x

อาร์เอส กับธุรกิจเพลง อดีตกาลที่ไม่อาจหวนคืน
โดย ปรรวดา เพ็ชรมี
 
ข่าว เณร – ศุภชัย นิลวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการดูแลงานเพลงลูกทุ่ง/ธุรกิจเพลง และกรรมการผู้จัดการค่ายเพลงอาร์สยาม บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ลาออกจากบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ถูกโพสต์ขึ้นบนเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ ในเซ็คชันบันเทิง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องบังเอิญ ที่มาเกิดขึ้นวันเดียวกับการเปิดตัวของ สปอติฟาย ผู้ให้บริการสตรีมมิงรายใหญ่ของโลกในบ้านเรา ที่หากมองแบบจับแพะชนแกะ มันช่างสวนทางกันได้พอดิบพอดี
 
ผู้บริหารธุรกิจเพลงของ (อดีต) ค่ายเพลงใหญ่โบกมือลา ในวันเดียวกับที่ผู้ให้บริการฟังเพลงรูปแบบใหม่ยักษ์ใหญ่ ที่ถูกมองว่าเป็นปัจจุบันและอนาคตของอุตสาหกรรมดนตรีเปิดให้บริการในบ้านเรา ที่พอคิดเป็นดรามา ตามประสานิยมของผู้คนในสยามประเทศ นี่ถือเป็นฉากจบของหนังเรื่องหนึ่งได้สบายๆ หากมองเป็นนัยยะถึงสัญญาณการเกิดของยุคใหม่ และเป็นบทสรุปของส่วนหนึ่งในอดีตที่อาจจะรูดม่านปิดฉากลงโดยสมบูรณ์
 
หลังช่วงเวลาที่ผ่านมาพักใหญ่ ชื่อของอาร์เอสดูจะไม่ใช่ชื่อของยักษ์ใหญ่ในวงการเพลง หรือเป็นหัวแถวของธุรกิจดนตรีอีกต่อไปแล้ว เมื่อมีผลงานออกมาให้ฟังอย่างจริงๆ จังๆ ไม่มากนัก ถ้ามีก็เป็นในขาของเพลงลูกทุ่ง ที่ศุภชัยดูแลมานาน ตั้งแต่สมัยที่ซอยลาดพร้าว 15 มีเด็กๆ แฟนคลับสัญจรเข้าออกเพื่อมารอศิลปินขวัญใจวัยรุ่นที่หน้าตึกเชษฐ์โชติศักดิ์กันหนาตา ชนิดที่ว่าวันไหนสตาร์ดังของค่ายเข้าออฟฟิศ หรือเป็นช่วงปิดเทอม พนักงานบริษัทต้องเจอกับสภาพคนติดกันเลยทีเดียว
 
เมื่อไม่ทำเพลง หลายปีหลังๆ อาร์เอสทำอะไร? เพราะในความเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ตัวเลขผลประกอบการ การทำงานของบริษัทมองข้ามไม่ได้ เนื่องจากมีผลกับนักลงทุนในตลาด แต่หุ้นอาร์เอสในยามที่ตลาดเพลงซบเซา แม้จะไม่ใช่ตัวท็อปที่ต้องช้อน แต่ในบางครั้งก็ได้รับการแนะนำให้ 'ซื้อ' ด้วยซ้ำไป
 
คำตอบคือ 'หลายอย่าง' ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับวงการเพลง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพยนตร์, สถานีวิทยุ, การทำหนังแผ่น, ทำสิ่งพิมพ์, เปิดให้บริการขายเพลงดิจิตอลที่เป็นเจ้าแรกๆ ของบ้านเรา, บัตรเติมเงินอาร์ทีดี การ์ด, สนามฟุตบอลเอส-วัน, ซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลก และทำทีวี ดาวเทียม ที่ต่อยอดมาถึงทีวี ดิจิตอล และล่าสุดยิ่งกว่า... ธุรกิจ สุขภาพและความงาม 
 
ซึ่งกลายเป็นธุรกิจทำเงินทำทองอย่างเป็นล่ำเป็นสันให้อาร์เอสในยามนี้ 
 
จากผลประกอบการไตรมาส 2/2560 ของอาร์เอสที่ประกาศออกมา รายได้อยู่ที่ 857.6 บาท มีกำไรสุทธิ 52 ล้านบาท รายได้เพิ่มขึ้น 20.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ถ้ามองรายได้สุทธิ จะเพิ่มขึ้นถึง 161.2% โดยรายได้หลักๆ มาจากธุรกิจสุขภาพและความงาม ที่ทำตัวเลขถึง 300.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 466.1% หรือมากกว่า 5 เท่าของช่วงเดียวกันปีก่อน  
 
ขณะที่ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ หลังแกว่งไปพักใหญ่จากการมาถึงของทีวีดิจิทัล ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ปรับรายการรับมือการเพิ่มขึ้นของคู่แข่ง และมีรายการที่ดึงผู้ชมได้เป็นเนื้อเป็นหนัง จนเรตติ้งขยับขึ้นจากเดิม เกาะอยู่ในห้าอันดับแรกของสถานีที่มีเรตติ้งสูงสุดได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งน่าจะส่งผลให้รายได้จากการขายโฆษณาเติบโตขึ้นตามไปด้วย ส่วนทีวีดาวเทียม มีสถานีเพลง สบายดีทีวี และ You Channel กับช่อง 2 ที่นำละครที่เคยออกอากาศไปแล้วมารีรัน ก็ยังเดินหน้าไปได้ 
 
ที่หากไล่เรียงมาจะมองเห็นภาพหนึ่ง นั่นก็คือ การพยายามขยายธุรกิจให้มากกว่าเป็นเพียงค่ายเพลง และค่อยๆ ห่างจากธุรกิจเพลง หรืออย่างน้อยการเป็นบริษัททำเพลงออกไปเรื่อยๆ โดยหลายๆ ธุรกิจถือเป็นการลองผิดลองถูก บ้างก็หายไป บ้างก็ทำต่อ บ้างก็เปลี่ยนรูปแบบ ตัวธุรกิจเพลง นอกจากจะลดความสำคัญลง ก็ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับกับรายได้และตลาดที่หดตัว เห็นได้ชัดจาก งานเพลงช่วงหลังๆ ของอาร์เอส ไม่ใช่เพลงสตริงขายวัยรุ่นอย่างที่เคยเป็น แต่เป็นเพลงลูกทุ่งจากค่ายอาร์ สยาม ที่ศุกชัยดูแล แล้วต่อมาก็มีการรวบธุรกิจเพลงทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ปีกของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเพลงบ้านเราไม่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ มีอัลบัมขายเป็นแสนก็อปปี มีเพลงขายเป็นล้านโหลดเหมือนอดีต โดยรายได้ตรงนี้ของอาร์เอสล่าสุด น่าจะอยู่ที่ราวๆ 3-5% ของบริษัทเท่านั้น  
 
ทำให้การลาออกของศุภชัย ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อองค์กรใหญ่มากนัก แต่ในส่วนศิลปินที่เขาเคยดูแล พนักงานที่เขาเคยปกครอง คงใจหายกันอยู่บ้าง เพราะผูกพันกันมานาน ขณะที่คนภายนอกก็อาจจะรู้สึกเหมือนว่าภายในองค์กรมีการสั่นคลอน ด้วยความที่ศุภชัยทำงานมานาน จนกลายเป็นหน้าตาของอาร์สยามก็ว่าได้ แต่ถ้าดูตัวเลขผลประกอบการ ปริมาณของผลงาน ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสำหรับองค์กรที่จะจัดการกับธุรกิจตรงนี้ให้เดินหน้าต่อ เพราะมาถึงวันนี้ ธุรกิจเพลงไม่ใช่รายได้หลักสำหรับอาร์เอส ปริมาณการทำเพลง ปล่อยเพลง ลดลงอย่างต่อเนื่อง ชนิดที่หากถามว่า 'อัลบั้ม' ล่าสุดที่อาร์เอสวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นซีดี หรือดิจิตอล ดาวน์โหลด คือ อัลบัมอะไร อาจจะต้องคิดกันนานกว่าจะได้คำตอบ หรือต่อให้เปลี่ยนเป็น 'เพลงใหม่' ก็ไม่น่าจะตอบง่ายเช่นกัน
 
แต่ก็ยังต้องมีกันต่อไป เพราะธุรกิจเพลงไม่ได้ทำกันแค่ขายเพลง หากยังมีเรื่องการขายโชว์ของศิลปิน, การดูแลจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ ที่สำคัญอย่าลืมว่า กับธุรกิจสุขภาพและความงามนั้น บรรดานักแสดง, ศิลปินเพลงต่างๆ คือแม่เหล็ก เป็นพรีเซนเตอร์ชั้นดี ทิ้งกันไปเลยก็คงน่าเสียดาย เพราะน่าจะง่ายกว่าสำหรับการทำการตลาด หากมีสินค้าและพรีเซนเตอร์พร้อมอยู่ในมือ  
 
แต่จะให้เฟื่องฟูแบบอดีตกาลนั้นคงไม่ใช่ หากคงเป็นหน่วยงานที่ช่วยสนับสนุนการขายสินค้า หรือกิจกรรมในไลน์ธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทมากกว่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอยู่ในระดับที่จะเรียกอาร์เอสว่า เป็นค่ายเพลงเหมือนอย่างที่เคยเป็นก็คงไม่ได้ ซึ่งน่าจะถูกใจผู้บริหารของบริษัทอยู่ไม่น้อย เพราะพยายามนำเสนอตัวเองว่า ไม่ใช่ค่ายเพลงมานานแล้ว 
 
ปล่อยให้ เรื่องของ รวมดาว, เรนโบว์, อิทธิ, อริสมันต์, เสือ ธนพล ไล่มาจนถึง เต๋า, โดม, นุ้ก, เจมส์, บอยสเกาท์ เป็นเรื่องราวเล่าขานของคนในยุคอดีตกาล ส่วนตัวบริษัทปัจจุบันและอนาคตจะถูกนิยามว่าทำอะไรนั้น ผู้ผลิตคอนเทนท์บันเทิง, สื่อโทรทัศน์ หรือว่า บริษัททำธุรกิจสุขภาพหรือความงาม อาจจะต้องดูกันยาวๆ    
 
เพราะด้วยความเป็นเจ้าไอเดียที่พลุ่งพล่านของสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เขาพร้อมเสมอที่จะเดินไปหาของใหม่ ที่มีแววสดใส และพร้อมจะปลดทิ้งอะไรที่พะรุงพะรังและไม่เกิดมรรคผลได้ในทันทีเหมือนกัน