร่งเดิน ช่วงที่เราอยู่ในงวงเทียบเครื่องบิน ทําไมถึงไม่มีใครคุยกันเหมือนในลิฟต์แต่พอออกมาถึงอาคาร ทุกคนจะเริ่มหันมามอง และเริ่มต้นบทสนทนาของตัวเองอีกครั้ง บางคนบอกกันว่าขอไปห้องน้ํา บางคนบอกว่าญาติ ที่นัดไว้จะมารับหรือยัง หลังจากนั้นเสียงเดินอย่างเร่งรีบแทบจะกลบเสียงทั้งหมดไป 

แล้วต้องประหลาดใจอีกครั้ง ทุกอย่างกลายเป็นเสียงกระซิบกระซาบเมื่อเรามาถึงแถวตรวจเช็คพาสปอร์ต บริเวณนั้นไม่เคยมีป้ายห้ามคุย ห้ามส่งเสียงดัง แต่ทําไมต้องกระซิบ บางคนยืนมองด้วยความตื่นเต้นว่าจะโดนถามอะไร ตรงนี้เองเสียงที่ดังกว่าคือเสียง ทํางานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ตั้งหน้าตั้งตาปั้มเอกสารดังโป๊กๆ เมื่อมายืนต่อหน้าเจ้าหน้าที่เคยมั้ยที่ใจอดสั่น ไม่ได้ตอนได้ยินเสียงกดคีย์บอร์ด และแทบจะกระโดดลิงโลดยามได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่หยิบตราขึ้นมาปั้ม  

ตอนเดินออกมาเสียงพูดคุยกลับมาดังอีกครั้ง หลังจากยืนรอเสียงสายพานหมุนเอากระเป๋า ยามสายพานนิ่ง มันชวนอึดอัด แต่พอเริ่มหมุนก็เหมือนมีความหวัง 

ออกมาเราพบคนมากมายยิ้ม ร้องเรียกถามชื่อ เราจะได้ยินเสียง เหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนเข้าไปนั่งในรถไฟเข้าเมือง ในหลายประเทศที่เคารพสิทธิของผู้โดยสาร และไม่มีเสียงโฆษณาอะไร ยัดเยียดให้ฟัง เสียงรถไฟวิ่ง เสียงครึกๆ ของตัวรถกลบทุกอย่างไป และถ้าเราเดินทางในยามเช้าพอรถไฟจอดสถานีใดก็ตามเมื่อประตูเปิด นอกจากเสียงคนเดินเข้ามา เราจะได้ยินเสียงนกร้องแทรกเข้ามาเหมือน Tube สาย Piccadilly ในกรุงลอนดอน

หลังจากรถวิ่งออกจากสนามบินไม่นานก็จะจอดอีกหลายสถานีที่เหมือนสถานีชานเมือง เสียงต่างๆ ของธรรมชาติจะแทรกเข้ามาให้ได้ยินเนืองๆ หรือยามที่มีประกาศย้ำว่าแค่ได้ยินเสียงประกาศซึ่งยังไม่ทราบจริงๆ ว่าเนื้อความจะเป็นเช่นไร เราจะได้ยินเสียง ถอนหายใจ ขยับตัว ขยับหนังสือพิมพ์ ประหนึ่งรู้ล่วงหน้าว่านี่คือ ประกาศการเดินรถที่จะช้ากว่าเวลาที่กําหนด 

ทำไม City soundtrack ถึงน่าสนใจ

ผมคิดว่ามันคือตัวแทนของสังคม ภาวะแวดล้อม และบอกเราถึงวิถี รอบๆ ตัวได้ ครั้งหนึ่งสมัยเด็กยามรถยนต์ยังไม่ค่อยมีแอร์ เวลาวิ่งรถไปตามถนนสายธนบุรี-ปากท่อ พอลมตีแรงๆ แดด จัดๆ พร้อมกับได้กลิ่นเหม็นๆ มาแตะจมูกเราจะรู้ทันทีว่าถึงบริเวณที่เขาทํานาเกลือกันละ

เสียง และกลิ่นเป็นองค์ประกอบการรับรู้ของเรามาตั้งแต่ต้น หรือสมัยก่อนถ้านั่งรถผ่านย่านอุดมสุขแค่หลับตาก็รู้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะกลิ่นขยะลอยมา สมัยเด็กอีกเช่นกันที่คราวถนนวิทยุยังเป็นถนนที่สวยที่สุดในกรุงเทพ เพียงเราขับรถเข้าถนนวิทยุคนในรถจะเงียบแล้วชื่นชมกับต้นไม้รอบๆ ตัวจวบจนรถวิ่งผ่านจึงเริ่มกลับมาคุยกันอีกครั้ง แล้วถนนวิทยุสมัยนั้นคงเป็นถนนเดียวที่คนมักจะพูดเหมือนกันยามผ่านเข้าไปว่า “รมรื่นดีจัง”  

ครั้งหนึ่งบนถนนอ็อกฟอร์ดในลอนดอน ผมถามตัวเองเล่นๆ ว่า ที่นี่ที่ไหน เพราะเสียงพูดคุยรอบๆ ตัว ไม่มีภาษาอังกฤษให้ได้ยินเลยสักคําเดียว อ่า… กลุ่มนี้มาจากอิตาลี นั่นจีนแน่นอน อดอมยิ้มไม่ได้ว่าเราก็มาจาก สยามประเทศ

เสียงเหล่านี้บอกอะไรเรา อย่างน้อยทําให้เห็นได้หลายมิติ การท่องเที่ยวทําไมจึงเป็นช่องทางหลัก ของการหารายได้เข้าประเทศ ทําไมเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลกต่างเริ่มกลายเป็นวัฒนธรรมผสมผสานที่บางครั้งยาก จะหาความเป็นออริจินัลได้เลยทีเดียว ทุกวันนี้ถ้าถามว่าลอนดอนหน้าตาแบบไหน นิวยอร์กจริงๆ เป็นยังไงคงยาก ที่จะอธิบายได้ เว้นแต่เราจะอธิบายในเชิงมิติวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ความหลากหลายของวัฒนธรรมที่สร้างเอกลักษณ์ ใหม่ให้แก่เมือง  

ถ้าเราเดินเข้าโซโหกลิ่นอาหารเอเซียที่จัดจ้านจะโชยเข้ามาทักทาย ท้องจะหิวทันที และเมื่อเดินเข้า ร้านอาหารจีนสักแห่งจะได้ยินเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านอาหารจีนทั่วโลกนั่นคือเสียงพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษสําเนียงจีน

ถ้าเข้าร้านหนังสือสักแห่ง เสียงเปิดหน้าหนังสือ เสียงถามไถ่ข้อมูลหนังสือจะเด่นชัด เหล่านี้สะท้อน ถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน กระทั่งการเดินผ่านคาสิโน เสียงชิพทําให้คาดเดาไม่ยากว่าข้างในคงมีคนได้ และคนเสียเป็นแน่ 

บางทีการได้ยินอะไรที่เป็น Organic Sound ก็ทําให้เกิดความสงบได้ ลองถอดหูฟัง ละสายตาจากจอมือถือ หลับตาฟัง (อาจมีกลิ่นบ้าง) แล้วฟังเสียงรอบๆ ตัว ผมเชื่อว่าการเดินทางจะได้อะไรเพิ่มเติมกว่าความสนุกจากการ เห็นอะไรแปลกใหม่ แต่ได้ยินอะไรที่ไม่คุ้นชิน ได้กลิ่นอะไรๆ ที่คาดเดาได้ หรืออาจคาดเดาไม่ได้ก็ทําให้ทุกอณูของการ เดินทางน่าค้นหาได้เรียนรู้ตลอดเวลา

บางทีอาจได้ยินเสียงความคิดตัวเองดังกว่าที่เคยก็ได้

Written By

Heart & Soul of Bookstores หัวใจและจิตวิญญาณร้านหนังสือ

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup